เกษียณจากงานได้ แต่อย่าเกษียณจากความอยากรู้

“อายุขนาดนี้แล้ว จะไปเรียนเทคโนโลยีอะไรอีก” ประโยคนี้อาจฟังคุ้นหู แต่ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น ลองเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า เราจะใช้ AI ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นได้อย่างไร โดยยังเป็นคนคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะการใช้ AI ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยอายุ แต่อยู่ที่ความพร้อมในการเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่มากกว่า  ข้อมูลการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของผู้สูงอายุ ปี 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้สูงอายุวัย 60–64 ปีใช้อินเทอร์เน็ตถึง 87.8% กลุ่มอายุ 65–69 ปี อยู่ที่ 78.8% และกลุ่มอายุ 70–79 ปี อยู่ที่ 57.2% สะท้อนให้เห็นว่าโลกดิจิทัลไม่ได้เป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

3 ต.ค. 2569 – ในฐานะองค์กรที่ให้บริการทางการเงินและดิจิทัลในชีวิตประจำวัน “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าการรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจและปลอดภัย คืออีกหนึ่งทักษะสำคัญของการใช้ชีวิตหลังเกษียณในยุคปัจจุบัน หลายคนอาจรู้สึกว่า AI เป็นเรื่องไกลตัวหรือซับซ้อนเกินไป แต่ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเบื้องหลัง AI ทำงานอย่างไร เหมือนที่เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจเครื่องยนต์ทุกชิ้นส่วนจึงจะขับรถได้ สิ่งสำคัญกว่าคือ รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์และรู้เท่าทันข้อจำกัดของมัน เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก็ได้ เช่น หากกำลังวางแผนท่องเที่ยว อาจลองถามว่า “ช่วยจัดทริปเชียงใหม่ 3 วัน สำหรับคนอายุ 65 ปี ที่ไม่อยากเดินเยอะและต้องการมีเวลาพักระหว่างวัน” หรือหากอ่านข่าวแล้วเจอคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ก็ให้ AI อธิบายด้วยภาษาง่ายๆ อยากฝึกภาษาอังกฤษก่อนเดินทาง ก็สามารถใช้ AI เป็นคู่สนทนา หรือหากมีเรื่องที่เคยสนใจแต่ไม่มีเวลาเรียนรู้ ก็สามารถใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาความรู้ใหม่ได้เช่นกัน

ข้อดีของ AI คือไม่เร่งเรา ไม่เบื่อที่จะตอบคำถามซ้ำๆ และไม่ทำให้รู้สึกว่าคำถามของเราง่ายเกินไป การเรียนรู้หลังเกษียณจึงไม่จำเป็นต้องกลับไปนั่งในห้องเรียน แต่อาจเริ่มจากการหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องเดิมขึ้นมาแล้วลองตั้งคำถามเล็กๆ ในแต่ละวัน ที่น่าสนใจคือ คนวัยเกษียณอาจมีแต้มต่อในการใช้ AI มากกว่าที่คิด เพราะนอกจากประสบการณ์ชีวิตและการทำงานที่สั่งสมมายาวนานแล้ว ยังมีความเข้าใจผู้คน รู้จักมองบริบท และมีวิจารณญาณจากสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ ในโลกที่มีข้อมูลจำนวนมหาศาล AI อาจสร้างคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบเหล่านั้นจะถูกต้องเสมอไป ผู้ใช้จึงควรตระหนักว่า AI เป็นเพียงผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้รู้ทุกเรื่อง คำตอบที่ได้รับอาจคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วน หรือไม่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ การเงิน กฎหมาย ภาษี หรือประเด็นที่มีผลต่อการตัดสินใจสำคัญ ทางที่ดีควรใช้ AI เพื่อช่วยทำความเข้าใจ ช่วยตั้งคำถาม หรือช่วยค้นหาข้อมูลเบื้องต้น ก่อนตรวจสอบซ้ำกับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เทคโนโลยีเดียวกันที่ช่วยอำนวยความสะดวก อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงได้เช่นกัน จากเดิมที่มิจฉาชีพอาศัยการโทรศัพท์หรือส่งข้อความสร้างสถานการณ์ให้ตกใจ ปัจจุบัน AI สามารถสร้างภาพ เสียง และข้อความที่เลียนแบบคนจริงได้อย่างแนบเนียนมากขึ้น ทั้งสื่อปลอมเสมือนจริง (Deepfake) และการ

เลียนแบบเสียง (Voice Cloning) ดังนั้น หากวันหนึ่งมีสายโทรศัพท์จากคนที่มีเสียงคล้ายลูก หลาน หรือคนใกล้ชิด แจ้งว่าเกิดเหตุฉุกเฉินและต้องการเงินด่วน สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การรีบโอนเงิน แต่คือการวางสายและติดต่อกลับผ่านหมายเลขโทรศัพท์ที่บันทึกไว้ด้วยตนเอง หรือใช้วิธีอื่นเพื่อยืนยันตัวตนก่อนเสมอ รวมถึงไม่เปิดเผยรหัสผ่าน รหัสใช้ครั้งเดียว (OTP) ข้อมูลบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือข้อมูลบัญชีทางการเงิน เพียงเพราะอีกฝ่ายดูหรือฟังเหมือนคนที่เรารู้จัก

ในยุคที่ AI ทำให้เรื่องปลอมดูเหมือนจริงได้มากขึ้น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้คนวัยเกษียณต้องปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้ การเตรียมชีวิตหลังเกษียณจึงอาจต้องคิดไกลกว่าเรื่องเงินออม สุขภาพ หรือที่อยู่อาศัย แต่รวมถึงการรักษาความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ไว้ด้วย เพราะคนที่ได้เปรียบในโลกวันนี้อาจไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่คือคนที่ยังกล้าถาม กล้าลอง และรู้จักตรวจสอบก่อนเชื่อ เราอาจเกษียณจากงานได้ แต่อย่าเกษียณจากความอยากรู้ เพราะนั่นอาจเป็นทักษะสำคัญที่สุดในยุค AI

เพิ่มเพื่อน