
ใกล้ฤดูเกี่ยวข้าวนาปีแล้วครับ
ชาวนาหลายพื้นที่คงเริ่มดูข้าวในนากันแล้วว่าอีกกี่วันจะเกี่ยวได้ ใครยังไม่ได้จองรถเกี่ยวก็ต้องรีบหน่อย เพราะพอถึงเวลาข้าวสุก จะไปบอกให้มันรออีกสิบวันคงไม่ได้
แต่ปีนี้มีข่าวรถเกี่ยวข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผมอยากชวนคุยสักหน่อย
รถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่ารถเกี่ยวข้าว EV จำนวน 500 คัน ที่คุณสุริยะเตรียมเสนอขอใช้เงิน 8,000 ล้านบาท จากกรอบเงินกู้ของรัฐบาล
เฉลี่ยแล้วคันละ 16 ล้านบาท!
เห็นตัวเลขแล้วผมอยากเห็นหน้าตารถขึ้นมาทันที
ราคาอย่างนี้ไม่รู้เวลาเกี่ยวข้าวจะมีเสียงเพลงคลอไปด้วยหรือเปล่า
คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่า แม้รถเกี่ยวข้าวไฟฟ้าจะมีราคาแพงกว่ารถใช้น้ำมัน แต่ระยะยาวจะช่วยประหยัดต้นทุน อายุการใช้งานประมาณ 14 ปี แถมยังช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย
ที่สำคัญ รัฐบาลตั้งใจจะให้ชาวนาใช้บริการฟรี!
อ้าว...อย่างนี้ก็ดีสิครับ
ทุกวันนี้ชาวนาต้องเสียค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวกันอยู่แล้ว
เอาอย่างจังหวัดศรีสะเกษก็ได้ครับ บางหมู่บ้านมีรถเกี่ยวข้าวรับจ้างกันหลายคันแล้ว แต่ค่าเกี่ยวก็ยังอยู่ที่ไร่ละ 800 กว่าบาท
สำหรับชาวนา เงินจำนวนนี้ไม่ใช่น้อยๆ เพราะกว่าจะถึงวันเกี่ยวข้าวก็จ่ายกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ทั้งค่าไถ ค่าพันธุ์ข้าว ค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าแรง
พอข้าวสุกก็ต้องหาเงินมาจ่ายค่าเกี่ยวอีก
เพราะฉะนั้น ผมเข้าใจความคิดของคุณสุริยะที่อยากเอารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้ามาช่วยลดต้นทุนให้ชาวนา ถ้าได้ใช้บริการฟรีจริง ก็ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้ไม่น้อย
เรื่องดีๆ อย่างนี้จะไปค้านทำไม
เพียงแต่พอเห็นตัวเลขรถ 500 คัน กับเงิน 8,000 ล้านบาท ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า จะช่วยชาวนาได้มากน้อยแค่ไหน
แล้วถ้ามีชาวนาอยากใช้รถฟรีพร้อมกัน ใครจะได้คิวก่อน?
ใครจะเป็นคนจัดคิว และใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสิน?
เรื่องนี้สำคัญนะครับ เพราะรถมีเพียง 500 คัน แต่ชาวนาที่อยากใช้บริการฟรีอาจมีมากกว่านั้นหลายเท่า
ลองมาดูตัวเลขกันสักหน่อย
ข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ สำหรับปีเพาะปลูก 2569/70 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนในกลุ่มเป้าหมายมาตรการช่วยเหลือประมาณ 4.69 ล้านครัวเรือน และคาดการณ์พื้นที่ปลูกข้าวนาปีไว้กว่า 60 ล้านไร่
เอาแค่จังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดเดียว ข้อมูลพื้นที่นาปีในช่วงไม่กี่ปีก่อนก็มีมากกว่า 4 ล้านไร่แล้ว
สุรินทร์อีกกว่า 3 ล้านไร่ ร้อยเอ็ดกว่า 3 ล้านไร่ ศรีสะเกษก็ประมาณ 3 ล้านไร่
แค่สี่จังหวัดนี้ก็ปาเข้าไปกว่า 13 ล้านไร่
ยังไม่นับบุรีรัมย์ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา และจังหวัดทำนาอื่นๆ อีกมากมาย
ผมไม่ได้คิดว่ารถ 500 คันต้องไปเกี่ยวข้าวให้ครบทั้งประเทศอยู่แล้ว เพราะทุกวันนี้เขามีรถเกี่ยวข้าวเอกชนรับจ้างกันอยู่แล้ว
แต่ในเมื่อรัฐบาลจะกู้เงินมาซื้อรถให้ชาวนาใช้ฟรี ก็ควรบอกกันหน่อยว่าตั้งใจจะช่วยชาวนากี่ราย และช่วยได้กี่ไร่
ลองสมมติว่ารถเกี่ยวหนึ่งคันทำงานได้ 1,000-1,500 ไร่ต่อฤดู
รถ 500 คันก็จะเกี่ยวข้าวได้ประมาณ 500,000-750,000 ไร่
ตัวเลขนี้เป็นเพียงการลองคำนวณนะครับ ยังไม่ใช่ผลทดสอบรถไฟฟ้าของโครงการ
แต่ลองเทียบกับพื้นที่นาปีทั่วประเทศกว่า 60 ล้านไร่ดูสิครับ
ยังไม่ถึง 2% ด้วยซ้ำ
แล้วรถ 500 คันนั้นจะไปอยู่ที่ไหน
สมมติจังหวัดร้อยเอ็ดได้รับรถไป 10 คัน มีพื้นที่นาข้าวประมาณ 3 ล้านไร่
สิบคันนั้นจะเอาไปไว้ที่อำเภอไหน ตำบลไหน หมู่บ้านไหน
ใครเป็นคนตัดสิน
นายอำเภอ เกษตรอำเภอ นายก อบต. กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน?
หรือจะมีคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาว่าใครควรได้เกี่ยวข้าวก่อน
แหม...แค่คิดก็เริ่มสนุกแล้วครับ
สมมติหมู่บ้านหนึ่งมีชาวนา 50 ราย ข้าวสุกพร้อมกันเกือบหมด แต่ได้รถเกี่ยวฟรีมาเพียงคันเดียว
จะทำอย่างไรกันดี
จับสลากหรือครับ?
ใครจับได้เบอร์หนึ่งก็เกี่ยวก่อน ส่วนเบอร์ห้าสิบก็นั่งมองข้าวตัวเองไปพลางๆ
ถ้าโชคดีฝนไม่ตกก็คงพอทน แต่ถ้าฝนลง ข้าวล้ม ข้าวร่วง หรือคุณภาพเสียหายขึ้นมา ใครรับผิดชอบ
ชาวนาคงไม่มานั่งดีใจหรอกครับว่ารัฐบาลกำลังช่วยลดการปล่อยคาร์บอน
แกคงอยากรู้มากกว่าว่ารถเกี่ยวจะมาถึงนาวันไหน
แล้วลองคิดต่ออีกนิด
ชาวนาสองคนมีนาอยู่ติดกัน ข้าวสุกพร้อมกัน คนหนึ่งได้ใช้รถของรัฐฟรี อีกคนไม่ได้คิว ต้องไปจ้างรถเอกชนไร่ละ 800 กว่าบาท
คนที่ต้องควักเงินจะรู้สึกอย่างไร
ถ้าเกิดมีเสียงบ่นว่า คนได้คิวก่อนเป็นญาติกำนัน เป็นคนรู้จักผู้ใหญ่บ้าน หรือสนิทกับนักการเมืองท้องถิ่นขึ้นมาล่ะ
ผมไม่ได้บอกว่าจะมีใครทำอย่างนั้นนะครับ
แต่เมื่อของฟรีมีจำนวนจำกัด คนอยากได้มีมากกว่า ระบบจัดสรรต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้นเรื่องยุ่งๆ ตามมาได้แน่
นี่แหละที่ผมอยากฟังจากคุณสุริยะ
ไม่ใช่แค่บอกว่ารถไฟฟ้าดีอย่างไร ประหยัดน้ำมันเท่าไหร่ หรือจะช่วยลดคาร์บอนได้มากแค่ไหน
ช่วยบอกด้วยว่าจะบริหารรถทั้ง 500 คันกันอย่างไร!
รถ 500 คันนี้จะเป็นทรัพย์สินของหน่วยงานไหน ใครเป็นคนขับ ใครดูแล ใครจ่ายค่าซ่อม ใครรับผิดชอบแบตเตอรี่ และใครจัดคิวให้ชาวนา
ถ้ารถเสียกลางฤดูเกี่ยวข้าว จะมีรถสำรองหรือไม่
หรือจะให้ชาวนาโทรศัพท์ตามช่าง แล้วบอกข้าวในนาว่าอดทนหน่อยนะ อีกสามวันช่างมา
พูดถึงตรงนี้ ผมนึกถึงอีกอาชีพหนึ่งขึ้นมา
คนที่ลงทุนซื้อรถเกี่ยวข้าวมารับจ้างชาวนานั่นแหละครับ
เขาก็มีต้นทุน ต้องผ่อนรถ ซื้อน้ำมัน จ่ายค่าแรงคนขับ ค่าซ่อมบำรุง
ถ้าวันหนึ่งรัฐเอารถมาให้บริการฟรีในพื้นที่เดียวกัน คนทำอาชีพรถเกี่ยวรับจ้างจะอยู่กันอย่างไร
แน่นอน รถเพียง 500 คันคงไม่ได้ทำให้ธุรกิจรถเกี่ยวข้าวทั่วประเทศหายไป แต่พื้นที่ไหนที่ได้รับรถฟรีไป ก็อาจมีผลต่อผู้ประกอบการในพื้นที่นั้น
เรื่องนี้ต้องคิดด้วย
แล้วผมก็กลับมาที่เงิน 8,000 ล้านบาทอีกครั้ง
คุณสุริยะบอกว่ารถไฟฟ้าจะช่วยประหยัดเงินได้มากในระยะยาว
ผมอยากเห็นวิธีคำนวณครับ
รถคันละ 16 ล้านบาทนั้นรวมอะไรไว้บ้าง รวมระบบชาร์จ ค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ และค่าใช้จ่ายตลอด 14 ปีหรือยัง?
เพราะเงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินที่คุณสุริยะหยิบออกจากกระเป๋าตัวเองมาซื้อรถแจกชาวนา
เป็นเงินที่ประเทศต้องกู้มาใช้
เงิน 8,000 ล้านบาทไม่ใช่น้อยๆ นะครับ
ถ้าเอาไปช่วยลดต้นทุนการทำนาในด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าเกี่ยวข้าว ค่าปุ๋ย หรือค่าใช้จ่ายที่ชาวนาต้องแบกรับอยู่ทุกปี จะช่วยชาวนาได้มากกว่าหรือน้อยกว่าการซื้อรถเกี่ยวข้าว 500 คัน?
หรือถ้ารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้าของคุณสุริยะช่วยประหยัดต้นทุนได้คุ้มค่าในระยะยาวจริง ก็อยากเห็นตัวเลขเปรียบเทียบเหมือนกัน
ผมไม่ได้มีคำตอบว่าวิธีไหนเหมาะสมกว่า
แต่ก่อนตัดสินใจใช้เงินก้อนนี้ รัฐบาลก็น่าจะเปิดรายละเอียดให้ประชาชนได้เห็นว่า รถคันละ 16 ล้านบาทนั้นซื้ออะไรบ้าง และเหตุใดจึงเลือกวิธีนี้แทนการช่วยลดต้นทุนให้ชาวนาในรูปแบบอื่น
คุณสุริยะครับ ผมไม่ได้รังเกียจรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า
ถ้ามันดีจริง ประหยัดจริง ช่วยชาวนาได้จริง ผมก็อยากเห็นโครงการนี้เกิดขึ้น
เพียงแต่รถเกี่ยวข้าว 500 คัน จะมีประโยชน์กับชาวนามากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือราคาของรถเพียงอย่างเดียว
ยังขึ้นอยู่กับว่าเมื่อรถไปถึงพื้นที่แล้ว ชาวนาจะได้ใช้ประโยชน์จากมันจริงหรือไม่
เพราะถึงตอนนั้น คำถามคงไม่ใช่แค่รถเกี่ยวข้าวไฟฟ้าดีแค่ไหนแล้วละครับ
แต่เป็นคำถามที่ผมสงสัยมาตั้งแต่ต้นว่า…ใครถือกุญแจ?
เรื่องรถเกี่ยวข้าวเอาไว้แค่นี้ก่อน ยังมีเรื่องใหญ่กว่ารออยู่
มีจดหมายจากคุณวิชัย ใจเย็น ถามผมว่า มนุษย์เราจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกกี่ปี ในเมื่อภัยธรรมชาติก็หนักขึ้น สงครามก็ไม่หยุด แต่นักการเมืองยังทะเลาะกันไม่เลิก
วันนี้ห่วงข้าวในนา วันเสาร์ต้องมาห่วงโลกทั้งใบซะแล้ว!
แล้วเจอกันครับ
— เสมอต้น
16 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘สุริยะ...อีกแล้วเหรอ’?
ว่าจะคุยเรื่อง..... “รถเกี่ยวข้าว EV ๘,๐๐๐ ล้าน” ของ “คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เจ้ากระทรวงเกษตรฯ มา ๓-๔ วันแล้ว แต่ไม่ได้ฤกษ์ซักที
ดร.เอ้…คนตามเป็นล้าน
เมื่อวานผมบอกไว้ว่าวันนี้จะเปิดซองของอดีตวิศวกรเกษียณท่านหนึ่ง ที่เขียนมาคุยเรื่อง “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
'ที่นี่...เขามีอะไรกัน?'
ที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” การประชุมประจำปี “สภาผู้ว่าการกองทุน IMF” และ "กลุ่มธนาคารโลก" ผ่านไปแล้ว ๓ วัน
ไปหาหมอมา…นึกถึงรัฐสวัสดิการ
มื่อวานผมตื่นแต่เช้าครับ มีนัดไปโรงพยาบาล หลังจากพักนี้มีอาการเวียนหัวเหมือนจะวูบเป็นบางครั้ง
‘๒๑ ตุลา.’ อีกแล้วนะจ๊ะ
วันนี้ พุธที่ ๑๔ ตุลา. ผมขอถือโอกาส “แจกการ์ด” งานวัน “ครบรอบปีที่ ๓๐” ของ “หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์” ซะเลย!
เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม!
เห็นคำว่า “เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม” ผมนึกว่ามีประกาศอะไรด่วนเสียอีกครับ

