ผู้สูงอายุไทยหลังเกษียณงานอายุ 60 ยังมีโอกาสทำงานต่อไปได้อีกกี่ปี?

ขอบคุณรูปภาพจาก ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ Center For Aging Society Research – CASR

ในปีพ.ศ. 2567 นี้ ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชากรคนไทยทั้งหมด 100 คน จะมีผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 20 คน และผู้สูงอายุเหล่านี้จะมีอายุขัยหรือชีวิตยืนยาวไป อีกประมาณ 21 ปี ช่วงชีวิตที่ยืนยาวต่อไปนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่ประชากรผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะเกษียณงาน ไม่มีรายได้ประจำ แต่อาจจะมีการทำงานเพื่อหารายได้พิเศษบ้าง พักผ่อนบ้าง และดำรงชีวิตต่อไปด้วยเงินเกษียณ (บำเหน็จบำนาญ) หรือเงินออม (ถ้ามี) รวมทั้งต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากลูกหลานทั้งด้านการเงินหรือความช่วยเหลืออื่นๆ และสวัสดิการจากรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุไทยมักจะเข้าข่ายชีวิตที่ “แก่ก่อนรวย” ในขณะที่สัดส่วนของประชากรรุ่นลูกหลานในวัยทำงานที่สามารถทำงานมีรายได้มาเกื้อกูลครอบครัวและจ่ายภาษีแก่รัฐลดลง ทำให้ประชากรผู้สูงอายุกลายเป็นภาระในการเลี้ยงดูแก่ลูกหลาน และภาระของภาครัฐในการจัดสรรเงินงบประมาณมาใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการต่างๆ รวมถึงความยั่งยืนของฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคม กองทุนประกันสุขภาพ

ในประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุมาก่อนประเทศไทย ได้มีการเตรียมนโยบายและมาตรการต่างๆมารองรับ รวมทั้งการส่งเสริมการมีงานแก่ประชากรผู้สูงอายุในประเทศ เพื่อความอยู่ดีมีสุชของประชากรทุกกลุ่มอายุในการลดภาระพึ่งพิงระหว่างรุ่นคนและภาระทางการคลังของภาครัฐ หนึ่งในนโยบายและมาตรการดังกล่าวได้แก่การขยายอายุเกษียณงานและ/หรืออายุการรับบำนาญให้สูงขึ้น ตัวอย่างของประเทศในเอเซีย ได้แก่ ญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมสูงอายุสุดยอดที่มีสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุอายุ 60 ปี ร้อยละ 30 ได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงในการจ้างงานผู้สูงอายุโดยเฉพาะ และมีนโยบายและมาตรการในการขยายอายุเกษียณไปเป็น 65 ปีภายในปี 2574 โดยให้เพิ่มอายุเกษียณขึ้น 1 ปีในทุก 2 ปีตั้งแต่ ปี 2558   (ปัจจุบัน ในปี 2567 อายุเกษียณเท่ากับ 64 ปี) ในระหว่างการบรรลุเป้าหมายของการขยายอายุเกษียณงาน รัฐบาลได้กำหนดอายุที่มีสิทธิในการรับบำนาญไว้ที่ 65 ปี และได้ขอความร่วมมือจากนายจ้างให้จ้างงานผู้ที่ทำงานที่มีอายุครบ 60 ปี ต่อไปโดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนสัญญาการจ้างงานให้เหมาะสมกับผู้ที่ทำงานสูงอายุ ในขณะเดียวกันผู้ทำงานก็มีสิทธิเลือกในการทำสัญญาจ้างงานใหม่กับนายจ้างเดิม หรือ เปลี่ยนนายจ้างใหม่ได้ การกำหนดอายุเกษียณและอายุที่มีสิทธิในการรับบำนาญที่ต่างกันนี้ ผู้ที่ทำงานอายุ 60 ปีขึ้นไป หากไม่ทำสัญญาจ้างงานต่อหรือทำสัญญาใหม่และอายุยังไม่ครบ 65 ปี ก็จะไม่สามารถรับเงินบำนาญได้ นโยบายและมาตรการในการจ้างงานคนทำงานสูงอายุของญี่ปุ่นจึงมีความยืดหยุ่นที่ทั้งนายจ้างและคนทำงานมีทางเลือกที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละฝ่ายได้

ในกรณีของประเทศไทย การจ้างงานในระบบราชการ อายุเกษียณราชการถูกกำหนดไว้ที่ 60 ปีและสามารถขยายเวลาในการรับราชการต่อไปได้อีกไม่เกิน 10 ปี สำหรับตำแหน่งงานบางประเภทหรือความจำเป็นใน 8 สายงาน ได้แก่ นักกฎหมายกฤษฎีกา แพทย์ ทันตแพทย์ นายสัตวแพทย์ ปฏิบัติงานช่างศิลปิน คีตศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และนาฏศิลป์ สำหรับอายุการรับบำนาญเท่ากับอายุเกษียณราชการ ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือสำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่ศึกษาเตรียมการขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี โดยใช้เวลา 6 ปี คือ จะมีการขยายอายุเกษียณงาน 1 ปีในทุก 2 ปี สำหรับการจ้างงานในภาคเอกชน กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ได้ปรับปรุงแก้ไขในปี 2560 (มาตรา 118/1) ได้กำหนดอายุเกษียณงานที่อายุ 60 ปี เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างในการรับค่าทดแทนการลาออกจากงานเมื่ออายุครบ 60 ปี ที่นายจ้างจะต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง สำหรับการรับบำนาญนั้น ลูกจ้างจะต้องมีการประกันตนในระบบประกันสังคม และอายุที่มีสิทธิในการรับบำนาญชราภาพ คือ 55 ปี ดังนั้น ผู้ที่ทำงานในภาคเอกชนเมื่อครบอายุ 60 ปี มีสิทธิที่จะเกษียณงานโดยได้รับความคุ้มครองรับค่าชดเชยในการลาออกจากงาน และมีสิทธรับบำนาญชราภาพเมื่ออายุครบ 55 ปี ภายใต้ระบบประกันสังคม สำหรับผู้สูงอายุที่ทำงานโดยไม่มีนายจ้าง ทำงานอิสระ จะต้องดูแลตนเอง ไม่ได้รับการคุ้มครองจากระบบเกษียณราชการและระบบประกันสังคม แต่จะมีสิทธิได้รับสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดอายุเกษียณงานไว้ที่อายุครบ 60 ปี หรือ อายุการรับบำนาญที่อายุครบ 55 ปี และมีแนวนโยบายจะขยายอายุเกษียณงานในภาคราชการไปที่อายุครบ 63 ปีที่มีอยู่นั้น ในสังคมสูงอายุไทยที่ผู้ทำงานมีอายุขัยยืนยาวไปอีกประมาณ 21 ปี ยังไม่มีการศึกษาทางวิชาการว่าควรจะขยายอายุไปที่เท่าใดจึงเหมาะสมกับสถานภาพของผู้ที่ทำงาน ปัจจุบันมีแนวคิดและวิธีการศึกษาเกี่ยวกับอายุขัยในการทำงาน (Working life expectancy) ที่สามารถประมาณการจำนวนปีโดยเฉลี่ยที่คาดว่าประชากร ณ ระดับอายุหนึ่ง สามารถทำงานต่อไปได้ ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยใช้ข้อมูลตามคาบระยะเวลา (Longitudinal data) จากโครงการ สุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย (Health, Aging, and Retirement in Thailand) หรือโครงการ HART ที่มีรอบสำรวจทุก 2 ปีจากครัวเรือนตัวอย่าง 5,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ ตั้งแต่ ปี 2558 ทั้งหมด 4 รอบสำรวจ โดยนำข้อมูลเกี่ยวกับวันเกิด วันเสียชีวิต และสถานะภาพการมีงานทำ มาประมาณการภายใต้กรอบแนวคิด Multistate working life cycle จาก Markov Chain Model ในการสร้าง ตารางชีพการทำงาน (Working life table) และประมาณการอายุขัยการทำงาน ณ อายุ 60 (Working life expectancy at age 60)

ผลการประมาณการพบว่า อายุขัยการทำงานของผู้ที่มีอายุ 60 เท่ากับประมาณ 5 ปี ซึ่งเป็นจำนวนปีโดยเฉลี่ยที่คาดว่าผู้สูงอายุไทยสามารถทำงานต่อไปจากอายุครบ 60 ปีจนถึงอายุครบ 65 ปี และสามารถแยกอายุขัยของผู้สูงอายุชายและหญิงได้ ว่ามีความแตกต่างกัน คือ อายุขัยการทำงานสำหรับผู้ชายจะอยู่ที่ ประมาณ 6 ปี และสำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 4 ปี จะเห็นได้ว่า อายุขัยการทำงานของผู้สูงอายุหญิง จะสั้นกว่าของผุ้สูงอายุชาย อายุขัยการทำงานที่ได้ศึกษาประมาณการนี้ สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาการขยายอายุเกษียณงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้ การประมาณอายุขัยในการทำงานนี้ นับเป็นการเริ่มต้นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ตามคาบระยะเวลา (Evidence-based longitudinal panel data) จากโครงการ HART มาประมาณการอายุขัยในการทำงานของคนไทย ณ อายุ 60 ปี การประมาณนี้นอกจากแยกวิเคราะห์ตามเพศแลัวยังสามารถแยกวิเคราะห์อายุขัยการทำงานตามระดับการศึกษา พื้นที่อยู่อาศัย หรือปัจจัยอื่นๆที่มีนัยทางนโยบายหรือมาตรการที่ต้องการ รวมทั้งยังสามารถประมาณการอายุขัยในการทำงานอย่างมีสุขภาพดี (Healthy working life expectancy) ในกรณีที่ต้องการศึกษาหาจำนวนปีที่เหมาะสมในการขยายอายุการทำงานโดยคำนึงถึงสุขภาพ และในระดับอายุที่เกี่ยวข้อง เช่น 55 ปี (Healthy working life at 55)

เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อุตุฯเตือนภาคใต้ฝนตกหนัก ส่วนภาคอื่นฝนลดลง

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและประเทศไทย 

คลัง’ปลื้มR&Iคงเครดิตประเทศไทย Thailand10Plusบูสศก./หนุนขึ้นVAT

‘คลัง’ ปลื้ม บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ R&I คงเครดิตประเทศไทยที่ระดับ A- และคง Outlook ที่ระดับมีเสถียรภาพ ชี้นโยบาย ‘Thailand 10 Plus’ บูสเศรษฐกิจโตถึง 3% จับตาวิกฤตพลังงานโลกหวั่นยืดเยื้อ ทำรัฐต้องปรับโครงสร้างทางการคลัง อาทิ ทบทวนรายจ่ายภาครัฐ-ปรับกลไกกองทุนน้ำมัน-ขึ้น VAT รักษาความยั่งยืน

'ไทย'มีลุ้นจัดยูธอลป.2023 มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง หลัง'ประธานโอซีเอ'บินมาพบนายกฯ

เชื่อมั่น "ประเทศไทย" ลุ้นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ 2023 มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง หลัง "ประธานโอซีเอ" บินมาเข้าพบนายกรัฐมนตรีเอง พร้อมหนุนเต็มที่ ขณะที่ หลายชาติต่างยกมือสนับสนุน เพราะเชื่อมั่นในความพร้อม เผย ตอนนี้รอเพียงหนังสือรับรองจากรัฐบาล กับ หนังสือการันตีห้องพัก เท่านั้น ด้าน "คณะทำงานยูธโอลิมปิก" เข้าใจดี เพราะอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล "ไอโอซี" เตรียมประกาศผลคัดเลือกเจ้าภาพ อย่างเป็นทางการ 25 มิ.ย.นี้ ที่สวิตเซอร์แลนด์

'เงือก-ฉลาม'กว่าพันคน ร่วมดวลความเร็ว ว่ายน้ำชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายกสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาว่ายน้ำชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 (Speedo Thailand Age Group Swimming Championships 2026) ที่สระว่ายน้ำ การกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหมาก เมื่อวันที่ 3 เมษายน 

'แบล็ค แอนด์ วิชช์' มองไทยโครงสร้างพื้นฐานแกร่งดึงดูดลงทุนต่างชาติ

แบล็ค แอนด์ วิชช์ มองนโยบายภาครัฐสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานแกร่ง จุดแข็งดึงดูดกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จากต่างชาติลงทุนไทย