'สรรพสามิต' จับตาสงครามตะวันออกกลาง ยันมีมาตรการพร้อม ชี้ภาษีเป็นเรื่องสุดท้าย

‘สรรพสามิต’ รับลูก ‘คลัง’ สั่งจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางใกล้ชิด หลังหลายฝ่ายหวั่นกระทบปริมาณ-ราคาน้ำมันในประเทศ ระบุด่านแรกเป็นหน้าที่กระทรวงพลังงาน-กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนมาตรการภาษีเป็นเรื่องสุดท้าย ยันมีมาตรการ-เครื่อมือพร้อมจากประสบการณ์น้ำท่วมปี 54 โควิดปี 63 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน

2 มี.ค. 2569 – นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณรวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลก และประเทศไทย ว่า ได้มีการหารือเกี่ยวกับบระเด็นดังกล่าวในเบื้องต้น โดยกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงานในประเทศ ได้ออกมาตรการในการระงับการส่งออกน้ำมันเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันจะมีการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาดูแลรักษาระดับราคาน้ำมันในประเทศ และในระยะต่อไปคาดว่าจะมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดการใช้ปริมาณน้ำมันในสัดส่วนต่าง ๆ ตามออกมา

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมสรรพสามิต ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากรัฐบาลและกระทรวงการคลังมีนโยบายใด ๆ ออกมา กรมฯ ก็พร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ยืนยันว่ากรมฯ มีแนวทางและเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดที่เตรียมไว้รองรับอยู่แล้ว เพราะเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่ช่วงสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนความชัดเจนขอให้ฝ่ายนโยบายสั่งการลงมา กรมฯ พร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่และทันที

โดยในส่วนของการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันนั้น นายพรชัย กล่าวว่า เชื่อว่าจะเป็นมาตรการท้าย ๆ ที่จะถูกนำมาใช้ดำเนินการ โดยในด้านแรกเป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องบริหารจัดการสถานการณ์ก่อน ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงานเดียวกันกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นต่อเนื่องมาในช่วงก่อนหน้าอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมสรรพสามิต ได้มีการเตรียมเครื่องมือรองรับที่เพียงพอ ทำให้ในอดีตประเทศไทยสามารถผ่านช่วงวิกฤติ และสามารถรักษาเสถียรภาพราคาของน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศให้อยู่ในระดับที่ไม่ผันผวนมาก

“เรื่องนี้เรามีประสบการณ์มาแล้ว และมีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอ ส่วนก่อนหน้านี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ได้ให้นโยบายให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงบประมาณ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประสานความร่วมมือติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะในส่วนที่มีผลกระทบกับราคาน้ำมันและสถานการณ์เศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ขณะที่กระทรวงพลังงานก็จะมีการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลสถานการณ์พลังงานในประเทศออกมาเพิ่มเติม” อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุ

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์ทั้งหมดอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดทราบว่ากลุ่มโอเปกพลัส ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้น ในการเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อพยุงตลาดและบรรเทาความตึงเครียดในตลาดพลังงาน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้อุปทานชะงักงัน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุช

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตาเจรจารอบ2 ทั่วโลกคาดหวัง‘อเมริกา-อิหร่าน’หารือยุติสงครามอ่าว

จับตาการเจรจารอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่อิสลามาบัดจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่ฝั่งสหรัฐหวังจะผลักดันให้มีการบรรลุข้อตกลง แต่ฝั่งอิหร่านระบุว่าการเจรจาโดยตรงนั้นเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่กองทัพเรือสหรัฐยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอยู่