
“ศักดิ์สยาม” นั่งหัวโต๊ะติดตามเบิกจ่ายงบปี 65 วงเงิน 2 แสนล้าน สั่งเร่งลงนามในสัญญาที่เหลือใน 42 โครงการ จี้ให้เบิกจ่ายแต่ละเดือนสูงขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
13 ก.ค. 2565 – นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่าได้ประชุมเร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2565 ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ว่าเป็นการประชุมติดตาม การดำเนินงาน การลงนามในสัญญา เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2565 ของหน่วยงานในสังกัดให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศ
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดินปี 2565 ใน 8 ส่วนราชการ และ 5 รัฐวิสาหกิจ จาก 12 รัฐวิสาหกิจ ที่มีการใช้งบแผ่นดิน ประกอบด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย( รฟม. ) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ( ขสมก.) และสำนักการบินพลเรือ(สบพ.) ในภาพรวม จำนวน 208,455.23 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 26,076.73 ล้านบาท หรือ 12.51% และรายจ่ายลงทุน 182,378.50 ล้านบาท หรือ 87.49%
ทั้งนี้โดยในส่วนของงบรายจ่ายลงทุน ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2565 มีการเบิกจ่ายเงินแล้ว 112,270.52 ล้านบาท ( หรือ61.56% ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ซึ่งมากกว่าเป้าหมายรัฐบาล ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2565 อยู่ที่ 15.56% โดยเป้าหมายรัฐบาล อยู่ที่ 46% และหากเปรียบเทียบกับผลการเบิกจ่ายเงิน ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2564 สามารถ เบิกจ่ายเงินได้มากขึ้น 9,667.18 ล้านบาท หรือ 7.02%
สำหรับการลงนามในสัญญารายจ่ายลงทุน กระทรวงคมนาคมมีรายการที่จะต้องลงนามในสัญญา จำนวน 7,739 รายการ วงเงิน 80,722.74 ล้านบาท รายการรายจ่ายลงทุนปีเดียว, รายการลงทุนผูกพันรายการใหม่ และรายการรายจ่ายลงทุนที่มีวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท ซึ่ง ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2565 ลงนามในสัญญาแล้ว 7,697 รายการ วงเงิน 78,989.46 ล้านบาท หรือ 97.85% ของวงเงินที่ได้รับจัดสรร และส่วนที่เหลือจะทยอยการลงนามในสัญญา ให้ครบทุกรายการ จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของกระทรวงคมนาคมในแต่ละเดือนเพิ่มสูงขึ้น
นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ส่วนงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ปี 2565 วงเงินรวม 92,207.62 ล้านบาท มีแผนการเบิกจ่ายเงิน วันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 30 มิถุนายน 2565 จำนวน 55,987.15 ล้านบาท ซึ่ง ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2565 เบิกจ่ายเงินแล้ว 53,236.23 ล้านบาท หรือ95.05% ของแผนเบิกจ่ายสะสม โดยได้กำชับให้หน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สามารถดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินได้โดยเร็ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

