
‘คมนาคม’ ย้ำชัดรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดแน่ทุกสีทุกสาย ภายใน ก.ย. 68 ชี้อยู่ระหว่างจัดทำ พรบ.ตั๋วร่วม และจัดตั้งกองทุนชดเชยรายได้เอกชน แย้ม สภา กทม.พร้อมหนุน
6 ก.ค.2567-นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้ประชุมหารือร่วมกับสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) ถึงการดำเนินนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทาง และลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมทั้งสนับสนุนให้หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น รวมถึงช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งทางสภา กทม. พร้อมสนับสนุนในทุกด้านอย่างเต็มที่ โดยขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการนโยบายดังกล่าวให้ครอบคลุมในทุกเส้นทางโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันสภา กทม. จะประชุมหารือถึงแผนงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เบื้องต้นว่า ข้อมูลภาพรวมการเดินทางของผู้โดยสารรวมทั้ง 2 สาย คือ รถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 67 มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นรวมกว่า 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 66 ถือว่านโยบายดังกล่าว ช่วยให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ขณะที่รายได้ของรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ถึงแม้ว่าขณะนี้จะลดลงจากเดิม แต่คาดว่าภายในระยะ 2 ปี 8 เดือน จะกลับสู่ภาวะปกติ ก่อนที่จะเริ่มนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้รายได้มีโอกาสกลับสู่ภาวะปกติเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมนโยบายนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … โดยเสนอไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว ก่อนเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา (สคก.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จากนั้นจึงจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ และเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของของสภาผู้แทนราษฎร และประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่ากระบวนการดังกล่าว จะเสร็จสิ้น และมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย. 68 สอดรับกับเป้าหมายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในการประกาศใช้นโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในทุกสีทุกสายได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ส่วนการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม เพื่อนำงบประมาณไปชดเชยให้กับผู้ประกอบการเอกชน จากการประกาศใช้นโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณารายละเอียดต่างๆ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อจัดตั้งกองทุนฯ ได้ในช่วงเดือน ต.ค. 2568-มี.ค. 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

