
ส.อ.ท. เผยต้องจับตาเศรษฐกิจไทย หลัง IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์จาก 1.9% มาเป็น 2.1% พร้อม ตั้งโจทย์ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ทันก่อนวิกฤตจะมาถึง
16 ต.ค. 2569 – นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.1% จากเดิม 1.9% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนก.ค. 2569 และคาดการณ์ปี 2570 ไว้ที่ 2.1% โดยระบุว่า ถึงแม้เป็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก ซึ่งประเทศไทยยังต้องระมัดระวังและเร่งสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เนื่องจากแรงส่งของการฟื้นตัวยังกระจายไม่ทั่วถึง ทั้งยังต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
สำหรับปัจจัยภายนอกตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้านทั้งปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์โลก สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังตึงเครียด และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติลงได้ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกยังผันผวนสูง รวมถึงประเด็นการค้าระหว่างประเทศทั้งมาตรการภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานทั้งการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ หนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าต่างประเทศ
ปัญหาดังกล่าวเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ ดังนั้น โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือวิกฤตครั้งต่อไป แต่คือการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ทันก่อนวิกฤตจะมาถึง ด้วยการสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ประกอบกับภาครัฐต้องเร่งดำเนินการทั้งการปรับโครงสร้างการใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการคลัง และยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่เชื่อมโยงบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) และเปิดเสรีด้านพลังงาน รวมถึงการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
ควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องปรับกระบวนการการผลิตจากสินค้าดั้งเดิมไปสู่สินค้าฐานนวัตกรรม (Innovation-driven) ผ่านแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้าอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต โดยตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ของ ส.อ.ท. พบว่า ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเริ่มนำ AI มาใช้งานจริงในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ โดยเฉพาะงานสำนักงานและบริการลูกค้าที่มีการใช้งานสูง รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดขั้นตอนการทำงาน แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุน
ซึ่ง ส.อ.ท. ได้เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการผ่านหลายโครงการ เช่น โครงการ Smart SMEs Digital & AI Camp ที่มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้ SMEs ภาคการผลิต โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดด้วย AI เพื่อขยายการเข้าถึงไปสู่ผู้ประกอบการในภูมิภาค และโครงการ Intelligent Industry ที่ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม
“ตัวเลขคาดการณ์ของ IMF เป็นเพียงจุดตั้งต้น สิ่งที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริงคือความเร็วในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการยกระดับขีดความสามารถในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และยกระดับศักยภาพของประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต”นางพิมพ์ใจ กล่าว

