
เป้าหมาย....
ปราบแก๊งฟอกเงินและแก๊งนอมินีต่างชาติ
ของ “นายกฯ อนุทิน”
ชัดมาก!
แต่ปฏิบัติการตามคำสั่งนายกฯ นอกจากมัวๆ แล้ว
ยัง “อืดๆ” อีกตะหาก!?
เมื่อวาน (๒๗ ต.ค.๖๙) บก.ปอศ. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ)
ร่วมกับ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์)
แถลงผลคืบหน้าการดำเนินคดี “เครือข่ายนักลงทุนต่างชาติ” ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหุ้นเพิ่มทุน
ของ “บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน)” หรือ VGI
พบผู้ลงทุน ๓ ราย “ใช้แหล่งเงินทุนร่วมกัน”
ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง ของ VGI
และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ลงทุน
มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
พฤติการณ์เข้าข่าย.....
“กระทำการร่วมกัน” ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต.
ออกหมายจับเครือข่าย “เบน สมิธ–ยิม เลียก”
พ่วงข้อหา “สมคบกันฟอกเงิน”!
สำหรับการดำเนินคดีครั้งนี้ บก.ปอศ. ระบุว่า
ได้ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา โดยในเอกสารแถลงการณ์มีรายชื่อปรากฏ ๗ ราย ได้แก่
“นายเบน, นางสาวแคทรียา, นางสาวสุภารัตน์, นายยิม, นายยูจีน, นายไคปิง และนายณัฐกร”
ความจริง ก.ล.ต.เคยกล่าวโทษ “นายยิม เลียก” ต่อ บก.ปอศ.ไปแล้วเมื่อ ๑๑ มิ.ย.๖๙
กรณีไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุน VGI
หลังตรวจพบเป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของกองทุนแห่งหนึ่ง
ซึ่งเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน จนสัดส่วนการถือหุ้น “ข้ามเกณฑ์ ๕%” ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด
แต่ไม่ได้รายงานตามที่กฎหมายกำหนด!
นอกจากกรณีการถือหุ้น VGI ซึ่งเป็นประเด็นหลักของการดำเนินคดีล่าสุดแล้ว
ก่อนหน้านี้ ยังเคยมีการตั้งข้อสงสัยว่า
“แก๊งฟอกเงินนี้” เกี่ยวข้องกับ
โครงสร้างการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนไทยอีก ๒ แห่ง คือ
“บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” หรือ BCP
และ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)” หรือ MFC
แต่จะสังเกตเห็นว่า ในการแถลงข่าวเมื่อวาน
ทั้ง “บก.ปอศ.และ ก.ล.ต.”
หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความคืบหน้าคดี “บางจาก”
ที่เครือข่าย “นายเบน สมิธ” และ “นายยิม เลียก”
ใช้ธนาคาร B.I.C.ของเขมร
โอนเงินสแกมเมอร์ผ่าน “กองทุน CAI” ในสิงคโปร์
แปรสภาพแล้ว นำมาซื้อหุ้น “บางจาก” หรือ BCP
ซื้อจำนวนมาก ถึงขั้นที่พูดกันว่า
“เงินเทา” จากเขมรมา “เทกโอเวอร์” บางจาก!?
จนถูก ปปง.และตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)
อายัดทรัพย์สินและหุ้นหลายหมื่นล้านบาท
เรื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาล “เศรษฐา-แพทองธาร”
ที่มี “นายพิชัย ชุณหวชิร” เป็นรัฐมนตรีคลัง
“พิชัย-รัฐมนตรีคลัง”
กับ “พิชัย-อดีตประธานบอร์ดบางจาก”
และอดีต “ประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์” (ตลท.)
เป็น “พิชัย” คนเดียวกัน!
เมื่อพรรคทักษิณเป็นรัฐบาล พิชัยลาออกจากทั้ง ๒ บอร์ดมาเป็นรัฐมนตรีคลัง
ในช่วงที่เงินสแกมเมอร์เขมรส่งเข้าไปฟอกที่สิงคโปร์
แล้วกลับเข้ามากว้านซื้อหุ้นบางจาก จนเป็นหุ้นใหญ่
แล้ว “กลุ่มทุนเทา” ก็ส่งคนเข้าไปเป็นบอร์ดในบางจาก
จนเป็นที่โจษจันกันว่า....
ที่ “นายกฯ อุ๊งอิ๊ง” ประกาศ
จะขุดน้ำมันในอ่าวไทยแบ่งเขมร ๕๐:๕๐ นั้น
การ “เทกโอเวอร์บางจาก”.....
ก็คงเป็น ๑ ในสมการ “ผลประโยชน์ร่วม” ๕๐:๕๐!
ดูเหมือนว่า นอกจาก “หุ้นบางจาก”
ของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก จะถูกอายัดแล้ว
หุ้น VGI และหุ้น MFC ก็ถูกอายัดด้วย!
ในเอกสารแถลงการณ์ของ บก.ปอศ.และ ก.ล.ต.เมื่อวาน
ในรายชื่อ ๗ คน ที่ขอศาลออกหมายจับนั้น
พวกนี้ เขาแบ่งหน้าที่กันทำเป็น ๔ กลุ่ม
ตามที่เจ้าหน้าที่สืบทราบ เป็นดังนี้
-นายเบน สมิธ บริหารเส้นทางเงิน
และเป็นผู้ตัดสินใจในทุกขั้นตอน
-นายยิม เลียก ประธาน B.I.C Group และนายยูจีน
ผู้ก่อตั้งและบริหารกองทุน CAI เป็นช่องทางในการส่งเงิน
-นางสาวแคทรียา (ภรรยานายเบน สมิธ) เป็นกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ ผ่านบริษัท Opus
และ “นางสาวสุภารัตน์” ผ่านบริษัท Thai IR
-นายณัฐกร เป็นผู้ประสานกองทุนและจองซื้อหุ้น
ส่วนนายไคปิง เป็นผู้ดำเนินเรื่องเอกสารและเปิดบัญชี
จากการตรวจสอบข้อมูลตลาดหลักทรัพย์
ล่าสุด ณ ๙ มิ.ย.๖๙
หุ้น VGI บริษัท Opus ถือหุ้นใหญ่อันดับ ๒ ในสัดส่วน ๑๐.๔๓% และ กองทุน CAI ถือหุ้นใหญ่อันดับ ๓ ในสัดส่วน ๑๐.๔๐%
ส่วนหุ้น MFC บริษัท Opus ถือหุ้นใหญ่อันดับ ๑ ในสัดส่วน ๒๔.๙๖%
แต่ หุ้น BCP หรือบางจาก ที่นายเบน สมิธ และนายยิม เลียก นำเงินสแกมเมอร์มาฟอกผ่านสิงคโปร์ แล้วกว้านซื้อหุ้นบางจาก
เป็นเรื่องใหญ่ ที่ประชาชนสนใจมาก....
ว่าบอร์ดบริหารที่มีอดีต ผบ.ตร. “พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” เป็นประธาน ทั้งนายประสงค์ พูนธเนศ เป็นรอง มายาวนานผูกปี-ผูกชาติ
ทั้ง ผบ.ตร.คนปัจจุบัน “พล.ต.อ.สำราญ นวลมา”
ก็เป็นกรรมการอยู่ในบอร์ด
แต่ดูเหมือนจะวางเฉยกับ “อำนาจที่มองเห็น” ที่เข้ามาควบคุมกลไกบริหาร
คล้ายมีเจตนาให้ “คนเทา-เงินเทา”
เข้ามายึดครอง “บางจาก” อันเป็นบริษัทพลังงานของไทย!?
โดยไม่มีความพยายามที่จะขัดขวาง-สกัดกั้น
ทั้งการแถลงเมื่อวาน
เป็นเรื่อง “เงินสแกมเมอร์” จากกลุ่มเดียวกันที่ซื้อหุ้นบางจาก แต่ บก.ปอศ.และ ก.ล.ต.ไม่พูดถึงซักคำ ว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?
นายกฯ สั่งเป็นนโยบาย “ธงนำ” ให้ปราบแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งนอมินีต่างชาติ
ซึ่งตำรวจยุคที่ “พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” เป็น ผบ.ตร.ก็ทำงานไล่ล่ากันชนิดเห็นหน้า-เห็นหลัง
แต่กับแก๊ง “นายเบน สมิธ-นายยิม เลียก” ที่นำเงินสแกมเมอร์จากเขมรมาฟอก ไล่ซื้อหุ้นบางจาก
กลับทำคล้ายแมว “คุ้ยขี้เถ้ากลบขี้” นึกว่าไม่มีคนเห็นแล้ว
“เห็นครับ...เห็นกันทั้งเมือง” และยิ่งเพ่งเล็งหนักขึ้น
เพ่งเล็งเรื่องอะไรรึ?
คนไทยนั้น ใช่ว่า “โง่ ห่วย เลว” จนไม่รู้ประสา ว่า
“เหตุเกิดที่บางจาก” นั้น ใคร...เป็นนาย “เหนือบอร์ด” อีกที?
คนทำคดี จึงพากัน “บี้ บอด ใบ้”
ก็ระวังเถอะ หุ้น “บางจาก” จะกลายเป็น “หุ้นลำบาก”
ในเมื่อ “เงินสแกมเมอร์”
ยังมีสิทธิ์-มีเสียง และมีอิทธิพลอยู่ในบอร์ด!
“การฟอกเงินข้ามชาติ” นั้น
มันง่ายยิ่งกว่า “ปอกกล้วยป้อนลิง”
อย่างการเข้ามาเขมือบหุ้นบางจาก
เครือข่ายทุนเทา จะเอาเงินที่ได้จากการหลอกลวงไซเบอร์และคริปโตเคอร์เรนซี
ฝากเข้าระบบ “ธนาคารพาณิชย์” ในต่างประเทศ
จากนั้น ส่งต่อให้กองทุน CAI ในสิงคโปร์
และบริษัทเฉพาะกิจ เช่น “Alpha Chartered Energy” นำแล้วเอามาซื้อหุ้นบิ๊กล็อตของ “บางจาก”
และ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCPG) ในไทย
เพื่อชุบ “เงินเทา” ให้กลายเป็น “เงินฟอกขาว” ที่ถูกกฎหมาย!
นี่ถ้า “สิงคโปร์” ไม่ทลายห้าง
โดยจับ “บอร์ดบริหาร” ของ CAI เข้าคุกละก็
ทางไทยก็คงยังสบายอยู่กับ “ทุนเทา”
ก็แหม...กากี่นั้ง ทั้งนั้น รู้ๆ กันอยู่!
เมื่อเรื่องมันแดงขึ้น สอบสวนกลาง (CIB) ออกหมายจับ “นายเบน สมิธ” และเมีย “น.ส.แคทรียา บีเวอร์”
ข้อหาหลอกลวงลงทุนข้ามชาติและฟอกเงิน
หลังจากที่ ปปง.สั่งอายัด
“หุ้นบางจาก” มูลค่า ๖,๐๐๐ ล้านบาท
ที่เป็นนอมินีของเครือข่ายนี้ไว้ก่อนแล้ว
เมื่ออายัดหุ้นบางจาก
บริษัท บางจาก หรือ BCP จึงแจ้ง “มติบอร์ด” ต่อตลาดหลักทรัพย์
ปลด “นายณัฐกร อธิธนาวานิช"
ออกจากกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันตามหนังสือรับรองของบริษัท
นายณัฐกรเป็นใคร ทำไมต้องปลด?
“นายณัฐกร” ก็คือกรรมการ “บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี” หรือ ACE “ตัวแทนทุนเทา”
ที่เข้าถือหุ้น “บริษัทบางจาก” ผ่านธุรกรรมที่ซับซ้อนในตลาดหลักทรัพย์ จนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่”
และเป็นกรรมการ “ผู้มีอำนาจลงนาม”
ในบริษัทบางจาก ตั้งแต่เมษา.ปีที่แล้ว!
เนี่ย....
ผมก็ “ลำเลิกเบิกประจาน” ความ ให้โลกรู้ ให้นายกฯ เจ้าของนโยบายปราบสแกมเมอร์ ปราบนอมินี ล้างทุนเทา ได้รู้ ว่า
“ทุนเทา” จากเงินสแกมเมอร์เขมร
ยัง “ปกคลุม-ยึดครอง” บริษัทบางจากอยู่!
สั่งจับ...ก็ทำเป็น “ลิงปอกกล้วย” ให้ดูไปวันๆ
ไม่เหี้ยนกระหือรือที่จะ “ขุดราก-ถอนโคน” ทุนเทาจริงจัง
ทั้งที่เรื่องอยู่ในบ้าน-ในบริษัทตัวเองแท้ๆ!
นายกฯ ก็รู้ ทั้ง ตื้น ลึก หนา บาง กลม เหลี่ยม
ก็ระวัง ก่อนพูด “เราเป็นนาย”
แต่เมื่อพูดแล้ว แหม...มัน “ลูบหน้าปะจมูก”!
ถ้าแบบนั้น...นอกจาก “เสียคำพูด” แล้ว
มันยัง “เสียคน” ด้วย!
-เปลว สีเงิน
๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๙
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'บรรลัยธิปไตย'
การเมืองไทยนี่ก็แปลกดีนะครับ บางวันดูแล้วเหมือนรายการตลก
สลิป 7 ล้าน…รู้ทั้งรู้!
ระหว่างที่ผมกำลังไล่อ่านข่าว ดูโน่นดูนี่ไปตามเฟซบุ๊ก ก็เจอเรื่องสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท
“มันใกล้เข้ามาแล้ว!”
วันนี้ ไม่คุย แต่จะสั่น "กระดิ่ง" เตือนไทยเราอย่ามัวแต่กัดกัน จงเงยหน้าดู “หายนะโลก” แล้วย้อนกลับมาดูบ้านเมืองเรา
ด่าไป ช้อปไป
วันนี้ขอพักเปิดซองอีกสักวัน จดหมายจากผู้อ่านยังมีรออยู่อีกหลายซอง ไม่ได้หายไปไหน พอดีเรื่องกะเพราแก้วจุรีของบริษัทซีพีแรมที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว ดูท่าจะยังไม่จบง่ายๆ
'อนุทินกับเทา'
ไม่เพียงยุโรป..... ตอนนี้ “คนรวย” ทั่วโลกเหมือน “นกแตกรัง” จากสัญญาณเศรษฐกิจและสงคราม! ในหลายๆ ประเทศ
ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้
จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544

