บ้านประหยัดพลังงานเทรนด์รักษ์โลก ‘โซลาร์รูฟท็อป’ รับมือวิกฤตน้ำมันแพงลดค่าครองชีพ

“ยุคโลกเดือด” อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศที่แปรปรวนจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก ดังนั้นแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนต่างร่วมกันขับเคลื่อน ประกอบกับภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในแหล่งผลิตเชื้อเพลิงของโลกอย่างตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อผู้ซื้อไม่ได้มองหาเพียงที่อยู่อาศัย แต่ต้องการที่อยู่พร้อมคุณภาพชีวิต ที่ฉลาด ประหยัดพลังงาน และใช้ชีวิตได้ตลอดทุกช่วงวัย และยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม 

3 เทรนด์มาแรง สุขภาพ ประหยัด อัจฉริยะ

ดังนั้น แนวคิด “บ้านประหยัดพลังงาน” หรือบ้านที่ออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นเทรนด์สำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ และไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว หากแต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคใช้พิจารณาเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่ง นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หรือ HBA ระบุว่า เทรนด์บ้านในปัจจุบัน ผู้บริโภคมุ่งไปในเรื่องหลักๆ คือ เรื่อง สุขภาพ เพราะปัจจุบันคนค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่องของฝุ่น PM 2.5 ดังนั้นตัวบ้านจึงเป็นสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ มีการหมุนเวียนของอากาศตลอด 24 ชั่วโมง คุณภาพอากาศหรือ Air Quality โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน และต้องเป็น บ้านประหยัดพลังงาน  โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งของโซลาร์รูฟท็อป คือระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา  ช่วยลดค่าไฟได้จริง 20-50%   

นอกจากนี้ต้องมีความงามและวัสดุที่บำรุงรักษาง่ายและสะดวก รวมถึงมี เทคโนโลยีและความสะดวกสบาย หรือเป็นสมาร์ท หรือบ้านอัจฉริยะ คือ บ้านที่นำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและระบบอัตโนมัติมาใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน ทำให้สามารถควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้นผ่านสมาร์ทโฟนหรือคำสั่งเสียง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา และยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้อาศัยมากยิ่งขึ้น และผู้บริโภคยังให้ความสำคัญทางด้านความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการอำนวยความสะดวก

“กลุ่มลูกค้าที่สร้างบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพ และมักจะใช้วัสดุธรรมชาติ ระดับราคา 5-10 ล้านบาท จะเน้นไปในเรื่องของความคุ้มค่าประหยัดพลังงาน และต่ำกว่า 5 ล้านบาท ก็จะเน้นไปที่การดูแลรักษาง่าย ส่วนราคาน้อยกว่า 2.5 ล้านนั้น จะเน้นพื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่า  เรียบง่าย ไม่เน้นวัสดุตกแต่ง” นายอนันต์กร กล่าว

บ้านมือสองแห่ติดตั้งโซลาร์

ด้าน นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด กล่าวว่า จากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและเกณฑ์การกู้ยืมในตลาดบ้านใหม่ (Loan-to-Value Ratio) ทำให้เทรนด์การติดตั้งโซลาร์เซลล์ขยับไปที่กลุ่มผู้ซื้อบ้านมือสองที่ต้องการรีโนเวตมากขึ้น เพื่อเน้นการประหยัดพลังงานในระยะยาวแทนโครงการบ้านจัดสรรใหม่ ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อประหยัดพลังงานในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่าและยั่งยืน

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังเริ่มมองหาการติดตั้งระบบแบตเตอรี่ (Hybrid) มากขึ้นเมื่อราคาเริ่มเข้าถึงได้ ประกอบกับการผลักดันนโยบายภาครัฐ อย่างระบบ Net Metering (หักลบกลบหน่วย) ที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้บ้านแต่ละหลังเปลี่ยนสภาพเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงมาตรการยกเว้นภาษีสูงสุด 200,000 บาท ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่กระตุ้นความสนใจของประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ โอกาสของผู้ประกอบการอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานการบริการ ให้รองรับระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดตามนโยบายของรัฐ อาจกล่าวได้ว่า โอกาสของธุรกิจพลังงานสะอาดไม่ได้อยู่ที่การขายอุปกรณ์ แต่คือการส่งมอบแนวคิดการพึ่งพาตนเอง เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ และสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับการใช้ชีวิตในอนาคต

ฟุ้งกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์งานบ้านที่ผ่านมา NEPS ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมในกลุ่มบ้านพักอาศัย โดยหัวใจสำคัญคือ การนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการทำบิ๊กโปรเจกต์มาถ่ายทอดสู่ภาคครัวเรือนภายใต้มาตรฐานเดียวกันอย่างเคร่งครัด การส่งมอบระบบโซลาร์ให้กับบ้านเกือบ 200 หลังในช่วงที่ผ่านมาจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขความสำเร็จ แต่เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

อย่างไรก็ตามกระแสความยั่งยืนและการประหยัดพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้ง่ายขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ที่ทำให้ภาคครัวเรือนหันมาสนใจพลังงานแสงอาทิตย์แบบก้าวกระโดด คือ 1.มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สามารถยกเว้นได้สูงสุดถึง 200,000 บาท ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจหลักสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูงในการตัดสินใจติดตั้งเพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว

2.นวัตกรรมแบตเตอรี่ ปัจจุบันราคาแบตเตอรี่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่ “จับต้องได้” มากขึ้น ส่งผลให้ระบบไฮบริดที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถพึ่งพาตนเองทางพลังงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง กลายเป็นทางเลือกที่แพร่หลาย และ 3.บูรณาการเข้ากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันโครงการบ้านจัดสรรใหม่ๆ เริ่มบรรจุระบบโซลาร์เซลล์ลงไปในฐานะอุปกรณ์มาตรฐานพื้นฐาน ช่วยให้ผู้ซื้อบ้านสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ทันทีโดยไม่ต้องแบกรับภาระในการติดตั้งหรือจัดหาผู้รับเหมาเองในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคและความท้าทายอยู่ ทั้งความผันผวนของราคาอุปกรณ์ ที่แม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะมีช่วงที่ราคาชุดติดตั้งลดต่ำลงกว่า 100,000 บาท แต่หลังจากไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา ราคาอุปกรณ์ได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก ทำให้ความง่ายในการเข้าถึงในเชิงต้นทุนลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อีกทั้งยังมีเรื่องข้อจำกัดทางการเงินและเงื่อนไขการกู้ยืม เกณฑ์การกู้ยืมที่เข้มงวดของธนาคารกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านใหม่พร้อมระบบโซลาร์ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางส่วนต้องเบนเข็มไปใช้วิธีการรีโนเวตบ้านมือสองเพื่อติดตั้งระบบแทน

“หัวใจสำคัญที่ยังเป็น “ช่องว่าง” ขนาดใหญ่คือ การทำให้กลุ่มรายได้ปานกลางสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้จริง เพราะแม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่เงินลงทุนเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูงยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นทางออกที่จะช่วยปลดล็อกปัญหานี้คือ “กลไกสนับสนุนทางการเงิน” จากภาครัฐ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่ออกแบบมาให้ผู้บริโภคสามารถนำส่วนต่างของค่าไฟที่ประหยัดได้ในแต่ละเดือน มาเป็นยอดผ่อนชำระคืน ซึ่งจะช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างยั่งยืน” นายตรีรัตน์ กล่าว

ปรับกลยุทธ์รับมือความผันผวน

ส่วน นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยเปลี่ยนผ่านสู่การ “เติบโตแบบคัดเลือก” (Selective Growth) ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบขึ้น การเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์จริงมากขึ้น โดยเน้นความคุ้มค่าและความมั่นใจระยะยาว มากกว่าอารมณ์ โดยให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ ทำเลศักยภาพ, คุณภาพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และต้นทุนการอยู่อาศัยระยะยาว เช่น การประหยัดพลังงานและ Wellness

คาดว่าจะมีผู้ประกอบการขยับเข้ามาแข่งขันในเซกเมนต์ที่มีกำลังซื้อจริง (Resilience) มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน และในเมืองท่องเที่ยวที่ยังมีแรงพยุงจากภาคบริการ อย่างไรก็ตาม จะเป็นการแข่งขันแบบ Selective Competition ที่คัดกรองเฉพาะผู้เล่นที่มีความพร้อมด้านเงินทุน การบริหารต้นทุน และแบรนด์ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ในสภาวะต้นทุนผันผวน

“อรสิรินปรับกลยุทธ์รับมือกับความผันผวน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเน้นสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยืดหยุ่นผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ 1.เน้นพัฒนาโครงการบนพื้นที่ที่มีดีมานด์จริงและศักยภาพการท่องเที่ยวเพื่อคุมความเสี่ยง 2.เน้นการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางและสุขภาวะ (Wellness) ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง 3.บริหารกระแสเงินสดและต้นทุนก่อสร้างอย่างเข้มงวดเพื่อความมั่นคง 4.มุ่งเน้นนำมาตรฐาน EDGE มาใช้เพื่อช่วยลูกค้าลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและน้ำ ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญในยุคที่ราคาพลังงานผันผวน” นายอรรคเดช กล่าว

บ้านประหยัดพลังงานเทรนด์รักษ์โลก

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN กล่าวว่า บ้านประหยัดพลังงานและรักษ์โลกกำลังเปลี่ยนบทบาทจากทางเลือกไปสู่มาตรฐานพื้นฐานของตลาดที่อยู่อาศัยยุคใหม่ เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยครบทั้งด้านการบริหารค่าใช้จ่ายพลังงานในระยะยาว การส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย และการสอดรับกับทิศทางโลกด้านความยั่งยืน เมื่อผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน แนวคิดดังกล่าวจึงกลายเป็นความคาดหวังหลักของผู้ซื้อบ้านกลุ่ม Real Demand ซึ่งให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและฟังก์ชันที่สามารถใช้งานได้จริงและสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบ้านให้รับลมและแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม การเลือกใช้วัสดุและโครงสร้างที่ช่วยลดความร้อน ระบบจัดการพลังงานภายในบ้าน ตลอดจนพื้นที่สีเขียวที่เอื้อต่อสุขภาวะและการใช้ชีวิตของครอบครัวในระยะยาว

SENA หนุนโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน

นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA กล่าวว่า สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสงคราม แต่คือ ‘วิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการใช้ชีวิตของคนทั้งโลก สร้างผลกระทบที่สะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งต้นทุนเพิ่ม และกำลังซื้อลดลง ดังนั้น SENA จึงขานรับกระทรวงพลังงาน ที่เตรียมส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการผลักดันโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชน (ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการลดภาษี สูงสุด 200,000 บาท สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และแนวทางรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเพื่อนำไปลดค่าไฟในรอบบิลถัดไป ผ่านระบบ Net Billing สะท้อนความพยายามของรัฐในการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน ซึ่ง SENA ได้พัฒนาโซลาร์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี โดยติดตั้งโซลาร์ให้กับบ้านในโครงการทุกหลัง หากภาครัฐเดินหน้าสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้การใช้โซลาร์ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่เสนาได้เตรียมความพร้อมและขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง

“วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตกายภาพที่จบแล้วจบเลย แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค สำหรับ SENA การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อ “อยู่รอด” แต่เพื่อสร้างรูปแบบการอยู่อาศัยใหม่ ที่ตอบโจทย์โลกในอนาคตอย่างยั่งยืน” นางเกษรา กล่าว

แสนสิริรุกคืบพันธกิจ Net-Zero 

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริตอกย้ำบทบาทองค์กรสีเขียว (Green organization) ที่ขับเคลื่อนนโยบายและพันธกิจความยั่งยืนอย่างจริงจังมาแล้วกว่า 6 ปี สู่การประกาศเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2050 เพื่อมุ่งสร้างจุดเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ล่าสุด แสนสิริยังได้รุกเดินหน้าติดตั้ง โซลาร์แบตเตอรี่ ที่คลับเฮาส์โครงการ เพื่อการบริหารพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ระหว่างวันจากแผงโซลาร์บนหลังคาคลับเฮาส์และคอนโดมิเนียม ซึ่งจะช่วยกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตขึ้นจากแผงโซลาร์ในระหว่างวัน ทำให้สามารถใช้พลังงานที่สะสมไว้เพื่อจ่ายไฟใช้ในการอำนวยความสะดวกในพื้นที่ส่วนกลางในบางช่วงเวลาที่แผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ รวมทั้งในตอนกลางคืน และวันที่มีเมฆมาก หรือแม้กระทั่งในระหว่างที่ไฟฟ้าดับอีกด้วย

โดยจะนำร่องติดตั้งโซลาร์แบตเตอรี่ในโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ ที่วางแผนเปิดตัวปีนี้ 10 โครงการใหม่ ซึ่งจะลดการพึ่งพาการใช้พลังงานไฟฟ้า ช่วยประหยัดค่าไฟ รวมทั้งยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 100 ตันคาร์บอน เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 6,300 ต้นต่อปี ซึ่งแสนสิริวางเป้าให้พื้นที่ส่วนกลางของทุกโครงการใหม่ ติดตั้ง Solar Panel และ Solar Battery 100% เป็นโมเดลมาตรฐานในโครงการทุกรูปแบบ ทุกเซกเมนต์ ผลักดันสู่เป้าหมายพันธกิจ Net-Zero องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2050

ธอส.จัดแพ็กเกจสินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน

นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.พร้อมดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาล ที่ให้หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานที่มีความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์และแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ ธอส. ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าและประชาชนในช่วงฤดูร้อนที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูง จัดทำแพ็กเกจสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัย หรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อประหยัดพลังงานเพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าระยะยาว สะท้อนบทบาทองค์กรสู่ Beyond Housing Bank : มากกว่าการปล่อยกู้ คือ เพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน โดยสินเชื่อดังกล่าว ประกอบด้วย

1.สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข : สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน (ECO House) อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 2.20% ต่อปี ปีที่ 2 เท่ากับ 3.25% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ MRR-2.895% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา สำหรับลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และซื้ออุปกรณ์ฯ เท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธนาคาร เท่ากับ 6.145% ต่อปี) ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท ยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

2.สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 : สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.69% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ MRR -3.555% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา สำหรับลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี ลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และชำระหนี้ฯ เท่ากับ MRR ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,200 บาท ยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569

3.สินเชื่อ Solar Roof : สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัยประเภทไม่มีเงินฝากกับธนาคาร ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท และไม่ต้องจดจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 3.90% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี กรณีกู้ 1 แสนบาท ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 1,100 บาท ยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ อนุมัติและทำนิติกรรม จนกว่าสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินโครงการ

“ธอส.พร้อมสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการประหยัดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ซึ่งนอกเหนือจากการดำเนินการตามมาตรการ งดการใส่สูท ผูกเนกไท และประหยัดไฟฟ้าแล้ว ธอส.ยังมีสินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้คนไทยลดการใช้ไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” ดร.มหัทธนะ กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง