‘สรรพสามิต’ เตรียมถกเอกชนผุดเกณฑ์MIT ปั้นสูตรคำนวณใช้Local ContentหนุนผลิตEV

‘ปลัดคลัง’ แจงสรรพสามิต เตรียมถก ส.อ.ท. เดินเครื่องผุดเกณฑ์ MIT ปั้นสูตรคำนวณการใช้ Local Content สำหรับผลิตรถ EV ใหม่ เล็งกำหนดอัตราภาษีขั้นกลางลงดาบผู้ประกอบการรับสิทธิภาษีแต่ไม่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศตามเกณฑ์ ขีดเส้นบังคับใช้ใน 3 ปี พร้อมยันขึ้นภาษีรถ EV นำเข้าเป็น 35% ไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น แต่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

5 พ.ย. 2569 – นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้กรมสรรพสามิตจะหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการพิจารณาหลักเกณฑ์ MIT (Made in Thailand) ซึ่งจะเป็นเกณฑ์ใหม่ที่ใช้ในการคำนวณการใช้สัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากเพียงแค่การนำเข้ารถ EV สู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าน่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2573

ทั้งนี้ สาเหตุเกณฑ์ดังกล่าวจะสามารถบังคับใช้ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้านั้น วัตถุประสงค์เพื่อให้โรงงาน หรือ ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการปรับตัว และช่วงนี้กรมสรรพสามิต ก็ต้องไปพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ว่าอัตรา Local Content จะต้องไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ทำไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีตามอัตราใหม่เท่าไหร่จึงจะเหมาะสมและเป็นธรรมมากที่สุด

“เกณฑ์ Local Content ใหม่ของกรมสรรพสามิต จะไม่เหมือนกับเกณฑ์ของกรมศุลกากร เนื่องจากเกณฑ์ของกรมศุลกากรจะเป็นไปตามหลักของ WTO ซึ่งบังคับให้ใช้ Local Content 40% ซึ่งสามารถรวมต้นทุนบัญชี ต้นทุนทางการเงิน หรือกำไรเข้าไปได้ ซึ่งโดยปกติต้นทุนส่วนนี้มีประมาณ 15% แล้ว และยังมีค่าน้ำและค่าไฟอีกราว 5% สะท้อนว่ายังไม่มีการใช้ Local Content จริงจากสัดส่วน 40% ที่กำหนด ดังนั้น สรรพสามิตจึงจะมีวิธีคิดใหม่ โดยจะไม่ให้นำต้นทุนบัญชี ค่าน้ำค่าไฟเข้ามาคำนวณรวม แต่จะต้องเป็นการระบุชัดเจนเลยว่ามีการใช้ Local Content จริงที่เท่าไหร่ เช่น ระบุมาเลยว่ารถคันนี้ใช้เบาะ ประตู กระจก ยางรถยนต์ ที่เป็น Local Content จริง ๆ เท่าไหร่ ส่วนสัดส่วน Local Content ใหม่ของกรมสรรพสามิตจะเป็นเท่าไหร่ ยังอยู่ระหว่างทำการบ้านอยู่” นายลวรณ กล่าว

ขณะที่ในอนาคต จะมีเกณฑ์การพิจารณาภาษี EV ใน 3 เกณฑ์ ประกอบด้วย 1.มีการตั้งโรงงาน และมีการใช้ Local Content ตามที่กำหนด 2.มีการตั้งโรงงาน แต่ยังใช้สัดส่วน Local Content ต่ำกว่าที่กำหนด และ 3. ไม่มีการตั้งโรงงาน เป็นการนำเข้า EV ทั้งคัน

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาภาษีนั้น หากเป็นผู้ประกอบการที่ตั้งโรงงานในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จะได้รับอัตราภาษี 10% แต่หากในอนาคตไม่ได้ใช้ Local Content ตามเกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพสามิต อาจจะต้องเสียภาษีในเรตกลาง ที่อัตรา 15-20% ซึ่งขณะนี้กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่หากเป็นผู้ประกอบการที่มีการตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้วและใช้ Local Content ตามเกณฑ์ ก็จะยังได้ภาษี 10% อยู่เช่นเดิม ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ได้ตั้งโรงงานในประเทศไทย และเป็นการนำเข้ารถ EV ทั้งคัน ก็จะเสียภาษีนำเข้าที่อัตรา 35% ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ที่ต้องการให้ไทยเป็นฮับอุตสาหกรรม EV

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า ยืนยันว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต EV นำเข้านั้น ไม่ได้เอาใจค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นอย่างแน่นอน และไม่ได้รับแรงกดดันจากใคร แต่กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยล่าสุด พบว่า บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท Mitsui&Co., ได้เข้ามาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการลงทุนอุตสาหกรรมกับกระทรวงการคลัง และกรมสรรสามิต

“ที่ผ่านมา พออัตราภาษีรถ EV อยู่ที่ 10% ทำให้มีผู้ประกอบการเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตและรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว ราว 8 แห่ง แต่เพื่อไม่ให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง และเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทั้งหมด เพราะรายที่ไม่ได้มีการตั้งโรงงาน เป็นการนำเข้าทั้งคัน ยังมองว่าอัตราภาษีที่ 10% เขายังพอสู้ หรือแข่งขันได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงมีการพิจารณาปรับขึ้นภาษีรถ EV นำเข้าเพิ่มเป็น 35% ทำให้หากจะยังนำเข้าทั้งคันเชื่อว่าคงไม่สามารถแข่งกับกลุ่มที่ตั้งโรงงานได้ ซึ่งเชื่อว่า มาตรการนี้จะทำให้มีการเข้ามาตั้งโรงงานในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุด ก็มีการแสดงความจำนงที่จะตั้งโรงงานแล้ว 1 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นโรงงานที่ 9 และจะมีโรงงานที่ 10 ตามมาด้วย ส่วนตอนนี้ที่อัตราภาษีใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ก็ถือเป็นนาทีทอง แต่เรื่องนี้ยืนยันว่าทุกเจ้ารับรู้ เพราะมีการคุยกันมาสักพักแล้ว” นายลวรณ กล่าว

ส่วนความคืบหน้าของโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ ว่า ยอมรับว่ากรมสรรพสามิตได้มีข้อเสนอโครงการดังกล่าวจริง แต่เรื่องยังไม่มีการเสนอมาที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยหลักเกณฑ์ของโครงการดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนให้มีการใช้น้ำมัน B20 และ E20 เพราะรถกระบะใหม่ที่จะเข้าโครงการได้จะต้องสามารถใช้น้ำมัน B20 และ E20 ได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการผลิตรถกระบะที่รองรับพลังงานทางเลือกดังกล่าวในประเทศอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลทั้งเรื่องสนับสุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการหนุนให้ประเทศไทยเป็นฮับของอุตสาหกรรมรถยนต์อีด้วย

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลในเรื่องการกำจัดซากรถยนต์เก่า (รีไซเคิล) ที่จะเข้าร่วมโครงนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า มั่นใจว่าประเด็นนี้จะไม่เป็นปัญหา และไม่สร้างปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังเพียงพอในการกำจัดซากรถเก่าอยู่แล้ว ปีละประมาณ 10,000 คัน ดังนั้นจึงเชื่อว่าในส่วนนี้จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เพิ่มเพื่อน