
ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก คำถามใหม่เกี่ยวกับ “ต้นทุนด้านทรัพยากร” ของเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “น้ำ” ที่จำเป็นต่อการทำงานของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่
20 พ.ค. 2569 – ทุกครั้งที่ผู้คนใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล สรุปเนื้อหา สร้างภาพ หรือเขียนข้อความ ระบบเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องใช้ระบบระบายความร้อนจำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพในการประมวลผล
รายงานและงานวิจัยหลายฉบับระบุว่า ความต้องการใช้น้ำที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีการคาดการณ์ว่า AI ทั่วโลกอาจใช้น้ำประมาณ 4.2–6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2027 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
AI ใช้น้ำอย่างไร?
ระบบ AI เช่น ChatGPT ต้องพึ่งพาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบระบายความร้อนเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน ทั่วโลกมีศูนย์ข้อมูลประมาณ 11,000 แห่งที่ให้บริการผู้ใช้งานหลายล้านคน โดยมีการใช้น้ำหลัก ๆ เพื่อการระบายความร้อนและการผลิตไฟฟ้า
ข้อมูลจาก Bryant Research ยังระบุว่า การใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ประมาณ 68,000 ลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก ไปจนถึงกว่า 2.1 ล้านลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุด (เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำต่อวันของคนประมาณ 4,200 คน) แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Microsoft ต่างก็ออกมารายงานว่า ปริมาณการใช้น้ำจืดในศูนย์ข้อมูลของพวกเขาเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% และ 34% ตามลำดับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการเติบโตของ AI
แอ็บบี้ คูเจอร์ จาก Bryant Research กล่าวว่า “ปริมาณน้ำที่เทคโนโลยี AI ใช้ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มนมและเนื้อวัว หากเป้าหมายของเราคือการหยุดยั้งวิกฤตน้ำโลก เราต้องหันมาจัดการกับต้นตอที่สร้างผลกระทบที่รุนแรงที่สุด ซึ่งก็คือ ‘ภาคปศุสัตว์’ ที่ครองสัดส่วนการใช้น้ำจืดของโลกไปมากกว่าหลายเท่าตัว”
ความจริงที่มองไม่เห็น: การใช้น้ำของ AI vs น้ำที่ซ่อนอยู่ (Virtual Water) ในห่วงโซ่อาหาร
เมื่อสังคมเริ่มหันมาสนใจผลกระทบด้านทรัพยากรของเทคโนโลยีใหม่ หลายองค์กรด้านความยั่งยืนมองว่า บทสนทนาเรื่อง “การใช้น้ำ” ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่ควรถูกขยายไปสู่ระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง นั่นคือ “ระบบอาหาร”
แม้ AI จะเป็นประเด็นใหม่ที่ถูกจับตามอง แต่ในภาพรวมระดับโลก ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำจืดมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 70% ของการใช้น้ำจืดทั้งหมดของโลก และภายในภาคเกษตรกรรมเอง อุตสาหกรรมปศุสัตว์มีสัดส่วนการใช้น้ำประมาณ 30–40% ของการใช้น้ำในภาคเกษตรทั้งหมด แต่กว่า 90% ของน้ำในระบบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง
นั่นหมายความว่า เบื้องหลังอาหารจากสัตว์จำนวนมาก ไม่ได้มีเพียงน้ำที่ใช้ในฟาร์มเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “น้ำที่มองไม่เห็น” จำนวนมหาศาล ที่ถูกใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเพาะปลูกอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป ไปจนถึงการขนส่งก่อนอาหารจะมาถึงผู้บริโภค
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “เนื้อวัว” ซึ่งเป็นอาหารที่มี water footprint สูง โดยการผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม อาจต้องใช้น้ำประมาณ 15,400 ลิตร ขณะที่ผลิตภัณฑ์นมจำนวนมากทั่วโลกยังคงสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง การผลิตไข่ไก่ก็มี water footprint ที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลกของไข่ไก่อยู่ที่ประมาณ 3,300 ลิตรต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาภัยแล้งหรือความเสี่ยงด้านน้ำอยู่แล้ว
องค์กร NGO ระดับนานาชาติหลายองค์กร รวมถึง Sinergia Animal มองว่า ประเด็นเรื่องน้ำและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ควรถูกพูดถึงในมิติที่กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี ระบบอาหาร และรูปแบบการบริโภคที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรในระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง
ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของ AI ช่วยเปิดบทสนทนาเรื่องต้นทุนทรัพยากรของเทคโทคโนโลยีให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภาพใหญ่ ระบบการผลิตอาหารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์คือฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรน้ำ ที่ดิน และพลังงานในวงกว้าง และควรถูกยกเป็นประเด็นหลักในการพูดคุยเรื่องความยั่งยืน”
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากภาคเกษตรกรรมและการผลิตอาหารยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งภัยแล้ง ความผันผวนของสภาพอากาศ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่
หลายองค์กรจึงมองว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารที่รับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการพึ่งพาระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรสูง หรือการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและสวัสดิภาพสัตว์อย่างโปร่งใส จะเป็นส่วนสำคัญในการลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว การตั้งคำถามถึงการใช้น้ำอาจไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดอย่าง “อาหารในจานของเรา”
เพราะทุกมื้ออาหารไม่ได้สะท้อนเพียงสิ่งที่เราเลือกบริโภค แต่ยังเชื่อมโยงกับน้ำ ที่ดิน พลังงาน และชีวิตสัตว์ในระบบอาหาร การตระหนักถึงที่มาของอาหารจึงอาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนระบบอาหารที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
GGC โชว์ Q1/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท
GGC เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท รับอานิสงส์ธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ฟื้นตัว - เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำเคมีสีเขียวระดับสากล
PIS โชว์ฟอร์มสวย! Q1/69 รายได้พุ่ง 17% กำไรแตะ 78 ล้านบาท
PIS โชว์ฟอร์มสวย! Q1/69 รายได้พุ่ง 17% กำไรแตะ 78 ล้านบาท กอด Backlog แน่น 4,358 ล้านบาท คาดทั้งปีทะลุ 5 พันล้านบาทลุยประมูลงานใหม่เพียบ ดันผลงานปี 69 เติบโต 10-15% นิวไฮต่อเนื่อง
บ้านปู รุกคืบก๊าซและเพาเวอร์พลัส เสริมแกร่งศักยภาพ NewCo
บ้านปู รุกคืบก๊าซและเพาเวอร์พลัส เสริมแกร่งศักยภาพ NewCoกระบวนการควบรวม BPP เป็นไปตามแผน คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2569
OR คว้าอันดับ 1 Sustainability Yearbook 2026 จาก S&P Global ต่อเนื่องปีที่ 3
OR คว้าอันดับ 1 ของ Sustainability Yearbook 2026 จาก S&P Global ต่อเนื่องปีที่ 3 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับสากล
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ชี้ 'แบตเตอรี่ลิเธียม' ประโยชน์มหาศาล แต่มีโทษอนันต์ใช้งานระวัง
เหตุไฟไหม้รถบรรทุกที่บรรทุกแบตเตอรี่ลิเทียม สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากบนถนนบางนา-ตราด ขาเข้า ช่วงกิโลเมตรที่ 40 ดับไฟยาก ไหม้จนมอดทั้งคัน ก๊าซพิษฟุ้ง

