
ลงตัวซะที
วิป ๓ ฝ่าย อันมี คณะรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน เคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันที่ ๗-๑๑ ธันวาคม
๔+๑ คืออภิปราย ๔ วัน ลงมติ ๑ วัน
วางกรอบชั่วโมงไว้ ๗๒ ชั่วโมง
สามวันแรกจะใช้เวลาในการประชุมวันละ ๑๙ ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. คาดว่าจะมีการพักการประชุมในเวลา ๐๓.๐๐ น.ของอีกวัน
ขณะที่วันที่ ๔ ของการอภิปรายจะใช้เวลา ๑๕ ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. ถึงเวลา ๒๓.๐๐ น.
ในเวลา ๗๒ ชั่วโมงนี้ แบ่งเป็นฝ่ายค้าน ๕๑ ชั่วโมง ครม.และพรรคร่วมรัฐบาล ๑๗ ชั่วโมง
ประธานในที่ประชุม ๔ ชั่วโมง
นี่คือกำหนดการที่วางไว้ ยังไม่นับการประท้วง
เพราะไม่รู้จะมีกี่ยก ยกละกี่นาที
แต่แนวโน้มน่าจะชุก คือมาแบบเรื่อยๆ เนื่องจากตัวละครหลัก โหมโรงกันจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อกันอยู่แล้ว
ก็สรุปเป็นคณิตศาสตร์ในเบื้องต้นน่าตกใจพอควรครับ!
รัฐมนตรีรวมทั้งนายกรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมีทั้งสิ้น ๑๘ คน
เท่ากับรัฐมนตรีแต่ละคนจะถูกซักฟอก ๒.๘๓ ชั่วโมง
ถ้าเอาเนื้อๆ พอได้ครับ แต่ถ้าอภิปรายน้้ำท่วมทุ่งแถมยังเสียเวลาประท้วงกันอีก เวลาก็จะหดเหลือน้อยลงไปอีก
เพราะเวลาการประท้วงมันจะไปกินเวลาของทุกฝ่าย
แต่ความเป็นจริงคือ แค่นายกฯ อนุทินคนเดียว ก็ถูกซักฟอกค่อนวันไปแล้ว ฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า จะอภิปรายรัฐมนตรีไม่ครบทั้ง ๑๘ คน
ถ้าครบก็คงจะเร่งให้ผ่านๆ ไปโดยไม่ได้สาระในแง่การตรวจสอบสักเท่าไหร่
ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายค้านเดินผิดมาตั้งแต่ต้น เน้นปริมาณมากเกินไปจนมีปัญหาเรื่องเวลาตามมา
ที่จริงเอาใจช่วยฝ่ายค้านอยู่นะครับ เพราะการตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ
หากฝ่ายค้านไม่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลก็ไม่มีอะไรการันตีเลยครับว่า รัฐบาลจะทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีการคดโกง
เพียงแต่บางอย่างที่ฝ่ายค้านทำนั้นมันเล่นการเมืองเยอะไปหน่อย อยากให้มีการเปลี่ยนรัฐบาล เป้าหมายการตรวจสอบจึงดูเป็นเรื่องรอง
"หัวหน้าเท้ง" ให้สัมภาษณ์ก่อนที่วิป ๓ ฝ่ายจะเคาะเวลาออกมาว่า ที่เลื่อนไปเดือนธันวาคมนั้น คนที่ไม่พร้อมมากที่สุดคือ นายกฯ อนุทิน
"...คนที่ไม่พร้อมมากที่สุดคือนายกรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเข้ามาทำหน้าที่ในสภาเลย จากการให้ข่าวล่าสุด โยนวันอภิปราย ไปให้ถึงต้นเดือนธันวาคมด้วยซ้ำ
ฝ่ายค้านยืนยันว่าไม่ได้ตั้งเงื่อนไขที่เตะถ่วงเวลา เรามีความพร้อมในการอภิปรายครั้งนี้ ซึ่งเงื่อนไข ๕ วัน ๖๐ ชั่วโมง เป็นกรอบเวลาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับจำนวนผู้อภิปราย
แต่เมื่อมีการพูดคุยก็เข้าใจว่าตารางของรัฐบาลแน่น ดังนั้น หากลดเหลือ ๔ วันและติดวันเสาร์อาทิตย์ไปด้วยก็ได้ เราก็ยินดี ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันว่าเดือนพฤศจิกายนไม่ว่าง แต่จากตารางงานไม่น่าใช่ ข้ออ้างที่ออกมา จึงมองว่าเป็นฝ่ายนายกรัฐมนตรีเองที่ไม่พร้อมที่สุดในการถูกซักฟอกครั้งนี้..."
ก็ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่หากคนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่พร้อมก็จบเห่ครับ รัฐบาลไปต่อไม่ได้แน่นอน ฉะนั้นเมื่อเห็นแบบนี้แล้ว "หัวหน้าเท้ง" ต้องใส่ให้เต็มที่
อย่าให้ นายกฯ อนุทิน อยู่บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป
มีอะไรไม่ชอบมาพากลขุดมาเปิดโปงให้หมด
เชื่อเถอะครับ ผลของการซักฟอกรัฐบาลมันไม่ได้อยู่ที่เสียงสนับสนุนในสภาหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ข้อมูลของฝ่ายค้าน
ดูกรณี ส.ป.ก.๔-๐๑ ในอดีตสิครับ
หรือที่เพิ่งผ่านมาไม่นานคือ ทุจริตจำนำข้าว "หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม" เอามาลากไส้รัฐบาลยิ่งลักษณ์และเครือข่ายธุรกิจโคตรโกง
มันต้องให้ได้แบบนั้น
ยิ่งมารู้ด้วยว่า นายกฯ อนุทิน ไม่พร้อม ก็ต้องน็อกคาสภาให้ได้
แต่ถ้ายังไปวนกับเรื่องเดิมคือ เขากระโดง ฮั้ว สว. ทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น เขาซ้อมตอบมาเป็นเดือนๆ แล้ว
ส่วนฝ่ายค้านเองก็แทบไม่มีอะไรขายเพิ่ม เพราะปล่อยของไปเกือบหมดแล้ว
โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว. เห็นหน้า "ไอติม พริษฐ์" ลอยมาเลย
ก็ฝากไปถึงฝ่ายค้านครับ
ศึกนี้ใหญ่ยิ่งนัก ฉะนั้นต้องชกให้สมศักดิ์ศรี
การวัดว่าฝ่ายค้านสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เครื่องวัดอยู่ที่ตัวญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะในนั้น เต็มไปด้วยข้อกล่าวที่เผ็ดร้อน รุนแรง จนไม่อาจปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อแม้แต่วินาทีเดียว
กลับไปดูข้อกล่าวหานายกฯ อนุทิน ที่บางคนบอกว่าเป็น "คำด่า" บางท่อนบางตอนอีกทีครับ
...ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต
บริหารประเทศผิดพลาดอย่างร้ายแรง ไม่เคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไร้ความรับผิดชอบต่อระบบรัฐสภา ไร้วุฒิภาวะ ไร้ภาวะผู้นำ
ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายพรรคการเมืองของตนเอง สร้างระบบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ทั้งโกงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โกงการสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดิน เพื่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของตนเอง พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ
สมรู้ร่วมคิดกันเพื่อเข้าไปทำลาย ควบคุม ครอบงำ หรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้กระบวนการและกลไกเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม
สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้อำนาจและการบริหารราชการแผ่นดินของนายอนุทินส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางเป็นระบบ กลายเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรม
มีพฤติกรรมที่เลวร้ายจนประวัติศาสตร์ต้องจารึกด้วยความน่ารังเกียจถึงขนาดปล่อยให้บริวารและพวกพ้องฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤตข้าวยากหมากแพง
มีพฤติกรรมสับปลับ หลอกลวง ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งผลให้สังคมไทยเป็นยุคสมัยที่คนชั่วได้ดี คนมีความสามารถไม่อาจประสบความสำเร็จได้...
พอครับ...แค่นี้ก็ไม่อาจปล่อยให้ นายกฯ อนุทิน บริหารประเทศอีกต่อไป
เพราะมันเลวร้ายจนประวัติศาสตร์ต้องจารึกด้วยความน่ารังเกียจ
ฉะนั้นท่องไว้เน้นๆ เนื้อๆ
แบบสลิปโอนเงิน ๗ ล้าน ไม่เอานะครับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปลอมในปลอม'
ยังเงียบอยู่ครับ "ไอซ์ รักชนก ศรีนอก" ยังไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ กับการแชร์ข่าวปลอม นึกถึงวันที่ "ไอซ์" จี้ให้คนอื่นแสดงความรับผิดชอบ
บันเทิงธิปไตยจริงๆ
งับกันไปเต็มๆ มันมีคนอยู่ ๒ ประเภทครับ คือไม่รู้ ความไม่รู้มันมีหลายแบบ ไม่รู้เพราะไม่รู้จริงๆ ศักยภาพทางสมองทำให้เป็นเช่นนั้น
ชักเย่อ-ซักฟอก
ตกลงรัฐบาลจะถูกซักฟอกมั้ยครับ? นี่...ถามจริงๆ เพราะเห็นยังตกลงกันไม่ได้ ว่าจะอภิปรายกันวันไหน ใช้เวลาเท่าไหร่ ยิ่ง นายกฯ อนุทิน ออกมาบอกว่าหาวันอภิปรายยาก! อะไรๆ สำหรับฝ่ายค้านตอนนี้จึงดูยากไปหมด
เรื่องของอำนาจ
เมื่อวันพุธ (๒๑ ตุลาคม) ที่สภาฯ เขาเถียงกันเรื่้อง บทบาท หน้าที่ ของคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เถียงกันธรรมดานะครับ
แค่เริ่มก็พลาดแล้ว
พลาดครับ... พลาดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม พรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน พลาดที่ขับพรรคกล้าธรรมออกจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
เสาหลักเมือง
โหมโรงศึกซักฟอก... วานนี้ (๒๑ ตุลาคม) นายกฯ อนุทินไปเสาหลักเมือง ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๕ จุดสำคัญ ได้แก่ หอพระพุทธรูป ศาลาจำลองเสาหลักเมือง องค์พระหลักเมือง ศาลเทพารักษ์ทั้ง ๕

