
‘มนพร’เร่งเครื่องพัฒนา ’ท่าเรือสำราญขนาดใหญ่สมุย’จ่อชง ครม.ไฟเขียวภายใน ก.ค.-ก.ย.นี้ เผยเอกชนไทย-เทศ 3 ราย สนใจร่วมลงทุน ’บางกอกแอร์เวย์-กลุ่มนักธุรกิจภูเก็ตและสมุย -สายเดินเรือญี่ปุ่น’คาดเริ่มสร้างปี 72 แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการปี 74 มั่นใจช่วยกระตุ้นรายได้จากการท่องเที่ยวเรือสำราญ
21 พ.ค.2567-นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือรองรับสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ล่าสุดกรมเจ้าท่า (จท.) ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบและคัดเลือกพื้นที่เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารสรุปผลการศึกษาจาก จท. เพื่อส่งมายังกระทรวงคมนาคม จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) พิจารณาเห็นชอบ และส่งต่อให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อตรวจสอบรายละเอียด อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติได้ภายในเดือนกรกฎาคม- กันยายน 2567
ทั้งนี้ หากได้รับการอนุมัติจาก ครม. แล้ว จะเร่งเปิดการประมูลให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน โครงการดังกล่าว จะต้องจัดทำการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยคาดว่า จะใช้ระยะเวลาประมาณ 18 เดือน หรือ 1 ปีครึ่ง ซึ่งตามแผนจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2572 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการในปี 2574 ขณะเดียวกัน จากการรายงานของ จท. ระบุว่า ในเบื้องต้น พบว่า มีนักลงทุน ทั้งชาวไทย และนักลงทุนต่างประเทศ สนใจร่วมลงทุน 3 ราย ได้แก่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กลุ่มนักธุรกิจภูเก็ต และสมุย รวมถึงบริษัทสายเดินเรือจากประเทศญี่ปุ่น
“ขั้นตอน EHIA คาดว่า จะไม่มีปัญหาและอุปสรรค ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการลงพื้นที่ และได้มีการหารือพูดคุยกับปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่ดังกล่าว อยู่บริเวณแหลมหินคม พื้นที่ประมาณ 47 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่บนฝั่ง 17 ไร่ ซึ่งเป็นที่ของกรมป่าไม้ได้มีการหารือกันเสร็จแล้ว ยินยอมที่จะให้เข้าใช้พื้นที่ ส่วนพื้นที่สร้างเป็นสะพานขึงลงไปในทะเลและท่าเทียบเรือ ประมาณ 30 ไร่ โดยมีพื้นที่ของเอกชน 5 ไร่ ซึ่งจะต้องมาเจรจาว่าเขาจะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนของ PPP ด้วยหรือไม่ หรือ PPP จะต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งที่ผ่านมานายกเทศบาลสมุย ได้มีการเจราจรแล้วเบื้องต้นแล้ว” นางมนพร กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า สำหรับโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่รวมประมาณ 47 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่บนชายฝั่ง ได้แก่ อาคารบริการและที่จอดรถ และถนนสาธารณะ 15 ไร่ พื้นที่นอกชายฝั่ง ได้แก่ สะพานขึง อาคารผู้โดยสาร 3 ชั้น และท่าเทียบเรือเฟอรี่และเรือยอร์ช 32 ไร่ โดยเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยว 180,000 คนต่อปี รองรับเรือ Cruise 120 เที่ยวเรือต่อปี และนักท่องเที่ยวใช้จ่าย 5,000 บาทต่อคน
ขณะเดียวกัน รวมรายได้จากการคาดการณ์รายได้ของโครงการตลอดระยะเวลาโครงการ มีมูลค่า 8,504 ล้านบาท สัดส่วนของรายได้โครงการแบ่งเป็นรายได้จากท่าเทียบเรือ 91% ของโครงการและรายได้เชิงพาณิชย์ 9% พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนธุรกิจเรือครุยส์ในประเทศไทยได้อย่างครอบคลุมเส้นทางทั้งสองฝั่งทะเล อีกทั้งเป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันเพิ่มสัดส่วนรายได้ด้านการท่องเที่ยว เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ รวมถึงกระตุ้นรายได้การท่องเที่ยวเรือสำราญทางน้ำด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปลื้ม! 'สมุย' คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
'เกาะสมุย' คว้าอันดับ 1 'Best Islands' จาก Travel + Leisure Luxury Awards 2026 ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก
'ภัทรพงศ์'ปลื้ม2แอร์ไลน์ยุโรปบินตรงกระบี่ดันฮับท่องเที่ยวคุณภาพ
'ภัทรพงศ์' เดินหน้านโยบาย Airport for Regional Development สายการบินขอสล็อตบินตรงกระบี่จากฟินแลนด์และเดนมาร์ก รับฤดูหนาว 69/70ชี้ช่วยดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากยุโรปเหนือ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภาคใต้
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ
‘สรรเพชญ‘ถกเอกชนลุยอัปเกรดท่าเรือแหลมฉบังทั้งระบบ
’สรรเพชญ‘หารือสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ เร่งยกระดับท่าเรือแหลมฉบังทั้งระบบ ลุยแก้ปัญหากฎหมายขนส่งถ่ายลำ ตู้สินค้าตกค้าง และสางปมรถติดหน้าท่าเรือ ส่งไทยสู่ท่าเรือมาตรฐานโลกฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค

