
‘ม็อบแรงงานรัฐวิสาหกิจ’ ตบเท้าบุกคลังยื่นหนังสือ ‘เอกนิติ’ คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ เหตุขัดข้อกฎหมาย-รัฐธรรมนูญหลายมาตรา หลังถูกรัฐลดบทบาทจากการจัดบริการสาธารณะเพื่อประชาชน เป็นแค่หน่วยธุรกิจ พร้อมยื่นข้อเสนอดึง ‘ปตท.’ กลับคืนมาเป็นของรัฐเหมือนเดิม จี้เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุน ลั่นให้เวลาแก้ปัญหา 3 เดือน หากไม่คืบพร้อมยกระดับ
24 เม.ย. 2569 – ที่กระทรวงการคลัง เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดย นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. รวมถึงพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) กว่า 100 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เรื่อง ขอคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ และขอให้ทบทวนนโยบายรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับการทำหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะตามรัฐธรรมนูย รวมถึงหาแนวทางให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กลับมาเป็นของรัฐ โดยมีนางทิพรัตน์ ถิ่นสิริพัฒนกิจ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและประเมินผล สำนักปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับหนังสือ
โดยรัฐวิสาหกิจถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการดำเนินกิจการสาธารณะขั้นพื้นฐานและบริกรที่จำเป็นต่อประชาชน อาทิ ด้านพลังงาน การคมนาคม การสื่อสาร สาธารณูปโภคและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาททั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศอย่างยิ่ง แต่ระยะหลังรัฐบาลพยายามลดบทบาทภาครัฐ เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนมากขึ้น และทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยธุรกิจของรัฐแทนการจัดบริการสาธารณะ จนทำให้รัฐบาลขาดเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการความมั่นคงของชาติด้านต่าง ๆ และผลักภาระให้กับประชาชนมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นขัดหรือแย้งกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในหลายมาตรา ที่ได้กำหนดหน้าที่ของรัฐและความคุ้มครองการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจไว้แล้ว เช่น ขัดต่อหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 56 และมาตรา 75 ขัดต่อแนวนโยบายแห่งรัฐด้านเศรษฐกิจและสังคม มาตรา 65 ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ กระทบสิทธิแรงงานและหลักความเป็นธรรมทางสังคม ขัดหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล ตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี กระทบความมั่นคงและอธิบไตยทางเศรษฐกิจ
“ในช่วงที่ประเทศต้องเผชิญวิกฤต หากรัฐไม่มีการทบทวนนโยบายการบริหารรัฐวิสาหกิจเสียใหม่ รัฐก็จะไม่มีเครื่องมือ กลไกในการช่วยเหลือประชาชน เห็นได้ชัดจากสถานการณ์สงครามความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐ-อิสราเอล เพื่อการรุกรานต่อประเทศอิหร่าน จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและขาดแคลนในช่วงแรก รัฐไม่สามารถกำกับหรือบังคับให้เอกชนมาทำหน้าที่ดูแลประชาชนได้ ผลักภาระให้กับประชาชน ซ้ำเติมประชาชนอย่างเห็นได้ชัด และอาจส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ดังนั้น สรส. และ สสรท. จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและ รมว.การคลัง เพื่อให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังได้เล็งเห็นความสำคัญกับรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นกลไกการช่วยเหลือประชาชนในช่วงปกติและช่วงวิกฤต ดังนั้น 1. รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน โดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมกับเปิดเผยข้อมูลการนำเข้า การขุดเจาะ และปริมาณการผลิตภายในประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมราคาให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
นอกจากนี้ ควรพิจารณาปรับลดหรือยกเลิกต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นซึ่งซ้ำเติมราคาพลังงานให้สูงเกินจริง อาทิ ค่าการกลั่น ค่าการตลาด การจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนหรือค่าขนส่งและค่าอื่น ๆ ที่อ้างว่านำพลังงานเข้าจากต่างประเทศที่ไม่มีอยู่จริง เป็นต้น
2. ขอให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังเร่งปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือ เป็นกลไกหลักในการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งให้ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นกิจการด้านพลังงาน การขนส่ง การโทรคมนาคม การเงินการธนาคาร เป็นต้น 3. ขอให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังนำรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปแล้วกลับคืนมาเป็นของรัฐดังเดิม เช่น ปตท. เพื่อสร้างกระบวนการบริหารจัดการใหม่ให้มีความมั่นคง ทั้งในส่วนของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และระบบโครงข่ายท่อส่งพลังงาน เพื่อให้ทรัพยากรยุทธศาสตร์เหล่านี้ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศาติ และประชาชนอย่างแท้จริง
4. ขอให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง ยกระดับการตรวจสอบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี โดยมุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อร่วมกันขจัดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อระบบรัฐวิสาหกิจไทย
ขณะเดียวกัน สรส. และ สสรท. ขอประกาศจุดยืน ‘ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% รวมถึงการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินและขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% เนื่องจากเป็นมาตรการที่จะเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนโดยตรง และเห็นว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะหาเงินให้แก่รัฐได้ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างภาษี การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การเก็บภาษีคนรวยมาช่วยคนจน และภาษีตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น
“มาในวันนี้ เพียงเพื่อมาเตือนว่าขอให้รัฐมนตรี ทำหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน โดยจะให้ระยะเวลาราว 2-3 เดือน เพื่อพิสูจน์ ถ้าครบเวลาดังกล่าวไม่มีการจัดการปัญหานี้ให้ลดลงจะมีการชุมนุมใหญ่แน่นอน” ตัวแทน สรส. ระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กางข้อมูลน้ำมัน 'หลังบ้าน' ปตท. พร้อมให้ตรวจสอบได้แบบ Real-Time ด้วยความมั่นคงและโปร่งใส เพื่อประเทศไทย
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า... ประเทศไทยยังมีน้ำมันเพียงพอไหม? แล้วหลังบ้านเขาจัดการกันยังไง?

