‘กลุ่มแท็กซี่’ บุกคมนาคมทวงเคาะขึ้นค่าโดยสารขอสตาร์ทรถเล็กที่ 40 บาท

ยังไม่ได้ข้อสรุป ‘ม็อบแท็กซี่’ปักหลักหน้ากระทรวง ขอคำตอบเคาะขึ้นค่าโดยสาร หลังสตาร์ทเริ่มต้น 35 บาทมากว่า 30 ปีแล้ว ด้าน ‘คมนาคม’เรียกเจรจาเพื่อสรุปแนวทางปรับขึ้นค่าโดยสาร ลุ้นบ่ายนี้ได้ข้อสรุป

9 พ.ย.2565-ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 พ.ย. ที่กระทรวงคมนาคม นายศดิศ ใจเที่ยง นายกสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย พร้อมด้วย 5 สมาคม 1 สมาพันธ์ และ 1 กลุ่ม ประกอบด้วย สมาคมประสานงานรถรับจ้างสุวรรณภูมิ สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะ สมาคมแท็กซี่ยานยนต์ไฟฟ้า สมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย สมาพันธ์แรงงานแท็กซี่ไทย และ กลุ่มแท็กซี่ทวงคืนความยุติธรรม จำนวนกว่า 200 คน ร่วมฟังคำตอบจากกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เกี่ยวกับความคืบหน้าการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่)

นายนายศดิศ ใจเที่ยง นายกสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทยเปิดเผยว่า ตามที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม สั่งให้นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ซึ่งมีการประชุมฟังความเห็นมาแล้ว 2 ครั้งนั้น โดยการประชุมครั้งที่ 2 ขบ. แจ้งให้นัดหมายประชุมล่วงหน้าประมาณต้นเดือน ต.ค.2565 แต่เมื่อทางคณะกรรมการบริหารร่วม 4 สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่

ทั้งนี้ประกอบด้วย สมาคมประสานงานรถรับจ้างสุวรรณภูมิ ,สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะ ,สมาคมแท็กซี่ยานยนต์ไฟฟ้า และ สมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย สอบถามถึงวันประชุมรอบต่อไป ขบ. กลับบ่ายเบี่ยงไม่กำหนดวันนัดหมายชัดเจน สร้างความกังวลใจแก่สมาชิกแท็กซี่เฝ้าติดตามการทำงานของคณะกรรมการบริหารร่วม 4 สมาคมมาโดยตลอด อีกทั้งการทำงานล่าช้า และนำเสนอข้อมูลบางส่วนไม่ตรงกับความเป็นจริง จาก ขบ. ทำให้คณะกรรมการบริหารร่วม 4 สมาคมไม่ไว้วางใจในการทำงานของ ขบ. อีกต่อไป

อย่างไรก็ตามในการประชุมรับฟังความคิดเห็นรอบ 2 คณะกรรมการบริหารร่วมได้เสนออัตราค่าโดยสารใหม่อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระเกินไป และการเสนอครั้งแรกยังมีบางส่วนที่เกินกรอบกฎกระทรวงปี 60 จึงมีการเสนอราคาใหม่ และยืนยันในการใช้ราคาใหม่ครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ขับรถแท็กซี่ประกอบอาชีพอยู่ได้ดังนี้ 1.กิโลเมตรที่ 0-2 รถเล็ก 40 บาท รถใหญ่ 45 บาท 2.กิโลเมตรที่ 3-10 รถเล็ก 8 บาท รถใหญ่ 8.50 บาท 3.กิโลเมตรที่ 11-20 รถเล็ก 9 บาท รถใหญ่ 9.50 บาท

4.กิโลเมตรที่ 21-40 รถเล็ก 10 บาท รถใหญ่ 10.50 บาท 5.กิโลเมตรที่ 41-60 รถเล็ก 11 บาท รถใหญ่ 11.50 บาท 6.กิโลเมตรที่ 61 ขึ้นไป รถเล็ก 12 บาท รถใหญ่ 12 บาท 7.การเคลื่อนตัวผิดปกติวิสัย 15 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปรับเป็น 3 บาท/นาที  8.การจ้างผ่านท่าอากาศยานให้เรียกเก็บเพิ่ม รถเล็ก 75 บาท รถใหญ่ 95 บาท และ 9.การจ้างผ่านศูนย์การสื่อสารหรือระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้เรียกเก็บเพิ่ม 35 บาท

ขณะที่นายอนุวัตร ยาวุฒิ นายกสมาคมแท็กซี่ยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวว่า ได้ข้อมูลว่า ขบ. กับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอว่าจะปรับอัตราค่าโดยสารในราคาที่เหมาะสมดังนี้ ระยะทาง 1 กม.แรก รถเล็ก 35 บาท รถใหญ่ 40 บาท, ระยะทาง 2-10 กม. รถเล็ก กม.ละ 6.5 บาท รถใหญ่ กม.ละ 6.5 บาท, ระยะทาง 11-20 รถเล็ก กม.ละ 7 บาท รถใหญ่ กม.ละ 7 บาท

ระยะทาง 21-40 กม. รถเล็ก กม.ละ 8 บาท รถใหญ่ กม.ละ 8 บาท, ระยะทางเกินกว่า 41-60 กม. รถเล็ก กม.ละ 8.5 บาท รถใหญ่ กม.ละ 8.5 บาท, ระยะทาง 61-80 กม. รถเล็ก กม.ละ 9 บาท รถใหญ่ กม.ละ 9 บาท, ระยะทาง 81 กม. ขึ้นไป รถใหญ่ กม.ละ 10.5 บาท รถใหญ่ กม.ละ 10.5 บาท ค่ารถติด กรณีรถเคลื่อนที่ได้ช้ากว่า 6 กม./ชม. รถเล็ก กม.ละ 3 บาท รถใหญ่ กม.ละ 3 บาท

นายอนุวัตร กล่าวต่อว่า ในอัตราดังกล่าวมองว่า ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงในการเดินรถ เพราะถ้าปรับขึ้น 7% จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 138 บาทต่อคันต่อวันเท่านั้นในการทำงาน 8 ชม. ขณะที่ปัจจุบันแท็กซี่ต้องทำงาน 13-14 ชม. มีรายได้ 600-700 บาทต่อคันต่อวัน จึงขอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับอัตราในค่าโดยสารตามที่แท็กซี่เสนอ เพื่อค่าโดยสารแท็กซี่เริ่มต้น 35 บาท ใช้มาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันปี 2565 เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วยังใช้อัตราค่าโดยสารแท็กซี่เริ่มต้นเท่าเดิม และถ้าเทียบกับขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารมาแล้ว

สำหรับการมาครั้งนี้ของกลุ่มแท็กซี่ เพื่อจะมาเจรจากับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เพื่อให้ทราบคำตอบว่า จะปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราที่เท่าไหร่ และดำเนินการเมื่อไหร่ เพราะเรื่องดังกล่าวมีการประชุมหารือหลายครั้งและยืดเยื้อมานานแล้วไม่ได้ข้อสรุปสักที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 11.00 น. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้มอบหมายให้ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษา รมว.คมนาคม และ นางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการ รมว.คมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมร่วมกับกลุ่มแท็กซี่ เพื่อหาหาทางออกในเรื่องปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ