นักวิชาการหนุนตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ชี้ไทยมีศักยภาพคนบทุกมิติ วางรากฐานอนาคต 10 ปี

17 มิ.ย.2569-ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความเห็นกรณีรัฐบาลจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียนและเอเชีย โดยระบุว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่ความทะเยอทะยานที่เกินจริง แต่เป็นการต่อยอดจากศักยภาพและรากฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน อุตสาหกรรมอวกาศ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และประเทศไทยเองก็มีบทบาทอยู่แล้วในห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการส่งออก

“ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีทั้งฐานอุตสาหกรรม ความรู้ด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และบุคลากรที่มีศักยภาพ เพียงแต่ที่ผ่านมาเรายังขาดการผลักดันเชิงนโยบายอย่างจริงจัง การตั้งคณะกรรมการระดับชาติจึงเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตชิปของโลก ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ ฐานธุรกิจที่รองรับอยู่แล้ว กำลังคนด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกในการจัดหาวัตถุดิบและเทคโนโลยี

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าส่งออกที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง แตกต่างจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมหลายประเภทที่เริ่มเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวหรือเติบโตช้าลง ขณะที่ความต้องการชิปทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ AI รถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีอวกาศ

“เราต้องการเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดโลก ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะเปิดโอกาสให้หลายประเทศเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดร่วมกัน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมองว่าการจัดตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการศึกษาผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ขณะเดียวกันภาคธุรกิจจะมีความมั่นใจในการลงทุนระยะยาว ส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงตั้งแต่วันนี้ อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยี

“สินค้าการเกษตรและอุตสาหกรรมแบบเดิมสร้างมูลค่าเพิ่มได้จำกัด ขณะที่ชิปและเทคโนโลยีขั้นสูงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าหลายเท่า หากไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและยกระดับรายได้ของประเทศ การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

นักวิชาการยังเปรียบเทียบว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบัน มีความแตกต่างจากยุคที่ไทยก้าวขึ้นเป็น “Detroit of Asia” หรือฐานการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคเมื่อหลายสิบปีก่อน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรม ความเชี่ยวชาญของภาคเอกชน และบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“เมื่อ 40 ปีก่อน ไทยเพิ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม แต่วันนี้เรามีฐานความรู้ มีผู้ประกอบการที่แข่งขันในตลาดโลกได้ และมีเยาวชนที่ประสบความสำเร็จในเวทีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเรามีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังชี้ว่า จุดแข็งสำคัญของไทยคือการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุล ไม่เลือกข้างในความขัดแย้งของมหาอำนาจ ทำให้สามารถสร้างความร่วมมือและดึงดูดการลงทุนจากทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และยุโรปได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการแข่งขันเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายอย่างจริงจัง ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา พร้อมเร่งพัฒนาทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าภายใน 5-10 ปีข้างหน้า ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญของโลกได้อย่างแน่นอน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เอาจริง! รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน

“อนุทิน” ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน ดึงหัวหน้าส่วนราชการ-ตัวแทนเอกชน นั่งกรรมการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน ดันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ควบคู่พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม 14 มิถุนายน 2569 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลมีนโยบายในนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์(Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ ปี พ.ศ. 2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้เผื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงนายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติขึ้น โดยนโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโช่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ และมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯได้แก่ 1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย 2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ 3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใหเเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ

แบบนี้ต้องชม!นักรัฐศาสตร์ชี้ รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่ รับฟังเสียงประชาชน

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารประเทศในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับกา

ECHO CHAMBER สะเทือนไทย! นักวิชาการเตือนอย่ารีบเชื่อข่าวพลังงานในโลกออนไลน์ ชี้บิดเบือนเยอะ

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อสถ

นักวิชาการยกคำ 'ธนาธร' ตั้งคำถามพรรคส้ม หลังเคยลั่น พรรคอันดับ 2 ไม่ควรชิงนายกฯหากแพ้ ถึง 30 เสียง

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชนตัดสินใ

'ดร.เชษฐา' เปิดปมบัตรเลือกตั้ง ชี้เทียบปี 49 ไม่ได้ เพราะขั้นตอนกาบัตรเป็นความลับ ยังห่างไกลเลือกตั้งโมฆะ

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อข้อถกเถียงในสังคมกรณีมี QR Code/บ

นักวิชาการชี้ 'ภูมิใจไทย' มาถูกทาง หลังประกาศ คุมงานมั่นคง-เศรษฐกิจ

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กของหัวหน้าพรรคภูมิใ