ท็อปส์ ปั้น ‘ท็อปส์ ท้องถิ่น’ สู่ Growth Partner SME ไทย ดันสินค้า Local บุกโมเดิร์นเทรด–ตลาดโลก ตั้งเป้ายอดขายโต 30%

จากสินค้าในชุมชนสู่โอกาสบนชั้นวางค้าปลีกสมัยใหม่ ‘ท็อปส์ ท้องถิ่น’ (TOPS TONGTIN) เดินหน้าสร้างการเติบโตให้ผู้ประกอบการ SME ไทยในวาระครบรอบ 4 ปี ภายใต้แนวคิด ‘LOCAL DISCOVERIES’ พร้อมเปิดตัว ‘TOPS TONGTIN SME Awards’ ครั้งแรก มอบ 12 รางวัลเชิดชูผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานโดดเด่น ตอกย้ำกลยุทธ์ใช้เครือข่ายค้าปลีกเชื่อมสินค้า Local กับผู้บริโภคทั้งไทยและต่างชาติ ตั้งเป้าสิ้นปี 2569 ขยายเครือข่ายผู้ประกอบการมากกว่า 180 ราย สินค้ากว่า 1,000 รายการ และผลักดันยอดขายเติบโต 30%

จากช่องทางขายสู่ Growth Partner เมื่อค้าปลีกต้องช่วย SME เติบโต

30 ต.ค. 2569 – ในวันที่ผู้ประกอบการ SME ไทยต้องเผชิญทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น ต้นทุนทางธุรกิจ และความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค การมีสินค้าที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะโจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สินค้าเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

นี่เป็นช่องว่างที่ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่สามารถเข้ามามีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เลือกใช้ความแข็งแกร่งของเครือข่ายสาขา ความเข้าใจผู้บริโภค และประสบการณ์ในธุรกิจค้าปลีกกว่า 6 ทศวรรษ มาสนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านโครงการ “ท็อปส์ ท้องถิ่น”

นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า SME เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ขณะที่ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับผู้บริโภคในวงกว้าง โดยข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ของไทยมีมูลค่า 4.5 ล้านล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3–3.5% ต่อปีในช่วงปี 2570–2571

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ SME ยังอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพสินค้าให้แข่งขันได้ การเข้าถึงช่องทางจำหน่าย และการปรับตัวให้ทันกับความต้องการของตลาด ท็อปส์จึงมุ่งพัฒนาโครงการให้เป็นแพลตฟอร์มสนับสนุนผู้ประกอบการ ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทิศทางในอีก 3–5 ปีข้างหน้า คือการยกระดับ “ท็อปส์ ท้องถิ่น” สู่การเป็น Growth Partner หรือพันธมิตรการเติบโตของ SME ไทย ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การขยายโอกาสทางตลาด การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการร่วมพัฒนาสินค้าและหมวดสินค้าใหม่ รวมถึงการศึกษารูปแบบพื้นที่จำหน่ายสำหรับ SME โดยเฉพาะ และการเชื่อมโยงสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

เป้าหมายสำคัญคือขยายตลาดต่างประเทศให้ครอบคลุมมากกว่า 12 ประเทศ พร้อมผลักดันสินค้าไทยอย่างน้อย 100 รายการเข้าสู่ตลาดส่งออก และสร้างคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจท้องถิ่นมีโอกาสเติบโตเป็นแบรนด์ที่แข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ “12 Missions to Sustainable Retail” และแนวคิด “Small Acts Together” ของท็อปส์

4 ปีโตต่อเนื่อง ยอดขาย 9 เดือนแรกพุ่ง 20%

ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของโครงการ โดยนายไบรอัน ฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจและพันธมิตรระหว่างประเทศ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา “ท็อปส์ ท้องถิ่น” สร้างยอดขายเติบโตระดับสองหลักอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ยอดขายช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมโครงการกว่า 169 ราย จากกว่า 40 จังหวัด นำสินค้าท้องถิ่นคุณภาพกว่า 940 รายการวางจำหน่ายผ่านเครือข่ายท็อปส์ทั่วประเทศ ครอบคลุมท็อปส์ทุกฟอร์แมตกว่า 110 สาขา และท็อปส์ เดลี่กว่า 550 สาขา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเครือข่ายค้าปลีกที่ช่วยให้สินค้าในท้องถิ่นเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้พฤติกรรมการซื้อจริง เพื่อนำข้อมูลไปต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และวางแผนการตลาดให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

เปิด 3 อินไซต์สินค้า Local ไทย อาหารยังนำ แต่ Health & Beauty มาแรง

ข้อมูลการจำหน่ายสินค้าในปี 2569 ชี้ให้เห็นโอกาสของสินค้า Local ไทยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาหารพื้นถิ่น แต่กำลังขยายไปสู่หมวดสินค้าใหม่ที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อินไซต์แรกคือกลุ่มอาหารบรรจุภัณฑ์ยังเป็นหมวดที่มียอดขายและการเติบโตสูงสุด โดยเฉพาะโปรตีนบาร์และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น ฟรุ๊ตเบานด์ และบะหมี่มาเฟีย ตามด้วยกลุ่มเครื่องปรุงอาหาร อาทิ ป้อเจ้า และรสมือนาง รวมถึงสินค้าอุปโภคอย่างของที่ระลึกจาก Think of Thailand

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามได้รับแรงหนุนจากกระแส T-Beauty ส่วนกลุ่มอาหารสดบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะนมและโยเกิร์ต ก็ได้รับความนิยมจากเทรนด์สุขภาพที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้ สินค้าภายใต้โครงการประมาณ 30% ยังเป็นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่วางจำหน่ายเฉพาะท็อปส์ หรือ Only at TOPS ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการ

อินไซต์ที่สอง คือพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมีความแตกต่างกัน โดยผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าขนาดเล็กหรือสินค้าที่มีราคาโปรโมชั่นเข้าถึงง่าย รวมถึงสนใจทดลองชิมก่อนตัดสินใจซื้อซ้ำ เช่น น้ำพริกป้อเจ้า และจั๊บเส้นสยาม

ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจกับสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งของที่ระลึก เครื่องดื่มอัดลม ขนม และช็อกโกแลต โดยพื้นที่ที่มียอดขายโดดเด่น ได้แก่ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย ชลบุรี และเชียงใหม่ ข้อมูลดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาขนาดสินค้า รูปแบบบรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารแบรนด์ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม

อินไซต์ที่สาม คือโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยท็อปส์ ท้องถิ่น เริ่มผลักดันสินค้า SME ไทยสู่ต่างประเทศในปี 2568 จาก 3 ประเทศ ปัจจุบันขยายตลาดแล้วมากกว่า 5 ประเทศ ได้แก่ จีน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เมียนมา และฮ่องกง มีผู้ประกอบการกว่า 10 รายที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาดต่างประเทศแล้ว เช่น We Chips, Jello Boom และ Gin พร้อมเตรียมผลักดันอีกกว่า 10 แบรนด์เข้าสู่ตลาดส่งออก และศึกษาการขยายตลาดไปยังสหราชอาณาจักรและอินเดีย

TOPS TONGTIN SME Awards ใช้รางวัลสร้างแรงส่งให้ผู้ประกอบการไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์ของการฉลองครบรอบ 4 ปี คือการเปิดตัว “TOPS TONGTIN SME Awards” เป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านยอดขาย นวัตกรรม ศักยภาพการเติบโต ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อม รวม 12 รางวัล แบ่งเป็น 5 กลุ่มสำคัญ

กลุ่มแรก Best Seller Awards จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ แม่แอ๊ว (Mae Aew) สุดยอดสินค้าขนมขบเคี้ยวขายดี, พุชเชอร์ส (Pushers) สุดยอดสินค้าเครื่องดื่มขายดี, ป้อเจ้า (Por Jao) สุดยอดสินค้าเครื่องปรุงขายดี, ธิงค์ออฟไทยแลนด์ (Think of Thailand) สุดยอดสินค้าอุปโภคขายดี และบะหมี่มาเฟีย (Bamee Mafia) สุดยอดสินค้าอาหารบรรจุภัณฑ์และอาหารกึ่งสำเร็จรูปขายดี

กลุ่มที่สอง Rising Star & Customer Choice Awards มอบให้เลิฟซ่า (Loveza!) ในฐานะแบรนด์ดาวรุ่ง และฟรุ๊ตเบานด์ (Fruit Bound) ในฐานะแบรนด์ขวัญใจผู้บริโภค สะท้อนศักยภาพในการสร้างการเติบโตและความไว้วางใจจากลูกค้า

กลุ่มที่สาม Innovation & Growth Awards ได้แก่ จิน (Gin) รางวัลด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และเจลโลบูม (Jello Boom) รางวัลด้านศักยภาพการขยายตลาด กลุ่มที่สี่ Smart Choice Award มอบให้ริน (Rin) จากความโดดเด่นด้านคุณภาพและความคุ้มค่า

ส่วนกลุ่มสุดท้าย Sustainability Awards ได้แก่ โกโก้วัลเลย์ (Cocoa Valley) รางวัลสร้างสรรค์สังคมยั่งยืน จากการสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดน่านกว่า 400 ครัวเรือน และมอนซูน ที (Monsoon Tea) รางวัลรักษ์โลกยั่งยืน จากแนวทางดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศป่าไม้ในภาคเหนือ

รางวัลเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการยกย่องความสำเร็จของผู้ประกอบการ แต่ยังสะท้อนแนวทางพัฒนาสินค้าให้มีศักยภาพในตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ป้อเจ้า ซึ่งสร้างยอดขายเติบโตระดับสองหลักต่อเนื่องทุกปี แม่แอ๊วที่ต่อยอดสินค้าขนาดเล็กเพื่อขยายตลาดผ่านท็อปส์ เดลี่ และโกโก้วัลเลย์ที่ขยายพื้นที่เพาะปลูกโกโก้กว่า 30% เพิ่มกำลังการผลิตกว่า 20% พร้อมมีส่วนช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนมากกว่า 400 ครัวเรือน

ขณะที่ Gin สามารถต่อยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จนอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายตลาดสู่สหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นว่าการสนับสนุนที่เหมาะสมสามารถช่วยให้สินค้าไทยพัฒนาจากตลาดท้องถิ่นไปสู่โอกาสทางธุรกิจในระดับสากลได้

Open House ปูทาง SME เข้าถึงโมเดิร์นเทรด

นอกเหนือจากการเพิ่มสินค้าในเครือข่ายจำหน่าย ท็อปส์ยังใช้กิจกรรม “ท็อปส์ ท้องถิ่น Open House” เป็นช่องทางค้นหาและคัดเลือกผู้ประกอบการรายใหม่ โดยร่วมมือกับธนาคารออมสินและเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้ SME นำเสนอสินค้าและจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching กับทีมผู้เชี่ยวชาญของท็อปส์ ท้องถิ่น

การจัดงาน 3 ครั้งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมกว่า 450 ราย ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการ Business Matching กว่า 300 ราย และมีมากกว่า 100 รายที่อยู่ระหว่างพัฒนาสินค้าหรือเจรจาธุรกิจ

ล่าสุด การจัดงานครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ร่วมกับธนาคารออมสินและอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเปิดโอกาสให้ SME ในภาคกลางและภาคตะวันออกนำเสนอสินค้า เพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ

เป้าหมายปี 2569 ดันยอดขายโต 30% ขยายสินค้าแตะ 1,000 รายการ

ท็อปส์ตั้งเป้าปิดปี 2569 ด้วยการขยายเครือข่ายผู้ประกอบการในโครงการให้มากกว่า 180 ราย เพิ่มจำนวนสินค้าสู่กว่า 1,000 รายการ และผลักดันยอดขายเติบโตมากกว่า 30% โดยเดินหน้าสรรหาและพัฒนาสินค้าใหม่ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ

ในระยะต่อไป ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสินค้า Local บนชั้นวาง แต่คือการสร้างสินค้าให้มีคุณภาพ แตกต่าง และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่ายและสร้างโอกาสในตลาดต่างประเทศ

การเดินหน้าของ “ท็อปส์ ท้องถิ่น” จึงสะท้อนทิศทางธุรกิจค้าปลีกที่ขยับจากการเป็นคนกลางจำหน่ายสินค้า สู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หากสามารถต่อยอดข้อมูลผู้บริโภค เครือข่ายสาขา และความร่วมมือทางธุรกิจให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นอีกกลไกที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ SME ไทย พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชนในระยะยาว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง