'มนพร' สั่ง ขสมก. เร่งสางปัญหาเส้นทางรถเมล์ทับซ้อน

‘มนพร’ สั่ง ขสมก. เร่งสางปัญหาเส้นทางรถเมล์ทับซ้อนไทยสมายล์บัส หลังปรับเส้นทางใหม่ หวั่นกระทบแผนฟื้นฟูกิจการฯ เตรียมนำร่องเช่ารถเมล์ 350 คัน ภายในพ.ย.นี้ ขณะที่ประเด็นยกเลิกสัญญา บริษัทช.ทวีฯ เหมาซ่อมรถเมล์ NGV 489 คัน ยันไม่พบการฟ้องร้องเอกชน

22 พ.ค. 2567 -นางมนพร เจริญศรี  รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กรณีที่มีการปรับเส้นทางเดินรถโดยสารของ บริษัทไทยสมายล์บัส จำกัด ส่งผลให้บางเส้นทางทับซ้อนนั้น เบื้องต้นจากการหารือกับนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะต้องพิจารณาดูเส้นทางการเดินรถในแผนฟื้นฟูกิจการฯเดิมก่อนว่าขัดกันหรือไม่

“การที่ขสมก.มีเส้นทางเดินรถตามแผนฟื้นฟูฯที่มีอยู่ เราต้องมีคำตอบว่าทำไมถึงต้องยกเส้นทางเดินรถให้เอกชน เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวถือเป็นเส้นทางที่ขสมก.ต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ ซึ่งจะต้องรอพิจารณาเอกสารของบริษัทไทยสมายล์บัสฯก่อนที่จะวิ่งในเส้นทางเดิมที่มีเส้นทางของขสมก.อยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องดูนโยบายจากทางคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางด้วย” “มนพร กล่าว

นางมนพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้รับทราบจากขสมก.ว่ามีการหารือร่วมกับสหภาพฯ ขสมก., พนักงานขสมก.พบว่าจากการประชุมร่วมกันไม่เห็นด้วยที่จะยกเส้นทางให้เอกชน ทั้งนี้ตามนโยบายของกระทรวงต้องยึดกฎระเบียบและผลประโยชน์ของขสมก.เป็นหลัก ซึ่งการปรับเส้นทางทับซ้อนจะต้องหารือภายในร่วมกับขสมก.อีกครั้ง

“ขสมก.ถือเป็นรถเมล์ขวัญใจคนจน ที่คิดอัตราค่าโดยสารตั้งแต่ 8-25 บาท หากให้บริษัทไทยสมายล์บัสฯวิ่งเดินรถแทน จะส่งผลให้ประชาชนแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งการพิจารณาแผนเส้นทางการเดินรถจะต้องพิจารณาให้รอบคอบทุกด้าน” “มนพร กล่าว

สำหรับเส้นทางเดินรถโดยสารร่วมของขสมก.ที่ทับซ้อนร่วมกับบริษัทไทยสมายล์บัสฯ จำนวน 12 เส้นทาง ประกอบด้วย 1. สาย 27 มีนบุรี-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 2.สาย 71 ปัฐวิกรณ์-วัดธาตุทอง 3.สาย 2 สำโรง-ปากคลองตลาด 4.สาย 11 หมู่บ้านผาสุข-ประตูน้ำ 5.สาย 1 ถนนตก-ท่าเตียน 6.สาย 4 ท่าน้ำภาษีเจริญ-ท่าเรือคลองเตย 7.สาย 12 ห้วยคลอง-ปากคลองตลาด 8.สาย 77 หมอชิต 2-เซ็นทรัลพระราม 3 9.สาย 82 ท่าน้ำพระประแดง-พาหุรัด 10.สาย 34 รังสิต-แยกคปอ. 11. สาย 92 การเคหะชุมชนร่มเกล้า-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 12.สาย 8 แฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธ

ขณะเดียวกันตามแผน ขสมก.ได้เริ่มดำเนินการจัดหารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาดแล้ว โดยในระยะที่ 1 จะทำการเช่ารถเพิ่มจำนวน 350 คัน  ซึ่งจะได้รับรถในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ส่วนระยะที่ 2 จะเช่ารถ EV เข้ามาจำนวน 1,520 คัน พร้อมรับรถเข้ามาช่วงเดือนเมษายน 2568 ดังนั้นจะมีจำนวนรถเข้ามาใหม่รวมจำนวน 1,870 คัน เพื่อนำมาวิ่งให้บริการแทนรถโดยสารเดิมที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล และมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี

ระยะที่ 3 จะดำเนินการจัดหารถพลังงานสะอาดตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุน (PPP) จำนวน 1,520 คัน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเสนอบอร์ดของบประมาณเพื่อว่าจ้างที่ปรึกษาจัดทำรายงานการศึกษา PPP คาดว่าจะจัดหาผู้ร่วมลงทุน PPP พร้อมทยอยรับรถได้ในช่วงปลายปี 2571 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การจัดหารถโดยสารทั้ง 3 ระยะ จำนวน 3,390 คัน ต้องการให้ประชาชนมีรถโดยสารที่เพียงพอต่อการให้บริการ เนื่องด้วยประชาชนมีแนวโน้มที่จะใช้บริการเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้โดยสารจะไม่ต้องรอรถเป็นเวลานานอีกต่อไป

นอกจากนี้ ในประเด็นที่ขสมก.ยกเลิกสัญญากับกลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO ที่มี บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หลังจากรถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน หยุดวิ่งลง เพราะติดปัญหาเรื่องของสัญญาซื้อขายและจ้างซ่อมแซมบำรุงรักษารถเมล์ NGV 489 คัน จึงส่งผลกระทบต่อการให้บริการนั้น ขณะนี้ขสมก.ได้แจ้งยกเลิกสัญญากับเอกชนไปแล้ว ซึ่งจะต้องรอพิจารณาจากเอกสารก่อนว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องร้องแต่อย่างใด

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

‘สรรเพชญ‘ถกเอกชนลุยอัปเกรดท่าเรือแหลมฉบังทั้งระบบ

’สรรเพชญ‘หารือสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ เร่งยกระดับท่าเรือแหลมฉบังทั้งระบบ ลุยแก้ปัญหากฎหมายขนส่งถ่ายลำ ตู้สินค้าตกค้าง และสางปมรถติดหน้าท่าเรือ ส่งไทยสู่ท่าเรือมาตรฐานโลกฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค