แพทย์มช. เผยคำพูดที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากผู้ป่วยวาระสุดท้าย…อ่านแล้วใจหาย

29 ก.ค.2569-เพจคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (official)  โพสต์ข้อความว่า แพทย์ มช. เผย “คำพูดสุดท้าย” ที่ได้ยินบ่อยจากผู้ป่วยวาระสุดท้าย อ่านแล้วใจหาย… เพราะสิ่งที่พวกเขากลัว อาจไม่ใช่ “ความตาย” แต่คือสิ่งนี้…ที่หลายคนอาจไม่เคยคิดถึง

เนื้อหาอยู่ในเว็บไซต์ https://www.med.cmu.ac.th/web/forhealth/health-and-medical/29424

หลายคนคิดว่า เมื่อแพทย์บอกว่าโรครักษาไม่หาย สิ่งที่ผู้ป่วยกลัวที่สุดคงเป็น “ความตาย”

แต่จากประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง กลับพบว่า สิ่งที่อยู่ในใจของผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด หากเป็นการมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ในทุกวันที่ยังเหลืออยู่

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้กังวลว่าตนเองจะเสียชีวิตเมื่อไร แต่กังวลว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวด กลัวการนอนติดเตียง กลัวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ไม่อยากเป็นภาระของคนที่รัก”

หลายคนยังมีเรื่องที่ค้างคาใจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพย์สิน พินัยกรรม ภาระทางการเงิน หรือเพียงความหวังเล็ก ๆ ที่อยากมีโอกาสเห็นลูกเรียนจบ เห็นหลานเกิด หรือได้กลับไปใช้ชีวิตในบ้านของตนเอง

คำพูดที่ทีมรักษาได้ยินบ่อยที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า “ช่วยให้ผมหาย” แต่กลับเป็น

“ไม่อยากเจ็บปวด”

“ไม่อยากเป็นผู้ป่วยติดเตียง”

“ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว”

และ “อยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด…แต่ขอให้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนว่า ในช่วงท้ายของชีวิต ผู้ป่วยไม่ได้ต้องการเพียงเวลาที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องการเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย

เรื่องที่หลายครอบครัวไม่กล้าพูด

เมื่อคนในครอบครัวล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรง หลายคนเลือกหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องอนาคต เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะหมดกำลังใจ

แต่ความเงียบกลับอาจทำให้ทุกฝ่ายต้องเผชิญความไม่แน่นอนเมื่อถึงวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้อีก

คำถามง่าย ๆ ที่ควรถามตั้งแต่วันนี้ เช่น

• หากอาการทรุดลง อยากได้รับการดูแลแบบไหน

• อยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่บ้านหรือโรงพยาบาล

• อยากรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมากน้อยเพียงใด

• มีเรื่องใดที่ยังค้างคาใจ หรืออยากจัดการให้เรียบร้อยหรือไม่

แม้เป็นคำถามที่ยาก แต่การได้พูดคุยกันตั้งแต่ผู้ป่วยยังตัดสินใจได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวคลายความกังวล ลดความสับสน และทำให้การตัดสินใจในอนาคตเป็นไปตามความตั้งใจของผู้ป่วยจริง ๆ

การรับฟัง…คือการรักษาอีกแบบหนึ่ง

หัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง ไม่ใช่เพียงการรักษาโรค แต่คือการรับฟังว่า “ผู้ป่วยให้คุณค่ากับอะไร”

เมื่อทีมรักษาเข้าใจความต้องการของผู้ป่วย การดูแลก็จะสอดคล้องกับชีวิตที่ผู้ป่วยอยากมี ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความเจ็บปวด การจัดการเรื่องที่ยังค้างคาใจ การรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือการวางแผนร่วมกับครอบครัวก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถสื่อสารได้

ประเทศไทยยังมีกฎหมายรองรับการทำ “หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า” (Living Will) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถระบุความประสงค์เกี่ยวกับการรักษาในช่วงท้ายของชีวิตไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้ครอบครัวและทีมรักษาตัดสินใจได้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย แม้ในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้แล้ว

สามารถศึกษาตัวอย่างรูปแบบเอกสารได้จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เว็บไซต์ www.thailivingwill.in.th  เว็บไซต์ https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ https://w1.med.cmu.ac.th/family/knowledge/for-doctor/book/6167 ของภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง

ความเข้าใจผิดที่ควรเปลี่ยน

หลายคนยังเข้าใจว่า การดูแลแบบประคับประคองคือการหยุดรักษา หรือเป็นการรอให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

แต่ในความเป็นจริง การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ หากเป็นการดูแลควบคู่กับการรักษาหลัก โดยมุ่งบรรเทาความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เช่นเดียวกับความเชื่อที่ว่ามอร์ฟีนทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะยาดังกล่าวใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการหอบเหนื่อย ภายใต้ข้อบ่งชี้และการดูแลของแพทย์อย่างเหมาะสม

ส่วนการุณยฆาตนั้น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ การดูแลแบบประคับประคองจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการเสียชีวิต แต่เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างเป็นธรรมชาติ โดยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

เพราะการดูแลที่ดีที่สุด…ไม่ใช่การยื้อชีวิตเสมอไป

การดูแลแบบประคับประคองเป็นการดูแลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ และไม่ควรเริ่มต้นเฉพาะช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด

ในประเทศไทย การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ผู้ป่วยก็ยิ่งมีโอกาสใช้ชีวิตตามคุณค่าที่ตนเองต้องการ ขณะที่ครอบครัวก็มีเวลาพูดคุย วางแผน และเตรียมความพร้อมร่วมกัน

ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้เปลี่ยนจุดหมายปลายทางของชีวิต แต่เปลี่ยนวิธีการเดินทางให้เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ป่วย และความรักที่ยังคงอยู่ในทุกช่วงเวลาจนถึงวันสุดท้าย

เพราะบางครั้ง…ของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้คนที่รัก ไม่ใช่การยื้อเวลาให้นานที่สุด แต่คือการทำให้ทุกวันที่เหลืออยู่ เป็นวันที่มีคุณภาพและมีความหมายที่สุด.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :อ.พญ.ถวัลย์รัตน์  รัตนสิริ อาจารย์ประจำหน่วยการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาผู้บริโภค เผยคดีฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์เริ่มต้นแล้ว ศาลส่งหมายครบ 17 บริษัท นัดพร้อม 3 ส.ค.นี้

คดีฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์มีความคืบหน้าอีกขั้น หลังบริษัทที่ถูกฟ้องร้องทั้งในไทยและต่างประเทศได้รับสำเนาคำฟ้องและหมายศาลครบถ้วน ก่อนวันนัดพร้อม 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ

ทภ.1 แจงทหารเหยียบกับระเบิดขณะเคลียร์พื้นที่บ้านหนองจาน กำชับให้ดูแลเต็มที่

ทภ.1 ชี้แจง กำลังพลได้รับอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ บ.หนองจาน กำชับให้ดูแลอย่างดีที่สุด พร้อมเน้นย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างความรอบคอบไม่ประมาท ปัจจุบันสร้างพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 76.73%

เด็กไทยเจ๋ง! คว้า 10 รางวัล เวทีแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ 2026 IMC ที่ประเทศสิงคโปร์

เด็กไทยคว้ารางวัล 2 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดง และ 3 ชมเชย ในรายการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ 2026 IMC แข่งที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 600 คน จากสมาชิกภาพ 15 มณฑล ได้เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย เดินสายการบิน TG 408

ผลตรวจปลอกกระสุนยิงใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี พบปืน 10 กระบอก ใช้ก่อเหตุ 36 คดีในพื้นที่นราธิวาส

กอ.รมน.ภาค 4 สน. เผยผลตรวจนิติวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงปืน 14 กระบอกพัวพัน 37 คดี พบหลักฐานโยงเหตุคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง กับบึ้มรถชาวมาเลย์