
เคยสังเกตกันบ้างไหม?..
ในสังคมออนไลน์ยุคนี้ จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานหนักมาก..มากกกจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีมนุษย์ที่ทุ่มเทพลังแรงกายได้ถึงเพียงนั้น!
ซึ่งคนกลุ่มที่ว่านี้ ก็คือ “นายแบก-นางแบก” ผู้มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนสิ่งที่ “เป็นเท็จ” ให้กลายเป็นเรื่องจริง หรืออย่างน้อยก็ต้องแถให้สีมันเทาอ่อนๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างกรณีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น “สลิปค่าน้ำชา 7 ล้าน” ที่ขนาดธนาคารและกองพิสูจน์หลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็น “ของปลอม”..
และตัว “แอดมินเพจ” ต้นทางก็ถูกควบคุมตัวดำเนินคดีแล้ว ซึ่งความจริงก็ควรจบตรงนั้นแบบเคลียร์ๆ ชัดๆ!
แต่..ก็ยังมี “นักแบก” พยายามหาเหตุผลข้างๆ คูๆ มาปกป้อง คอยแถ หรือพยายามโยงเรื่องให้คนทำผิดกลายเป็นฮีโรอยู่
ซึ่งการปกป้องคนที่เรารักหรือศรัทธาก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ แต่การปกป้อง “ความผิด” จนยอมสูญเสียตรรกะและจุดยืนของตัวเอง จนเสื่อมความน่าเชื่อถือ..
ขอถามจริงๆ เหอะ..เหนื่อย-ล้ากันบ้างไหม..หือพี่น้อง?
ที่ถาม ไม่ได้เป็นเพราะห่วงใยอะไรหรอก เพียงแต่เห็นแล้วให้รู้สึก “เหนื่อยแทน” ขึ้นมาเท่านั้นแหละ เพราะในขณะที่ความจริงและหลักฐานปรากฏทนโท่..
แต่พวกนักแบกทั้งหลายกลับต้องใช้ “พลังงานสมอง” อย่างมหาศาลในการขุดแม่น้ำทั้งห้า หาข้ออ้างสารพัดมาอธิบายแทนคนทำผิด
ตั้งแต่ทฤษฎีสมคบคิด (ล้ำลึก) “มันต้องมีเงื่อนงำ” บ้างล่ะ “คนทำเขาหวังดีอยากเปิดโปง” บ้างล่ะ ไปจนถึงมุกคลาสสิกที่นิยมนำมาใช้..
อย่างการขุดเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อบอกว่า “ทีเรื่องนั้นล่ะไม่เห็นพูดถึง?” งี้!
ความจริง การยอมรับว่าตัวเอง “เงิบ” หรือเสียฟอร์ม-เสียเหลี่ยมเพราะหลง “แชร์ข่าวปลอม” มันอาจทำให้รู้สึกเจ็บใจก็แค่ตอนแรก แต่การดันทุรังแบกคนทำผิด..
นอกจากจะหลังหักเอาแล้ว ยังอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาเพื่อนฝูง-คนรอบข้างและสังคม!
ผมว่า พักกันเสียบ้างเถอะนะ วางสลิปปลอมใบนั้นลง ปล่อยให้คนทำผิดไปรับโทษตามกฎหมาย แล้วหันมา “แบกความถูกต้อง” กันดูเสียบ้าง..
อย่างน้อยๆ สมองจะได้เบา ไม่ต้องคอยคิดพล็อตเรื่อง หรือวาทกรรม-คำโกหกใหม่ๆ มา “แก้ตัว” ให้ต้องหนักใจ-เหนื่อยใจ-ฝืนใจตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน!
เออ..แล้วนี่ดูท่าจะยังหนักใจ-เหนื่อยใจกันต่อไป ก็เรื่องการดึงเงิน 2,000 ล้านบาทกลับเข้าสู่คลังหลวงนั่นแหละ!
เหนื่อยใจทั้งฝ่ายเสนอ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และหนักใจทั้งฝ่าย “องค์กร” ที่ต้องรักษา “ชามข้าวตัวเอง”
ฝ่ายแรกน่ะ เหนื่อยใจกับการพยายามอธิบาย (ปากใกล้ฉีก) ว่า นี่ไม่ใช่การ “ยุบองค์กร” หรือ “เตะชามข้าว” ในความหมายของการกลั่นแกล้ง..
แต่คือการ “จัดระเบียบชามข้าว” ให้โปร่งใสและเท่าเทียมกันทุกหน่วยงาน!
โดยยืนยันในความคิดหลัก..สื่อสาธารณะยุคใหม่ ต้องกล้าพิสูจน์ผลงานผ่านระบบงบประมาณ
หาก “ไทยพีบีเอส” มั่นใจในคุณค่า คุณภาพ และความจำเป็นของตนเองต่อสังคมไทย ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องหวาดกลัวการแปรญัตติหรือการพิจารณางบประมาณในรัฐสภา
เฉกเช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ เช่น ศาล หรือ ป.ป.ช. เพราะการต้องเข้าไป “ชี้แจงความคุ้มค่า” และ “แบมือขอรับงบประมาณรายปี” จะกลายเป็นภาคบังคับ..
ที่บีบให้องค์กรต้องปฏิรูปตัวเอง ลดความเทอะทะ เลิกการใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย และหันมาสร้างสรรค์ผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริงเพื่อนำไปอ้างอิงในการของบประมาณปีถัดไป!
ก็อย่างที่ผมเคยพูดไว้ตรงนี้แหละว่า พรรคภูมิใจไทยน่ะใช่ว่าจะ “ครองอำนาจ” เป็นรัฐบาลไปตลอดซะที่ไหน?
วันใด..พรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา ถึงตอนนั้นไทยพีบีเอสก็ดี หรือองค์กรอื่นก็ดี สามารถจะของบประมาณเท่าไหร่ก็ย่อมได้!
เพียงแต่ ปีสองปีจากนี้หากการแก้ไข พ.ร.บ.ฯ สำเร็จ อาจจะต้องทนลำบากหน่อยกับการใช้เงิน จะทำตัวเป็น “เจ้าสัวมือเติบ” ไม่ได้อีกต่อไป..
ก็..เท่านั้น!.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กลยุทธ์'ชิงพื้นที่สื่อ'?
เมื่อเรื่องที่ดิน 100 ไร่ กลายเป็น “เรื่องรักร้าว”! ทัศนคติ-มุมมองของผู้ติดตามชม นอกจากจะคิดเห็นไม่ตรงกันแล้ว บางคนอาจเกิดคำถามขึ้นมาในใจ.. “ดรามาน้ำตาคลอ” หรือ “วิชาเบี่ยงเบนความสนใจ” กันแน่ (วะ)?
ข้อจำกัด-ล้านกรอบ?
“กะเพรา กระเพาะ กระเพื่อม” นี่คือ..หัวข้อบทกลอนของ “น้าหมู” คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่ ก่อนที่จะร่ายต่อว่า..
ประเทศไทยอ่อนแอ?
จะชี้แจง-อธิบายว่ากระไร? เนี่ย..วันนี้ (27 ต.ค.) แหละ จะได้ฟัง-ได้รู้ แต่ที่ทราบก่อนคือ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะภรรยาของสามีที่ตกเป็นข่าวว่าบุกรุกป่าสงวน 100 ไร่ในจังหวัดนครนายก..
เอาไง..ไทยพีบีเอส?
บุรุษหนึ่ง..ใช้แก้วฟาดใบหน้าหญิงสาวเพียงเพราะเธอปฏิเสธ “ชนแก้ว” ในร้านเหล้า!
อยากรู้ความคิดใคร?
มีคนยืนยันว่าไม่ใช่แผนโฆษณา-สร้างกระแส! นี่..ผมหมายถึงกรณีที่นางเอกสาว คุณแต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ หรือพรประภา ออกมาคัดค้าน และไม่ยินยอมให้มีการเผยแพร่ภาพที่ดัดแปลงด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิก..
รอ'ของขวัญ'จากนายกฯ!
“กทม.ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ลงทะเบียนจำนวนมากถึงระดับนี้ โดยยอดผู้ลงทะเบียนสูงกว่า 1 ล้านคนแล้ว ซึ่งมากกว่าที่ประมาณการไว้”

