
การพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่กำลังเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของโลก มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จึงร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ Youth Co:Lab มาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมและผู้นำรุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้มีการจัดงาน Youth Co:Lab Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “A Moonshot for Youth-led Leadership, Innovation, and Entrepreneurship” รวบรวมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ภาคีเครือข่าย และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วภูมิภาค พร้อมผลักดันบทบาทของเยาวชนในการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจาก ESCAP, Commonwealth Secretariat, CVC Capital Partners, Microsoft, ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IsDB) และ Tencent
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Youth Co:Lab สนับสนุนเยาวชนอย่างครบวงจร ทั้งการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ การเชื่อมโยงเครือข่ายและแหล่งทุน การเสริมสร้างระบบนิเวศของพันธมิตร และการผลักดันนโยบายร่วมกับภาครัฐ เพื่อสร้างผู้ประกอบการและผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน

Shombi Sharp, Deputy Executive Secretary Shombi Sharpfor Partnerships and Coordination คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า เอเชียและแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีประชากรกว่า 4,000 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก เป็นที่ตั้งของเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดหลายประเทศ และยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก ซึ่งหมายถึงการมีทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ พลัง และศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาของโลก แต่ปัจจุบันประชาชนมากกว่า 90% ในภูมิภาคยังต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศในระดับที่ไม่ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของเอเชียและแปซิฟิก ก็กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว
Shombi กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของความหวังคือเยาวชนเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้นำของอนาคต แต่เป็นผู้นำของปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มีทั้งเครื่องมือ โอกาส และศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านการสร้างธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลก ตั้งแต่การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

Gerd Trogemann ผู้จัดการเครือข่ายนโยบายโลก แห่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า เมื่อ 10 ปีก่อน UNDP และ Citi Foundation ได้ตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากลงทุนกับคนรุ่นใหม่ในฐานะผู้นำ นักนวัตกรรม และผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง คำถามนั้นนำไปสู่การก่อตั้ง Youth Co:Lab ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้เข้าถึงเยาวชนกว่า 400,000 คน ใน 40 ประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่กว่า 48,000 คน สร้างและเสริมความเข้มแข็งให้กิจการเพื่อสังคมเกือบ 4,000 แห่ง และเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรกว่า 700 องค์กร ทั่วภูมิภาค
“อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มสุขภาพจิตในบังกลาเทศที่ช่วยให้ผู้คนกว่า 10 ล้านคน เข้าถึงบริการได้ การสร้างนวัตกรรมลดความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในประเทศไทย และการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในสิงคโปร์ ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง” Gerd กล่าว

ด้าน นฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนเปรียบเสมือนสถาปนิกแห่งอนาคต ผู้ที่จะร่วมออกแบบโลกของคนรุ่นต่อไป และเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน หลายคนอาจเชื่อว่าคำตอบอยู่ที่เทคโนโลยี เงินทุน หรือทรัพยากรต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดคือ ทรัพยากรมนุษย์ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากคนที่กล้าคิด กล้าลงมือทำ
“ ดังนั้นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่าง Citi Foundation และ UNDP เกิดขึ้นจากความเชื่อร่วมกันว่า การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยคนหรือองค์กรเพียงไม่กี่แห่ง แต่ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของทุกประเทศ” นฤมล กล่าว
สำหรับประเทศไทย นฤมล กล่าวว่า มีโครงการที่น่าสนใจหลายโครงการ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งของชุมชนชนเผ่าทางภาคเหนือ และโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนของชาวอาข่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสร้าง ความครอบคลุม ไม่ใช่เพียงการยอมรับความแตกต่าง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพราะหลายครั้งเยาวชนมีความฝัน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร Citi Foundation และ UNDP จึงตั้งใจทำหน้าที่เป็น Launchpad ที่ช่วยส่งพลังให้พวกเขาก้าวไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม การเดินทางครั้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยคนเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยกันผลักดัน

ชาคริต พรหมยศ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง ยังแฮปปี้ (YoungHappy) ผู้แทนเยาวชนทีมประเทศไทยในโครงYouth Co:Lab กล่าวว่า ได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มีเพียงไม่กี่ประเทศ เพราะ หากย้อนกลับไปในช่วง 8-10 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม ยังถือเป็นเรื่องใหม่มากในประเทศไทย มีผู้ประกอบการด้านนี้เพียงไม่กี่ราย แต่ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักว่าปัญหาของโลกมีมากขึ้น และได้รับแรงบันดาลใจจากนวัตกรรมและผู้ประกอบการในต่างประเทศ จึงเริ่มตั้งคำถามว่า การทำงานไม่ควรมีเป้าหมายเพียงแค่การสร้างรายได้ แต่ควรสร้างคุณค่าให้กับสังคมและโลกไปพร้อมกันด้วย ซึ่งโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมสามารถตอบโจทย์แนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี
ชาคริต มีมุมมองว่า คนรุ่นใหม่ต้องการการสนับสนุนใน 3 ด้านสำคัญ 1. Courage หรือความกล้าและกำลังใจ เพราะการสร้างนวัตกรรมหรือทำสิ่งใหม่ย่อมเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเข้าร่วมโครงการทำให้ผมได้พบคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนและสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน จึงกล้าที่จะเดินหน้าต่อ 2. Connection โครงการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการได้รับการรับรองจาก UNDP ซึ่งเปิดโอกาสให้ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ในช่วงที่ระบบสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมในไทยยังมีไม่มาก
และ 3. Collaboration หรือความร่วมมือ การสนับสนุนจาก Citi Foundation และ UNDP ไม่ได้จบแค่การมอบรางวัล แต่ยังช่วยสร้างเครือข่าย ผลักดันผ่านสื่อ และสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะการสร้างธุรกิจเพื่อสังคมต้องอาศัยเวลาและการสนับสนุนระยะยาว
“จุดแข็งของคนไทยคือความคิดสร้างสรรค์ เพราะเราอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายและมีโจทย์ให้แก้ไขมากมาย จึงได้เห็นเยาวชนไทยที่มีไอเดียและนวัตกรรมที่น่าสนใจอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายสำคัญ 3 เรื่อง คือ ทักษะภาษา การมองโอกาสให้ไกลกว่าตลาดในประเทศ และการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง แม้ธุรกิจเพื่อสังคมจะเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น แต่การสนับสนุนยังไม่สม่ำเสมอและนโยบายภาครัฐยังเปลี่ยนแปลงบ่อย สิ่งที่ชื่นชมคือการทำงานของ Citi Foundation ที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมายระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมเติบโตและสร้างผลกระทบได้อย่างยั่งยืน” ชาคริต กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สหประชาชาติเผย อย่างน้อย 58 ประเทศและดินแดนปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิด
รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารโดยข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า อย่างน้อย 58 ประเทศและดินแดนปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิด
UN ประณามการเสียชีวิตของเด็กจากปฏิบัติการของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์
วันนี้ (12 พ.ค.2569 สหประชาชาติประณามความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลและการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ที่ยึดครอง ซึ่งส่งผลให้เด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้ว 70 คนนับตั้งแต่ต้นปี 2025
เปิดจดหมาย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยฯ ประจานพฤติกรรมเขมรต่อประชาคมโลก
กต.เผยจดหมาย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยฯถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ ระบุการละเมิดต่อเนื่องของกัมพูชา
'นายกฯ' หารือบัวแก้วปมบินร่วมประชุม UN
นายกฯเร่ง รมต.ประสาน “สำนักงบฯ - ปกครอง” เยียวยาประชาชนชายแดนไทย - กัมพูชา ตรียมคุยกต. บินร่วม “UNGA” ก่อนแถลงนโยบาย ทำได้หรือไม่
'มาริษ' ฟ้อง 'ออตตาวา-ยูเอ็น' ให้กดดันกัมพูชาปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างสมบูรณ์
“มาริษ” เปิดข้อมูล ”เขมร”วางระเบิดใหม่ทำทหารไทยทุพพลภาพ ฟ้องรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ให้กดดันกัมพูชากลับสู่การปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างสมบูรณ์

