‘สิริพงศ์‘เผย ขบ. ผุดแนวคิดประเมินทบทวนสมรรถนะผู้ขับขี่อายุ 55 ปีขึ้นไป-ผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพใหม่ หวังสร้างความปลอดภัยทางถนน ย้ำยังไม่มีข้อสรุปเกณฑ์บังคับใช้ ปักหมุดพ.ย.นี้ ถกแนวทางเข้มบังคับใช้กฎหมาย ปลูกจิตสำนึกความปลอดภัย หลังไทยยังมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีละกว่า 1.5 หมื่นคน
29 ต.ค.2569-นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) มีแนวคิดการทบทวนการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของผู้สูงอายุ หรือมีอายุ 55 ปีขึ้นไป ให้เข้ารับการประเมินสมรรถนะและทบทวนความสามารถในการขับขี่ตามความเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่ายังสามารถใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย โดยปัจจุบันมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทดสอบสมรรถภาพสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ขบ. จะต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ และมีความเหมาะสมมากที่สุด
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าว ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มภาระให้ประชาชน แต่ต้องการสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้ใช้ถนนทุกคน เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น สมรรถภาพทางร่างกาย การรับรู้ สภาพจิตใจ และความสามารถในการตัดสินใจอาจเปลี่ยนแปลงหรือลดลงตามวัย จึงควรพิจารณากลไกที่เหมาะสมในการประเมินความพร้อมในการขับขี่ รวมถึงแนวทางสำหรับผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่รถตลอดชีพว่า จะสามารถทบทวนสมรรถนะได้อย่างไร โดยขณะนี้ ยังเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น ต้องรอการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จึงยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อใดหรือจะใช้หลักเกณฑ์ใดเป็นการเฉพาะ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า การกำหนดเกณฑ์อายุและวิธีประเมินสมรรถนะผู้ขับขี่ต้องหารือให้รอบด้าน โดยมีตัวอย่างจากต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ที่มีมาตรการเกี่ยวกับการประเมินผู้ขับขี่สูงอายุและแนวทางสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะในบางกรณี ซึ่งประเทศไทยอาจนำประสบการณ์มาศึกษา เพื่อพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ รวมถึงพิจารณาทางเลือกในการเดินทางสำหรับผู้ที่ไม่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยแล้ว
“สาเหตุที่ต้องมาทบทวนสมรรถนะผู้ขับขี่สูงอายุ หรือผู้ที่มีใบขับขี่ตลอดชีพ เพราะจะเห็นได้ว่า ช่วงนี้ มีผู้สูงอายุ ขับรถเร่งมรดกออกมาบนท้องถนนเยอะมาก รวมถึงมีกรณีคนสูงอายุขับรถยนต์ขึ้นไปบนทางกลับรถของรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ไม่ปลอดภัย เสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงความปลอดภัยทางถนน เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันให้ความสำคัญ เพราะความสูญเสียไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่เพียงคนเดียว แต่กระทบถึงผู้ร่วมเดินทางและผู้ใช้ถนนคนอื่นด้วย ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดลดลง การรักษาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศยิ่งมีความสำคัญ เราจึงต้องพยายามลดการสูญเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด” นายสิริพงศ์ กล่าว” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 19-20 พ.ย. 2569 นี้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมควบคุมโรค กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 (17th Thailand Road Safety Seminar) ภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe Cities: ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อเมืองที่ปลอดภัย” ที่ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เพื่อรวบรวมความคิดเห็น ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ นำไปสู่การกำหนดแนวทางยกระดับความปลอดภัยทางถนนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นแนวโน้มดีขึ้น และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ปัจจุบันยังมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 15,000 คนต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงและสะท้อนว่ายังต้องเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้จำนวนอุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตลดลงให้ได้มากที่สุด โดยเป้าหมายสูงสุด คือ การลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้เหลือศูนย์ ไม่ใช่เพียงการลดลงในอัตรา 5-10% แล้วถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะการสร้างความปลอดภัยทางถนนเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียส่วนหนึ่งมาจากการขาดมาตรการป้องกันขณะขับขี่ เช่น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง รวมถึงการขาดจิตสำนึกด้านความปลอดภัย เป็นต้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การกวดขันวินัยจราจร และการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น เนื่องจากอุบัติเหตุไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ขับขี่ แต่ยังอาจสร้างความสูญเสียแก่ผู้ร่วมใช้ถนนด้วย
สำหรับแนวทางปรับปรุงกฎหมายและมาตรการบังคับใช้ จะต้องนำข้อเสนอจากเวทีเสวนามาพิจารณาร่วมกัน โดยอาจพัฒนากลไกสร้างแรงจูงใจเพื่อเพิ่มขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ควบคู่กับการทบทวนว่าจะทำอย่างไรให้กฎหมายที่มีอยู่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงพิจารณาโจทย์ใหม่ที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับเด็ก นักเรียน เยาวชน และการใช้รถจักรยานยนต์หรือรถรับส่งนักเรียน ปัจจุบันต้องเพิ่มประเด็นความเสี่ยงจากผู้สูงอายุที่ใช้รถใช้ถนน ซึ่งมีกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือมีพฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยให้เห็นอยู่เป็นระยะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ธพส.’เตรียมรุกธุรกิจพลังงานสะอาด กางผลงาน9เดือนรายได้โต3,700ล้าน
‘ธพส.’ เตรียมรุกธุรกิจพลังงานสะอาด ปักธงให้คำปรึกษา-ออกแบบ-ลงทุนติดตั้งโซ่ล่าร์เซลล์ให้หน่วยงานภาครัฐก่อน และให้หน่วยงานทยอยชำระคืนเป็นค่าเช่าตามสัญญา พร้อมกางผลงาน 9 เดือน รายได้โต 3,700 ล้านบาท คาดสิ้นปีแตะ 4,000 ล้านบาท
สนข.กางแผนขนส่งสาธารณะดันฟีดเดอร์เชื่อมเดินทาง
สนข.กางแผน 3 ระยะ ปี 2570–2580 เร่งแก้จุดเชื่อมต่อ–ปรับโครงข่ายรถเมล์–พัฒนาระบบตั๋วร่วม ตั้งเป้าปี 2590 ดันสัดส่วนใช้ขนส่งสาธารณะกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่อเนื่องเพิ่มจาก 18% เป็น 28% พร้อมเพิ่มผู้โดยสารรถไฟฟ้าแตะ 4.5 ล้านเที่ยวต่อวัน

