
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทยอยู่ในขั้นวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหลุมเทกองขยะกว่า 2 พันแห่งทั่วประเทศ ปัญหาฝุ่นPM2.5 มลพิษข้ามแดนจากแม่น้ำกก สาย รวก รวมถึงแม่น้ำโขงในปัจจุบัน การลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม
ไม่รวมภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดัชนีด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 90 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งกฎหมายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปกป้อง คุ้มครอง รวมถึงจัดการทรพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม ขณะที่ปัจจุบันมีข้อกังวลร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ มีช่องโหว่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ และกลไกคาร์บอนเครดิตที่บรรจุไว้ในร่างกฎหมายอาจกลายเป็นใบอนุญาตฟอกเขียวอย่างถูกกฎหมาย คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ภายในปีนี้

ในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2569 เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคมกว่า 14 องค์กร นัดหมายพร้อมเพรียงกันบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) แสดงจุดยืนปฏิเสธร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ด้วยเหตุผลสำคัญเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลและผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ และการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในที่ดิน และสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะระบุชัดเจนว่า รัฐมีพันธกรณีทางกฎหมายในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจะยืนยันว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืนเป็นสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยลงคะแนนอยู่ฝ่ายเสียงข้างมากพร้อมกับ 144 ประเทศ แต่ร่างกฎหมายโลกร้อนของไทยกลับยังสะท้อนแนวทางที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมฟอสซิลมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มเปราะบาง
ธารา กล่าวว่า ศาลโลกยืนยันรัฐบาลทุกประเทศที่ไปลงนามข้อตกลงปารีสมีข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีหน้าที่ควบคุมลดการปล่อยก๊าซเรือกระจก มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้กิจกรรมภายในเขตอำนาจของประเทศนั้น สร้างความเสียหายต่อชุมชนและประเทศอื่นด้วย ถ้าละเมิดพันธกรณีจะก่อให้เกิดความรับผิดทางกฎหมายระหว่างประเทศ ปัญหาคือ ประเทศไทยไม่มีพันธกรณีต่อศาลโลก อาจปฏิเสธได้ ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของฟิลิปินส์ยื่นฟ้องศาลโลกเพื่อให้บริษัทยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรับผิดชอบ เพราะฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติผลพวงโลกร้อน ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแม้กระบวนการพิจารณาใช้เวลาหลายปี

ผอ. Climate Connector หยิบยกบทเรียนจากต่างประเทศว่า เราเคยเห็นตัวอย่างระยะแรกของระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซของสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมฟอสซิลได้รับสิทธิปล่อยก๊าซฟรี ทั้งไม่สามารถลดมลพิษได้จริง และทำกำไรลาภลอยถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปแทบไม่ลดลง ด้านเกาหลีใต้ซึ่งมีคาร์บอนเครดิตที่รับรองว่ามีคุณภาพสูง การประเมินในเวลาต่อมาพบว่า มีการลดการปล่อยก๊าซเกินจริงถึง 18 เท่า สำหรับประเทศไทยร่างกฎหมายโลกร้อนมีแนวโน้มจะเดินตามรอยนี้
“ แต่เรายังไม่หมดหวัง มีกลไกระหว่างประเทศใช้ต่อสู้ ถึงเวลาที่เราต้องรวมตัวกันยืนหยัดเพื่อเรียกร้องสิทธิชอบธรรมในการจัดการทรัพยากร ปกป้องแผ่นดิน ผืนน้ำ บ้านเกิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ ไม่ใช่กฎหมายหลอกลวง ฟอกเขียว ร่างกฎหมายโลกร้อนที่จะเข้าสภาฯ “ ธารา กล่าว

สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลอุณหภูมิโลกร้อนเพิ่มขึ้น ภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ประชาชนได้รับผลกระทบ เพราะต้องพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีพ กรมโลกร้อนไม่ได้กำลังแก้ปัญหาโลกร้อน แต่กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่ผ่านกฎหมายโลกร้อน ตนอ่านร่างกฎหมายในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็น มี 14 หมวด มากกว่า 200 มาตรการ แต่ยังขาดเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม นิเวศ และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศที่จะเป็นกลไกปกป้องสิทธิของประชาชน
“ รัฐอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 ที่รัฐบาลไทยสัญญาในเวทีโลก ซึ่งเป็นเพียงวาทกรรม กฎหมายจะพาเราไปติดกับดักวงจรความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายกฎหมายโลกร้อนต้องมากกว่าลดก๊าซ มีกลไกคุ้มครองทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ มีกลไกฟื้นฟู เยียวยา เมื่อเกิดภัยพิบัติ และเป็นเครื่องมือฟ้องร้อนภาคเอกชนที่ก่อเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ “ สุรินทร์ กล่าว
นักวิชาการอิสระย้ำ 4 ประเด็นหลัก กฎหมายโลกร้อนรวมศูนย์อำนาจ ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ทั้งแง่สัดส่วนกรรมการ อำนาจการตัดสินใจในการยับยั้งหรือปฏิเสธโครงการต่างๆ ที่จะเข้าไปในชุมชนท้องถิ่น เช่น คณะกรรมการกฎหมายโลกร้อน 20 คน มีภาคประชาชนเพียง 4 คน ประการต่อมากฎหมายโลกร้อนให้รัฐทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต กฎหมายโลกร้อนไม่แตะโครงสร้างพลังานฟอสซิลของประเทศเลย ทั้งที่ 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากภาคพลังงาน แต่ไร้มาตรการควบคุม
“ กฎหมายฉบับนี้เน้นตลาดคาร์บอน ระบบภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน การผลักดันกลไกคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าผ่านโครงการคาร์บอนเครดิตโดยปราศจากการรับรองสิทธิชุมชน จะสร้างความเหลื่อมล้ำอีกระลอก ร่าง พ.ร.บ. มองป่าเป็นเพียงเครื่องมือดูดซับคาร์บอน เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของกลุ่มทุน แต่ละเลยมิติทางนิเวศวิทยาและวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากร สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือปรากฏการณ์การแย่งยึดที่ดินและความเหลื่อมล้ำทางสภาพอากาศที่เบียดขับคนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากที่ดินทำกิน และเปลี่ยนระบบนิเวศให้กลายเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อต่อลมหายใจให้อุตสาหกรรมฟอสซิล ขณะที่กองทุนโลกร้อนในกฎหมายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจสีเขียว ไม่ใช่เพื่อการปรับตัวหรือเยียวยาผลกระทบโลกร้อน จะไม่เกิดการแก้ปัญหาแท้จริง กฎหมายเขียนสวยหรู เอื้อให้กลุ่มทุนสวมเสื้อสีเขียว และปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป “ สุรินทร์ กล่าว

อรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง เช่น การกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน คือทางออกที่แก้ปัญหาตรงจุด การปลดแอกพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังคืนสิทธิและลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ที่สำคัญที่สุดการยุติมลพิษทางอากาศที่กำลังบั่นทอนสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ เป็นสิ่งที่ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตไม่มีวันทำได้
ปัจจุบันร่างกฎหมายโลกร้อนอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาอย่างละเอียดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) และเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม หลังจากครม.มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คาดว่า จะเข้าสู่การพิจารณาภายในปีนี้ ต้องเกาะติดอย่ากระพริบตา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
UN ประณามการเสียชีวิตของเด็กจากปฏิบัติการของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์
วันนี้ (12 พ.ค.2569 สหประชาชาติประณามความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลและการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ที่ยึดครอง ซึ่งส่งผลให้เด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้ว 70 คนนับตั้งแต่ต้นปี 2025
เปิดจดหมาย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยฯ ประจานพฤติกรรมเขมรต่อประชาคมโลก
กต.เผยจดหมาย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยฯถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ ระบุการละเมิดต่อเนื่องของกัมพูชา
'นายกฯ' หารือบัวแก้วปมบินร่วมประชุม UN
นายกฯเร่ง รมต.ประสาน “สำนักงบฯ - ปกครอง” เยียวยาประชาชนชายแดนไทย - กัมพูชา ตรียมคุยกต. บินร่วม “UNGA” ก่อนแถลงนโยบาย ทำได้หรือไม่
'มาริษ' ฟ้อง 'ออตตาวา-ยูเอ็น' ให้กดดันกัมพูชาปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างสมบูรณ์
“มาริษ” เปิดข้อมูล ”เขมร”วางระเบิดใหม่ทำทหารไทยทุพพลภาพ ฟ้องรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ให้กดดันกัมพูชากลับสู่การปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างสมบูรณ์
กลาโหมกัมพูชา แถลงโต้ไทย ละเมิดอธิปไตย-ถล่มพลเรือน ร้อง UN-อาเซียนประณาม!
กลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามไทย ละเมิดอธิปไตยอย่างจงใจ อ้างไทยใช้ F-16 ยิงถล่มเป้าหมายพลเรือนรุนแรงทั่วพื้นที่ชายแดน พร้อมยื่นเรื่องถึง UN, อาเซียน และนานาชาติ จี้หยุดการโจมตีทันที
'ภูมิธรรม' ถึงเยอรมัน ร่วมประชุม รมต. หารือการรักษาสันติภาพ
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.ธัชชัย อัจฉริยาการุณที่ปรึกษา รมว.กห.พร้อมคณะ เดินทางถึง กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

