‘สรรพสามิต’ ลุยรื้อเกณฑ์ภาษีEV ปรับกติกาใหม่ดึงลงทุน/ชงรถเก่าแลกกระบะใหม่

‘สรรพสามิต’ เดินหน้าปรับเกมภาษีรถ EV นำเข้า วางโจทย์ใหม่ดึงค่ายรถลงทุนผลิตในไทย ปรับ Tier ภาษีเพิ่มจาก 2% เป็น 10% แลกเงื่อนไขผ่อนปรน Local Content หวังต่อยอดฐานผลิตยานยนต์แห่งอนาคต ลดพึ่งพานำเข้า พร้อมเร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นตลาดรถยนต์ เข็นโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ อุดหนุน 4 หมื่นบาทต่อคัน วงเงิน 6 พันล้านบาท ครอบคลุม 1.5 แสนคัน ลุ้นผ่านกลั่นกรองเงินกู้ 4 แสนล้านบาทใน 1-2 สัปดาห์

5 พ.ย. 2569 – นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวถึงกรณีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการปฏิเสธการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ การนำเข้าหลังจากนี้เพื่อต่อยอดใน 3 ประเด็นหลักสำคัญ ได้แก่ การนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน, การนำเข้าเพื่อเป็นการต่อยอดการผลิตในประเทศไทยต่อไป โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการต่อยอดการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นกับการใช้ Local Content ให้มากขึ้นด้วย รวมถึงการเน้นการสร้างเทคโนโลยีในประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ทักษะแรงงานของไทยในการผลิตรถยนต์แห่งอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวด้อม

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีการประเมินว่าภายหลังจากมาตรการภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ น่าจะใช้เวลาราว 1-2 ปี เพื่อเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ประกอบการที่จะตัดสินใจเข้ามาสร้างโรงงาน และการหาชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการผลิต โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวคงไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการผลิตรถ EV เพิ่มอย่างเฉียบพลัน แต่ตามวัตถุประสงค์ คือ อยากให้การนำเข้าลดลง แต่สัดส่วนจะยังอยู่ในระดับเดิม คือ การนำเข้า 30% และการผลิตในประเทศ 70% แต่จะมองเรื่องจำนวนการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตเพิ่มเป็นหลักมากกว่า

ส่วนกรณีโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่นั้น อยู่ระหว่างเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ 4 แสนล้าบาทพิจารณาแล้ว หากได้รับความเห็นชอบจะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยหลักการเบื้องต้น โครงการวงเงินราว 6,000 ล้านบาท ส่วนกรอบการดำเนินการ คือ รัฐจะสนับสนุนเงินอุดหนุนเบื้องต้นคันละ 40,000 บาท คาดว่าจะครอบคลุมรถใหม่ได้ 150,000 คัน โดยมีทั้งรถกระบะไฟฟ้าและรถกระบะที่รองรับการใช้น้ำมัน B20 ส่วนรายละเอียดทั้งหมดต้องรอผลการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อน โดยระหว่างนี้กรมฯ เตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและระบบดำเนินงานควบคู่กันไว้แล้ว เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการได้หากได้รับความเห็นชอบ โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาราว 1-2 สัปดาห์

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวอีกว่า กรมฯ ยังได้มีการเสนอโครงการสนับสนุนการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% ด้วย ซึ่งได้เสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาไปพร้อมกับโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ แต่รูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้รอการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อน

นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการภาษีเกี่ยวกับสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงแบตเตอรี่ด้วย โดยมองว่าแบตเตอรี่จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในอนาคต เพราะยังมีอุปกรณ์ไฟฟ้ามากมายที่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบ ซึ่งกรมฯ จะเร่งศึกษา และหาข้อสรุปเพื่อออกเป็นมาตรการที่ชัดเจนต่อไป

นางสาวรัชฎา วานิชกร รองอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีการกำหนดอัตราภาษีรถ EV นำเข้าทั้งคัน แบ่งเป็น 2 อัตรา ได้แก่ 1. อัตรา 35% สำหรับรถนำเข้าที่ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ในประเทศ และ 2. อัตรา 2% ซึ่งจะมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด โดยเฉพาะการกำหนดให้มีการผลิตด้วยแบตเตอรีที่ผลิตขึ้นในประเทศ เนื่องจากภาครัฐต้องการส่งเสริมฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ขณะที่ค่ายรถยนต์จากบริษัทแม่ส่วนใหญ่ยังคงหวงเทคโนโลยี

ขณะที่ในระยะต่อไป กรมสรรพสามิตจึงเตรียมทบทวนเพิ่มระดับภาษี (Tier) อีกประมาณ 2 ขั้น เช่น การขยับจาก 2% มาเป็น 10% แต่มีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนลง เช่น ไม่ต้องใช้แบตเตอรีที่ผลิตในประเทศก็ได้ แต่ต้องใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์อื่น ๆ ที่สำคัญที่ผลิตในประเทศแทน

“การดึงแบตเตอรีให้ผลิตในไทยทำได้ยากมาก เพราะแบตเตอรีคือหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเทศแม่ยังคงกังวลเรื่องนี้อยู่อยู่” นางสาวรัชฎา กล่าว

เพิ่มเพื่อน