ม.ธรรมศาสตร์ เปิดตัวนิทรรศการกึ่งถาวร “SDGs เพื่อประชาชน” พร้อมตั้งคำถามตัวโต “มาตรฐานชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย” 4 วิทยากรร่วมวิเคราะห์ผลกระทบ-ต้นทุนที่ทำให้ผู้คนมีมาตรฐานชีวิตที่ดี พร้อมข้อเสนอถึงทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
1 ตุลาคม 2569 - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเปิดตัวนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 “บทสรุปความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกที่ไกลตัว ให้เป็นการตัดสินใจและลงมือทำในชีวิตประจำวัน พร้อมจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ชีวิตดีในเมือง ใครเป็นคนจ่าย” เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำให้สังคมมีสินค้า หรือบริการที่นำไปสู่มาตรฐานชีวิตที่ดีในปัจจุบัน พร้อมกับมีข้อเสนอ และ Call to Action เพื่อให้ทุกภาคส่วนมาบูรณาการความร่วมมือกันในการออกแบบแนวทางการมีมาตรฐานชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน
ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ และสังคมว่า ใบเสร็จค่าโทรศัพท์ที่ทุกคนต้องจ่ายไป เพื่อทำให้ได้มีและใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการทำงาน หรือการเรียน แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เพราะหากมองย้อนกลับไปยังต้นทางที่กว่าจะเป็นโทรศัพท์ 1 เครื่อง จะเห็นทั้งเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ โรงงานประกอบ คนงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) แหล่งผลิตพลังงาน ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยในไทยก็จะมีที่ จ.ปราจีนบุรี หรือ จ.ระยอง ซึ่งได้บางขั้นตอนก็ได้ส่งผลกระทบไปถึงผู้คนอื่นๆ ด้วย
ตัวอย่างเช่น เหมืองแร่แรร์เอิร์ธทางภาคเหนือของไทยที่ส่งมลพิษ เช่น สารหนู ฯลฯ ลงไปในแม่น้ำกก แม่น้ำแม่สาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง และทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ จ.เชียงราย ไปจนถึงจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งสิ่งที่เหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จค่าโทรศัพท์ แต่คนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระดังกล่าวไว้ และที่สำคัญคนเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจด้วย เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้โทรศัพท์อย่างเราๆ หรือกระทั่งการอ่านข่าวของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก
“ฉะนั้น เวลาจะพูดถึงความสะดวกในต้นทุนที่ต่ำ ที่จะต้องจ่าย จะต้องใช้ หรือต้องบริโภคสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยากให้ตระหนักอยู่เสมอว่ามีคนที่แบกรับภาระอื่นๆ แทนเราอยู่ โดยที่เราอาจจะไม่ได้สนใจ หรือแคร์กับชีวิตเขา ซึ่งเป็นคนที่แบกรับความเสี่ยงนั้นอยู่บนร่างกาย หรือคนในครอบครัวของเขา” ผศ.วีรบูรณ์ กล่าว
รศ. พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติสุขภาพ โดยเน้นไปที่เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพว่า เนื่องด้วยชีวิตของผู้คนในเมืองที่ต้องรีบเร่ง ทำให้เมื่อเจ็บป่วย ทุกคนต่างก็ต้องการหายให้เร็วที่สุด จึงอาจเลือกใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เช่น เมื่อเป็นไข้หวัดหรือท้องเสีย ก็อาจจะซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนอาการท้องเสียหลายกรณีสามารถหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ที่สำคัญการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคติดเชื้อในอนาคต
รศ. พญ.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า เมื่อเราใช้ยาปฏิชีวนะ ยาจะฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ไวต่อยา แต่เชื้อดื้อยาอาจรอดชีวิตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปยังเชื้อแบคทีเรียอื่นได้ ส่งผลให้โรคติดเชื้อที่เคยรักษาได้ง่ายกลับรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงขึ้นและรักษานานขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่พบเชื้อบางชนิดดื้อยาหลายขนาน จนเหลือทางเลือกในการรักษาน้อยมาก และบางกรณีอาจไม่มียาที่รักษาได้ผล ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
“จริง ๆ แล้ว ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาล แต่สามารถแพร่กระจายระหว่างคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมีการใช้ยาต้านจุลชีพทั้งในคน สัตว์ และภาคการเกษตร นอกจากนี้ เชื้อดื้อยา ยีนดื้อยา และยาต้านจุลชีพที่ตกค้าง ยังสามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมผ่านน้ำเสียจากโรงพยาบาล ชุมชน และฟาร์มปศุสัตว์ และอาจกลับมาสู่คนผ่านอาหารและน้ำได้อีก ดังนั้น การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงต้องมองให้ครบทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด One Health หรือสุขภาพหนึ่งเดียว ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเน้นการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุสมผลในทุกภาคส่วน และการลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ. พญ.อัจฉรา กล่าว
รศ. ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวถึง บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถช่วยลดต้นทุนที่มองเห็นได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ และวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังช่วยลด “ต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Externalities) ซึ่งไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้าและบริการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น และภาระที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องจนถึงผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็ก โรงเรือนเกษตร และธุรกิจ SMEs ที่ต้องเผชิญต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ และการขนส่ง เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจนำไปสู่การเกิดภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วม และภัยแล้งให้กับทั้งในประเทศไทย และระดับโลก
ทั้งนี้ ส่วนตัวมองถึง 5 เทคโนโลยีลดต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม ยกระดับเกษตรกรและผู้ประกอบการ สู่การผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จเหล่านั้น มีอยู่ 5 เรื่องด้วยกันที่ควรทำ ได้แก่ 1. การทำระบบลดการใช้ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จัดการเปิดปิดระบบต่าง ๆ ที่ใช้ไฟฟ้า 2. การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่ทดแทนพลังงานฟอสซิลให้มากขึ้น 3. การลงทุนในนวัตกรรมที่ทำให้ลดระยะทางการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ระยะทางลดลง ใช้พลังงานลดลง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4. การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ศาสตร์การปลูกข้าวน้ำน้อย ฯลฯ และ 5. เกษตรกรต้องยกระดับตัวเองมาใช้ระบบข้อมูลในการวางแผนการผลิต และจำหน่ายให้มากขึ้น โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพของผลผลิต
“การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม จะช่วยเชื่อมโยงการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจกับการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่มักไม่ได้ปรากฏอยู่ในใบเสร็จของสินค้าและบริการ ที่เราทุกคนต้องจ่ายอย่างแท้จริง” รศ. ดร.สุเพชร กล่าว
รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่ ผู้ช่วยหัวหน้ายุวชนชาย สมาคมสร้างคุณค่าในประเทศไทย (Soka Gakkai Thailand) กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขที่ทุกคนสามารถทำได้ว่า ทุกคนในโลกใบนี้เป็นคนธรรมดากันหมด ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำได้ และเป็นหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ เริ่มต้นจากตัวเราเอง เช่น ดูแลสุขภาพให้ดี การแยกขยะ ฯลฯ ซึ่งแม้การกระทำเหล่านี้จะดูเป็นส่วนเล็กๆ แต่ถ้าทำได้ ก็อาจจะมีขยายผลไปคนที่ 2 คนที่ 3 และคนที่ 4 ตามมาเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโลกได้
“ดร.ไดซาขุ อิเคดะ ซึ่งเป็นประธานสมาคมโซคาสากล (Soka Gakkai International) นำเสนอแนวคิดที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์หนึ่งคน สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกได้” อีกทั้ง ดร. อิเคดะยังให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ท่านกล่าวว่า “คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกสดใหม่ และมีความเชื่อมั่นในอุดมคติ พวกเขามีพลังงานมหาศาลที่จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของผู้คน และสร้างปฏิกริยาลูกโซ่เชิงบวก” เช่นเดียวกับ ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ก่อตั้ง “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” ขึ้น เพื่อให้บัณฑิตไปเรียนรู้ชีวิตจริง เข้าใจความยากลำบาก และนำกลับมาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อว่า อาจารย์ป๋วยมองว่าคนรุ่นใหม่คือพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้เช่นกัน” รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว
ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธรรมศาสตร์มีการจัดงานนิทรรศการ SDGs ในลักษณะหมุนเวียน มาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 โดยตั้งใจทำให้เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร เพราะในอนาคตจะมีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จัดแสดงเพิ่มเติม เพื่อให้พื้นที่ตรงนี้เกิดการใช้ประโยชน์และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เรื่องเป้าหมายการที่พัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ธรรมศาสตร์จะไม่ได้หยุดแค่ตัวชี้วัดที่ 16 การส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง มธ. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกโดย Times Higher Education โดยจะมีการทำในเรื่องอื่นที่คิดว่ามีจุดแข็ง และความสามารถที่จะทำ ไม่ว่าจะการพัฒนาหลักสูตร การทำวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการออกไปให้บริการวิชาการกับสังคม เพราะการจัดอันดับก็เป็นสิ่งที่ภายนอกมองเข้ามาที่ มธ. แต่สำหรับภายใน มธ. เองก็จะขับเคลื่อนสิ่งนี้ต่อไปในฐานะพันธกิจ และปรัชญาที่สำคัญของมหาวิทยาลัยต่อไป
อนึ่ง นิทรรศการในครั้งนี้ เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร ซึ่งการจัดแสดงแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต (Journey to a Sustainable Future) โดยมีจุดเด่น คือ การชวนสำรวจความยั่งยืนผ่านใบเสร็จที่แท้จริง (The Real Receipt) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุกการใช้ชีวิต และมาตรฐานชีวิตที่ดี ล้วนมีต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าราคาที่อยู่ในใบเสร็จ โดยจะมีทั้งหมด 5 โซน คือ อาหาร บ้านที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพ และสมาร์ตโฟน และ 2. เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก 1 คน (Start With One) เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกๆ คนสามารถมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้ด้วยการเริ่มที่ตัวเราเองในกิจวัตรประจำวันใกล้ตัว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มธ.ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ปรับหลักสูตร-เปิดคลังหน่วยกิต
“ม.ธรรมศาสตร์” ประกาศทิศทางผลิตนักศึกษาตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ตั้งเป้าบัณฑิต “มีงานทำ 100%” เดินหน้าพัฒนาทักษะสำคัญแห่งอนาคต – ปรับหลักสูต
นักวิชาการ มธ. แนะปรับสูตร 'ไทยช่วยไทยพลัส' ช่วยตรงจุด-หวังผลยาว
นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอรัฐบาล หากต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 1-2 เดือน ควรปรับเงื่อนไขแทนใช้รูปแบบเดิม แบ่งความช่วยเหลือตามความเปราะบาง
มธ. จัดเสวนา 'วันรพี' ถอดบทเรียนพระกรณียกิจ 'พระองค์ภา' พร้อมข้อเสนอพัฒนา 'กระบวนการยุติธรรม'
ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาถอดบทเรียนพระกรณียกิจ “พระองค์ภา” เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย นักวิชากา
เปิดงานวิจัย 'มธ.' ออกแบบโรงเรียน รับมือเหตุกราดยิง
เปิดงานวิจัย 'ธรรมศาสตร์' ออกแบบโรงเรียนเพื่อป้องกันเหตุกราดยิง 'รองอธิการบดี มธ.' ชงรัฐบรรจุแผนซ้อมเผชิญเหตุก่อการร้ายเข้าไปในหลักสูตรเหมือนซ้อมหนีไฟ
มธ.โชว์โมเดลบำบัดผู้เสพยาบ้า 9 วัน ใช้สมุนไพร-แพทย์แผนไทย ชงรัฐขยายผล
การปรับนโยบาย “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” ช่วงปี 2564 ในมุมหนึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมกลั
นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ ฉุดเศรษฐกิจเสียโอกาส 3 แสนล้าน จี้รัฐยกเครื่องเรือนจำ
ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาตีแผ่ปัญหา “ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย” ชี้ ปัจจุบันนักโทษไทยล้นคุก เพราะ “สังคมเหลื่อมล้ำ-ความไม่รู้กฎหมาย-ระบบการดูแลที่ไม่มีปร




