
ธุรกิจค้าปลีกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้มองหาศูนย์การค้าเพียงเพื่อซื้อสินค้า แต่ต้องการพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้หลากหลาย ตั้งแต่การรับประทานอาหาร การดูแลสุขภาพ การเรียนรู้ ไปจนถึงการพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน การแข่งขันของผู้ประกอบการจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้าหรือพื้นที่ให้เช่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างเหตุผลให้ผู้บริโภคเลือกเดินทางมาใช้เวลาและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางโจทย์ดังกล่าว โรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ ด้วยแผนลงทุน 4,094 ล้านบาทในปี 2570 มุ่งสู่การเป็น “Complete Retail Ecosystem” ผ่านการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีก 3 โมเดล ได้แก่ ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าโรบินสัน คอมมูนิตี้มอลล์ “Ploen” และไลฟ์สไตล์เดสติเนชัน “Riva” โดยใช้ความเข้าใจผู้บริโภคและศักยภาพของแต่ละทำเลเป็นหัวใจในการพัฒนา พร้อมวางเป้าหมายเชื่อมโยงธุรกิจ พันธมิตร และชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน
จากศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า สู่ระบบนิเวศค้าปลีกที่เชื่อมโยงชีวิตผู้บริโภค
นายเลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า การพัฒนาธุรกิจโรบินสันเริ่มต้นจากความเข้าใจว่าศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนได้อย่างไร โดยปัจจุบันโรบินสันมีเครือข่าย 46 สาขาใน 38 จังหวัด มีพื้นที่ให้เช่ารวมกว่า 1 ล้านตารางเมตร รองรับผู้ใช้บริการมากกว่า 350,000 คนต่อวัน มีอัตราการต่อสัญญาของร้านค้าเดิม (Retention Rate) สูงกว่า 90% และสร้างการจ้างงานได้สูงสุดถึง 40,000 อัตรา
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนฐานธุรกิจและความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระดับจังหวัด ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการต่อยอดพอร์ตค้าปลีกให้หลากหลายขึ้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้การพัฒนาศูนย์การค้าแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะลูกค้าคาดหวังทั้งความสะดวก ความครบครัน และประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับเวลาที่ใช้ภายในพื้นที่
แนวคิด “Complete Retail Ecosystem” จึงถูกนำมาใช้เป็นทิศทางหลัก โดยยึดหลัก “Different Formats Connected by People’s Lives” หรือการพัฒนารูปแบบค้าปลีกที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คน ผ่านการยกระดับศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ควบคู่กับการเปิดตัว Ploen และ Riva เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและโอกาสทางธุรกิจในแต่ละทำเลได้ตรงจุดมากขึ้น

พลิกโฉมโรบินสันด้วย 6 Destinations สร้างเหตุผลใหม่ให้ลูกค้าเข้าศูนย์การค้า
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการปรับภาพลักษณ์และประสบการณ์ของโรบินสัน ภายใต้แนวคิด “6 Destinations, 1 Integrated Experience” โดยจัดองค์ประกอบสินค้า ร้านค้า และบริการให้ครอบคลุม 6 จุดหมายปลายทาง ได้แก่
Food Destination รวมร้านอาหาร คาเฟ่ ศูนย์อาหาร Food Haven ซูเปอร์มาร์เก็ต และตลาดกลางแจ้ง
Fashion Destination ยกระดับพื้นที่แฟชั่นด้วยแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์ยอดนิยมจากโลกออนไลน์
Home Living & Tech Destination รวมสินค้าและโซลูชันสำหรับบ้านและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
Health & Wellness Destination รองรับความต้องการด้านความงาม สุขภาพ และเวลเนส
Kids & Education Destination เพิ่มพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะสำหรับเด็กและครอบครัว
Entertainment Destination เติมความบันเทิงผ่านโรงภาพยนตร์ ฟิตเนส และกิจกรรมต่าง ๆ
ทั้ง 6 จุดหมายจะถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านอีเวนต์ เทศกาล พื้นที่กิจกรรมชุมชน และบริการภายในศูนย์การค้า เพื่อสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร แทนการเป็นเพียงสถานที่จับจ่ายสินค้า
ตัวอย่างผลลัพธ์จากแนวทางดังกล่าวคือการปรับโฉมโรบินสัน สมุทรปราการ ด้วยงบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท เพิ่มร้านค้าใหม่รวมกว่า 250 แบรนด์ และปรับประสบการณ์ทั้งในส่วนศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้ยอดผู้มาเยือนเพิ่มขึ้น 30% สะท้อนให้เห็นว่าการปรับ Merchandise Mix และการสร้างจุดหมายปลายทางที่หลากหลายสามารถเพิ่มแรงดึงดูดของสาขาได้
นอกจากการพัฒนาพื้นที่แล้ว โรบินสันยังเตรียมนำเทคโนโลยี Humanoid Robotics และ AI เข้ามาทดลองใช้งาน โดยเปิดพื้นที่เป็น Living Lab เพื่อศึกษารูปแบบบริการและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเทคโนโลยี เป็นการเตรียมความพร้อมสู่ Future Retail Experience ที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับประสบการณ์ค้าปลีกในอนาคต
สำหรับแผนปรับปรุงสาขา ในช่วงปี 2568-2569 โรบินสันรีโนเวตไปแล้ว 11 สาขา และเตรียมปรับปรุงเพิ่มอีก 7 สาขาในปี 2570 ได้แก่ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ เพชรบุรี ราชพฤกษ์ ปราจีนบุรี สกลนคร และพะเยา พร้อมแผนรีโนเวตอีก 12 สาขาในช่วงปี 2571-2572
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเปิดโรบินสัน หนองคาย ในไตรมาส 3 ปี 2570 ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 33 ไร่ รวมร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ โดยวางตำแหน่งเป็นแลนด์มาร์กค้าปลีกแห่งใหม่ที่เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และจีน รองรับทั้งกำลังซื้อในพื้นที่และนักท่องเที่ยวข้ามแดน ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าเกือบ 40% และยังวางแผนขยายสาขาโรบินสันเพิ่มปีละ 1 แห่งในปี 2571 และ 2572

Ploen โมเดลคอมมูนิตี้มอลล์ ใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
อีกหนึ่งการขยายพอร์ตที่น่าจับตาคือการเปิดตัว “Ploen” คอมมูนิตี้มอลล์โมเดลใหม่ ภายใต้แนวคิด “Community-Centric Development” ซึ่งใช้ความต้องการและพฤติกรรมของคนในพื้นที่เป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบโครงการ แทนการใช้รูปแบบศูนย์การค้าที่เหมือนกันทุกทำเล
Ploen วางแนวคิด “From Everyday Essentials to Everyday Experiences” โดยเริ่มจากการตอบโจทย์ความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ก่อนต่อยอดไปสู่ประสบการณ์ที่ทำให้คนในชุมชนอยากกลับมาใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ภายในโครงการจะประกอบด้วย Tops ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ตลาดรวมร้านดัง พื้นที่บริการเฉพาะทาง จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และพื้นที่ Co-Creation สำหรับกิจกรรมพบปะ ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกัน
โครงการแรกคือ “Ploen รังสิต” เตรียมเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ปี 2570 โดยเลือกทำเลที่เชื่อมต่อถนนรังสิต-นครนายกและวงแหวนรอบนอก รองรับฐานประชากรโดยรอบกว่า 879,000 คน และมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนประมาณ 39,646 บาทต่อเดือน
การพัฒนาเฟสแรกใช้พื้นที่ 24 ไร่ ภายใต้มาสเตอร์แพลนที่ดินรวม 322 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท มีพื้นที่อาคารรวม 16,000 ตารางเมตร และร้านค้ากว่า 70 ร้าน ครอบคลุมกลุ่ม Health & Wellness, IT และบริการเฉพาะทาง พร้อม Tops และ Sunday Playland เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ใช้บริการ
อีกจุดขายสำคัญคือการสร้าง Food Destination โดยมีร้านค้าในตลาดกว่า 220 ร้าน และร้านอาหารแบบ Dine-in มากกว่า 30 ร้าน ครอบคลุมทั้งบุฟเฟต์ ร้านอาหารยอดนิยม และโซนอาหารที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รองรับตั้งแต่มื้ออาหารประจำวันไปจนถึงการสังสรรค์ในช่วงกลางคืน
นอกจากนี้ Ploen รังสิตยังเตรียมพัฒนาพื้นที่ Co-Creation ทั้งลานกิจกรรม ตลาดต้นไม้ และพื้นที่วิ่ง เพื่อเชื่อมการจับจ่ายเข้ากับการพักผ่อนและกิจกรรมของชุมชน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงฐานลูกค้าในพื้นที่ โดยบริษัทตั้งเป้าขยาย Ploen เพิ่มอีกปีละ 3 แห่งในปี 2571 และ 2572 รวมเป็น 7 แห่งภายในปี 2572
กลยุทธ์นี้สะท้อนการใช้โมเดลคอมมูนิตี้มอลล์เป็นช่องทางเจาะตลาดระดับย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งมีโอกาสสร้างความถี่ในการเข้ามาใช้บริการจากความต้องการในชีวิตประจำวัน มากกว่าการพึ่งพาการเดินทางมาเพื่อซื้อสินค้าหรือทำกิจกรรมเป็นครั้งคราว

Riva ปั้นไลฟ์สไตล์เดสติเนชัน เชื่อมการช้อปปิ้งกับการพักผ่อนและเวลเนส
สำหรับ “Riva” เป็นโมเดลใหม่ที่วางตำแหน่งเป็น “Recreation-Led Retail Destination” หรือพื้นที่ค้าปลีกที่ใช้การพักผ่อนและกิจกรรมสันทนาการเป็นหัวใจ ภายใต้แนวคิด “From Shopping to Leisure Living” โดยผสานธรรมชาติ อาหาร กิจกรรม เวลเนส และคอมมูนิตี้เข้าไว้ด้วยกัน
แนวทางของ Riva แตกต่างจากศูนย์การค้าทั่วไปตรงที่ไม่ได้เน้นเพียงความครบครันของร้านค้า แต่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ผ่านพื้นที่พักผ่อน สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่
ด้านร้านค้า บริษัทวางแนวคิด “Every Brand, A Destination” โดยคัดสรรร้านอาหารและแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมสนับสนุนการพัฒนา Story-Driven Concept Store ที่แต่ละร้านสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและสร้างประสบการณ์เฉพาะตัว ขณะที่ด้านสุขภาพจะต่อยอดเป็น Longevity Destination ซึ่งเชื่อมโยงการดูแลสุขภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณเข้ากับกิจกรรมไลฟ์สไตล์
โครงการแรก “Riva รามคำแหง” เตรียมเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2571 บนพื้นที่ 24 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 2,500 ล้านบาท มีพื้นที่อาคารรวม 54,000 ตารางเมตร พื้นที่ให้เช่า 21,000 ตารางเมตร และร้านค้ากว่า 200 ร้าน โดยวางตำแหน่งเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชันที่รองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
บริษัทมีแผนขยาย Riva เพิ่มอีก 1 แห่งในปี 2572 และอีก 1 แห่งในปี 2573 รวมเป็น 3 แห่งภายในปี 2573 สะท้อนความพยายามในการสร้างโมเดลค้าปลีกที่มีจุดยืนแตกต่าง และขยายฐานธุรกิจไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตมากขึ้น
ลงทุน 4,094 ล้านบาท วางความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
นอกจากการขยายพอร์ตและพัฒนาประสบการณ์ค้าปลีก โรบินสันยังวางเรื่องความยั่งยืนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยเชื่อมโยงการบริหารจัดการศูนย์การค้าเข้ากับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ภายใต้เป้าหมาย Net Zero ของเซ็นทรัล รีเทล
ด้านพลังงาน บริษัทติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว 25 สาขา ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 163,238.50 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 18.1 ล้านต้น พร้อมนำระบบ AI Chiller Plant Management ซึ่งใช้ IoT และ AI มาบริหารระบบปรับอากาศแบบเรียลไทม์
ด้านการใช้ทรัพยากร บริษัทดำเนินการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ คัดแยกขยะ และส่งเสริมการรีไซเคิลและอัปไซเคิลวัสดุ รวมถึงสนับสนุนไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 30 จุด และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ส่วนการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนสะท้อนผ่านการดำเนินงานของโรบินสันสาขาลพบุรีและชัยภูมิ ซึ่งได้รับรางวัล CSR Award 2026 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสาขาลพบุรีใช้พื้นที่ศูนย์การค้าสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและกิจกรรมชุมชน ขณะที่สาขาชัยภูมิร่วมกับโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์ในอำเภอเทพสถิต เพื่อสร้างรายได้และต่อยอดชุมชนต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำ
เกมค้าปลีกยุคใหม่ ต้องแข่งขันด้วยประสบการณ์และความเข้าใจทำเล
แผนลงทุน 4,094 ล้านบาทของโรบินสันในปี 2570 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขาหรือปรับปรุงพื้นที่เดิม แต่เป็นการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจให้มีรูปแบบหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างกลุ่ม ตั้งแต่ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ คอมมูนิตี้มอลล์ที่ผูกกับชีวิตประจำวัน ไปจนถึงไลฟ์สไตล์เดสติเนชันที่เน้นการพักผ่อนและเวลเนส
ความท้าทายสำคัญหลังจากนี้คือการทำให้แต่ละโมเดลมีจุดยืนชัดเจน สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ตามศักยภาพของทำเล และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว ขณะเดียวกันการเชื่อมโยงร้านค้า พันธมิตร และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับระบบนิเวศค้าปลีก จะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ
เช่นเดียวกับที่ นายเลิศวิทย์ กล่าวถึงทิศทางของโรบินสันว่า เป้าหมายคือการนำศักยภาพของทั้ง 3 โมเดลมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้ธุรกิจค้าปลีกไทย เปลี่ยนทุกทำเลให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตให้พันธมิตรและคู่ค้า เติมเต็มประสบการณ์ให้ลูกค้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน
ในวันที่การแข่งขันค้าปลีกไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนร้านค้าหรือขนาดพื้นที่อีกต่อไป ความสำเร็จของ Complete Retail Ecosystem จึงอยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมธุรกิจเข้ากับชีวิตผู้คน และทำให้พื้นที่ค้าปลีกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้อย่างแท้จริง

