
‘เอกนิติ’ เตรียมเสนอ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้าครม. 19 พ.ค.นี้ ช่วยประชาชนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน ต้นทุน และค่าครองชีพ พร้อมมาตรการเสริมช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาสแรกโต 2.8% มาจากการลงทุนรวมขายตัวพุ่ง
18 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้(19 พ.ค.69) เพื่อใช้เป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชนและประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจาก วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวจนน่ากังวล
โดย ไทยช่วยไทยพลัส พัฒนาต่อยอดจากคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ประคองเศรษฐกิจระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและปากท้องอย่างรุนแรง โดยปรับรูปแบบเป็น รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40 เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายเล็กและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ รัฐบาลมองว่า วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อกำลังส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง
“วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเป็นวิกฤต ลูกแรกคือ พลังงาน ลูกที่สองคือต้นทุน และลูกที่สามกำลังจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่เข้าไปดูแล อาจเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งของแพง กำลังซื้อหด และเศรษฐกิจชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรองรับ จะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลวิเคราะห์ว่าหลังจากผ่านวิกฤตพลังงานและวิกฤตต้นทุนมาแล้ว ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง สถานการณ์นี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเดือนเมษายนสูงถึง 2.9% ในขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง
โดยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการนี้ควบคู่ไปกับการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในวันพรุ่งนี้ด้วยพร้อมกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังและป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการตกงานในอนาคต
ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก การลงทุน ที่ชี้ว่ากลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งนั้น มองว่าตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% เป็นการขยายตัวระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ ซึ่งเป็นผลจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และโครงการ BOI Fast Pass ที่ช่วยปลดล็อกการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น เชื่อว่าจากนี้การลงทุนถือเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เพราะไม่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว หลังประเทศไทยเผชิญภาวะลงทุนต่ำต่อเนื่องมาหลายปี
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยอมรับว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกยังเป็นเพียง ภาพสะท้อนในกระจกหลัง เพราะยังไม่รวมผลกระทบเต็มรูปแบบจากวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มกดดันเศรษฐกิจในไตรมาส 2 เป็นต้นไป
นอกจากไทยช่วยไทยพลัส รัฐยังเตรียมมาตรการช่วยเฉพาะกลุ่ม ทั้งโครงการปุ๋ยคนละครึ่งช่วยเกษตรกร มาตรการช่วยภาคขนส่ง และการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุนน้ำมันระยะยาว โดยในวันนี้จะหารือกับกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางช่วยกลุ่มรถหัวลาก ศึกษาการใช้ หัวลากไฟฟ้า ควบคู่ส่งเสริมไบโอดีเซล B20 เพื่อลดต้นทุนขนส่งและช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มไปพร้อมกัน
ส่วนกรณีที่จากตราสารหนี้หรือพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นั้นมองว่า นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าที่คาด เพราะเงินเฟ้อเป็นตัวสะท้อนระดับเงินเฟ้อในอนาคต
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความน่ากังวลในระยะต่อไปคือ เงินเฟ้อฝังตัว เนื่องจากต้นทุนผู้ผลิตเริ่มปรับเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากถูกบีบกำไร
“วันนี้ธุรกิจกำลังอุ้มต้นทุนไว้ แต่ในระยะต่อไปจะเริ่มอุ้มไม่ไหว ต้นทุนจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและกำลังซื้อชะลอลง” นายสันติธารกล่าว
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อในปัจจุบันเป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความท้าทายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องพิจารณาในการประเมินความเหมาะสมตามสถานการณ์เศรษฐกิจต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สศช.เผยจีดีพีไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% คาดทั้งปีโต 2%
‘สภาพัฒน์’แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% อนินสงค์การลงทุนรวมที่เติบโตสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 คาดขยายตัวในช่วง 1.5 - 2.5% ค่ากลางอยู่ที่ 2.0% เตือนวิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันสูงต่อเนื่องหวั่นกระทบกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชน

