'พิพัฒน์' สั่งคมนาคมจับตาพายุ 'ไต้ฝุ่นบัวลอย' ในพื้นที่เสี่ยง

‘พิพัฒน์’ กำชับคมนาคมระดมรับมือพายุ ‘ไต้ฝุ่นบัวลอย’ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัดภาคอีสาน เร่งเตรียมพร้อมทุกมิติ ทั้งทางบก-ทางน้ำ เน้นย้ำป้องกันน้ำท่วม-ช่วยเหลือประชาชน ติดป้ายแจ้งเตือน ประชาสัมพันธ์ ตลอด 24 ชม.

30 ก.ย.2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ได้เปิดเผยถึงมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ในช่วงระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2568 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดบึงกาฬ นครพนม อุบลราชธานี มุกดาหาร สกลนคร และอำนาจเจริญ ที่จะต้องเฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และกรมเจ้าท่า (จท.) ซึ่งได้กำหนดแผนและมาตรการหลัก ๆ ในการรับมือ ดังนี้ มาตรการทางบก รับมือเส้นทางที่มีความเสี่ยง การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์อำนวยการ/ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อติดตาม สั่งการ และแก้ไขสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เตรียมความพร้อมเส้นทางและบุคลากร สั่งการให้หน่วยงานตรวจสอบช่องทางน้ำไหลให้ปราศจากสิ่งกีดขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก

พร้อมจัดเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักรกลหนัก วัสดุอุปกรณ์ เช่น รถบรรทุก, รถยก, เครื่องสูบน้ำ, กระสอบทราย, สะพานเบลีย์ (เผื่อกรณีฉุกเฉิน) ให้พร้อมใช้งานในพื้นที่เสี่ยง และได้กำชับให้หน่วยงานเตรียมเจ้าหน้าที่ประจำการและชุดลาดตระเวนเพื่อออกตรวจสอบถนนและทางหลวงในพื้นที่เสี่ยงภัยตลอดเวลา โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นทางตัดผ่านน้ำ, คอสะพาน, พื้นที่ต่ำ, และพื้นที่ลาดเชิงเขาที่เสี่ยงต่อดินสไลด์

ส่วนมาตรการรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่เสี่ยง จะต้องดำเนินการติดตั้งป้ายเตือนและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างเร่งด่วน โดยการติดตั้งป้ายเตือน “ถนนขาด”, “น้ำท่วม”, “ดินสไลด์” หรือ “ปิดการจราจร” ให้ชัดเจน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรหรือจัดทำเส้นทางเลี่ยงหากจำเป็น รวมถึงเข้าแก้ไขสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือผู้ใช้เส้นทางอย่างรวดเร็วที่สุด เช่น การเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวาง, การซ่อมแซมถนนที่ชำรุด และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ขณะที่มาตรการทางน้ำ เน้นความปลอดภัยชาวเรือ ในส่วนของกรมเจ้าท่า (จท.) ได้กำชับให้เฝ้าระวังและออกประกาศแจ้งเตือน กำชับให้ผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือ หรือผู้ประกอบกิจการเดินเรือ ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและคลื่นลมจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด หากมีคลื่นลมแรงเกินกว่าระดับที่กำหนด จะมีการประกาศ “เรือเล็กงดออกจากฝั่ง” หรือ “ห้ามเดินเรือ” โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อยับยั้งเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

นายพิพัฒน์ ได้กำชับว่า หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากพายุ หน่วยงานจะต้องรีบประชาสัมพันธ์สถานการณ์เส้นทางและมาตรการช่วยเหลือให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทาง สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในส่วนของผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องการติดต่อและแจ้งเหตุ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586, สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 และ สายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 เพื่อความปลอดภัยและการเดินทางที่ต่อเนื่องที่สุด

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พิพัฒน์' สั่งเร่งนำเครื่องจักร เข้าเคลียร์ฟื้นฟูเส้นทางหลังน้ำลดกลับใช้งานเร็วสุด

พิพัฒน์ สั่งช่วงน้ำท่วมนี้ รถและเครื่องจักรของกระทรวงคมนาคมที่เรามี ต้องนำออกมาช่วยพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

ประกาศฉบับสุดท้าย! อุตุฯ เตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก

นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย" ฉบับที่ 18 (234/2569) โดยมีใจความว่า

อุตุฯ เตือนฝนถล่ม 40 จังหวัด ทะเลคลื่นสูง 3 เมตร รับมือน้ำท่วม

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า บริเวณภาคเหนือด้านตะวันตกและตอนล่าง ภาคกลางด้านตะวันตก และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง