'มนพร' สั่ง สบพ. เร่งพัฒนา-สร้างบุคลากรรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมการบิน

‘มนพร’ มอบนโยบาย สบพ. เร่งพัฒนา-สร้างบุคลากรการบิน รองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” ปีนี้เดินหน้าทุ่มงบ 414 ล้านบาทและต่อเนื่อง3ปีปรับปรุงศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ปรับโฉมรับนักบินกลับมาฝึกบิน หวังการบินไทยซื้อเครื่องบินเพิ่ม จะส่งนักบินมาฝึกอีกเป็นพันคน

20 พ.ค. 2567 – นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ให้นโยบายกับ สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการผลิตบุคลากรต้นแบบด้านการบิน พัฒนาองค์กรและสร้างบุคลากรด้านการบิน ให้พร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย และการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงให้ สบพ.เร่งดำเนินการพัฒนาศูนย์ฝึกการบิน หัวหิน เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านอาคารสถานที่ หลักสูตร อากาศยานที่ใช้ฝึกบิน เครื่องช่วยฝึกบิน และการเตรียมบุคลากรครูการบิน เนื่องจากหลังอุตสาหกรรมการบินกลับมาโต พบว่ามีปริมาณนักบินที่จะเข้ามาศึกษาจำนวนมาก โดยได้ของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลในปี 68 เพื่อพัฒนาปรับปรุงศูนย์ฝึกกว่า 414ล้านบาทในเฟสแรก ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างในปี 68-70 เพื่อพร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบในปี 71

 นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้ สบพ. ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมหลักสูตรด้านความปลอดภัย (Safety Management) ซึ่งเป็นหัวใจของการบิน และหลักสูตรด้านการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ยึดมั่นในหลักการสำคัญ คือ “คุณภาพ” บุคลากรด้านการบินให้ตรงตามความต้องการของตลาดทางด้านอุตสาหกรรมการบิน ในทักษะที่สำคัญต่อการปฏิบัติงานด้านการบินที่ได้มาตรฐาน โดยปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสนับสนุนการจัดเรียนการสอน/การฝึกอบรม การให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) เร่งเสริมสร้างภาพลักษณ์การประชาสัมพันธ์ที่โดดเด่น เร่งการทำการตลาดเชิงรุก เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับ สบพ.

 ด้านนางสาวภัคณัฎฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน(สบพ.) กล่าวเสริมว่า  ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ผลิตบุคลากรด้านการบินของประเทศ กระทรวงคมนาคมได้มีการจัดสรรงบประมาณในปี 68 จำนวน 414ล้านบาท เพื่อให้ สบพ.ปรับปรุง ศูนย์ฝึกการบินที่หัวหิน เนื่องจากภายหลังที่อุตสาหกรรมการบินกลับโต ทำให้หลายสายการบินได้หันที่จะกลับมาส่งนักบินกลับมาทำการบินและฝึกบินที่สถาบันการบินพลเรือน ซึ่งศักยภาพจะสามารถรองรับนักบินเข้ามฝึกกว่า 150คนต่อปี ในขณะที่การเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับการบินทั้งหมด สบพ. สามารถรับนักเรียนเข้ามาศึกษากว่าปีละ 650คน และทุกสาขาทุกชั้นปีรวมแล้ว 3,200คน และรองรับนักเรียนที่จะเข้ามาศึกษาที่ สบพ.ได้กว่า 5,000 คน

“ยอมรับว่าช่วงโควิดแพร่ระบาดและหยุดบินเกือบทั่วโลก ทำให้ สบพ.ประสบปัญหาขาดทุกอย่างหนัก แต่พอการบินกลับมาโต และการบินไทย ได้ประกาศที่จะซื้อเครื่องบินใหม่อีก 45ลำ ก็ยิ่งมั่นใจว่า จะมีนักบินเข้ามาฝึกกับ สบพ. อีกจำนวนมากกว่าพันคนแน่นอน  นอกจากนั้น สบพ. ยังได้ข้อตกลงกับประเทศ มองโกเลีย. สปป.ลาว,กัมพูชา และเกาหลีใต้ ที่จะเข้าไปทำการสอนในเรื่องของ ขั้นตอนการควบคุมการจราจรทางอากาศ หรือ ATC ซึ่งในเรื่องของวิชาการ มั่นใจยิ่งว่า สบพ.ได้รับการยอมรับและได้มาตรฐานมาก”นางสาวภัคณัฎฐ์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คมนาคม ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง เร่งแก้ปัญหา 'Pay to Fly' จ่ายเงินล้านแลกโอกาสบิน

คมนาคม เร่งแก้ปัญหา “Pay to Fly” เดินหน้าศึกษาแนวทางคุ้มครองนักบินไทย ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน สร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมการบิน

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ