นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะอัดฉีดงบประมาณวิจัยข้าวไทย ทวงแชมป์ “ข้าวดีที่สุดในโลก” เหตุผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าคู่แข่ง-ต้องพัฒนาพันธุ์ให้สอดคล้องความต้องการตลาด ชี้แม้ยังส่งออกได้ดี แต่ราคาและต้นทุนยังต้องจับตา
1 ธ.ค.2565 - ผศ.ดร.พรชัย หาระโคตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงผลการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World’s Best Rice 2022 ซึ่งข้าวหอมผกาลำดวนจากประเทศกัมพูชา สามารถคว้าแชมป์โลก โดยเอาชนะข้าวหอมมะลิไทย ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่การเริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2552 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้ชนะไม่ใช่ประเทศไทย และไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าวหอมผกาลำดวนได้เป็นแชมป์ โดยการแข่งขันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาคเอเชียได้ผลัดกันแพ้ชนะ โดยไทยได้แชมป์ 7 ครั้ง กัมพูชา 5 ครั้ง ที่เหลือเป็นของประเทศอื่น เช่น จากประเทศเวียดนาม เมียนมา และสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ดี สิ่งที่สะท้อนในการประกวดไม่ใช่แค่การได้แชมป์ในแต่ละปี แต่คือที่มาของพันธุ์ข้าวซึ่งส่งเข้าประกวด เพราะข้าวไทยพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งถูกส่งเข้าประกวดนั้น ถูกพัฒนาและรับรองพันธุ์มามากกว่า 60 ปี ขณะที่ข้าวหอมผกาลำดวน ถูกพัฒนาประมาณ 20 ปี และสำหรับประเทศเวียดนาม ได้ส่งข้าวพันธุ์ ST25 ซึ่งได้พัฒนาสายพันธุ์มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน
“ตรงนี้สะท้อนว่า ในขณะที่ประเทศอื่นกล้าที่จะส่งข้าวใหม่เข้าประกวด มีการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์อยู่ตลอด แต่ไทยยังไม่กล้าตัดสินใจส่งพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ยังต้องส่งข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่รวบรวมพันธุ์จากอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา นำมาปลูกและคัดเลือกพันธุ์มากว่า 60 ปี แล้ว ประกวดอยู่ ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าเพราะอะไร” ผศ.ดร.พรชัย กล่าว
ผศ.ดร.พรชัย กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลจนถึง กันยายน 2565 ประเทศไทยยังอยู่ในลำดับต้นๆ ของแหล่งผลิตข้าวของโลก และมีตัวเลขส่งออกอยู่ที่ 5.4 ล้านตัน ครองอันดับที่ 2 ของประเทศส่งออกข้าวของโลกรองจากอินเดีย ซึ่งจากการคาดการณ์ก็เชื่อว่า จนถึงสิ้นปีตัวเลขการส่งออกจะอยู่ที่ระดับ 8 ล้านตัน รวมมูลค่าประมาณแสนล้านบาท ซึ่งแนวโน้มตัวเลขการส่งออกสูงขึ้นจากปีก่อน ทั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาท
อย่างไรก็ดี การพิจารณาแค่เพียงตัวเลขส่งออกอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอ หากแต่ต้องดูที่ปัจจัยด้านราคาซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่า ราคาข้าวไทยมีราคาที่ต่ำลง ราคาข้าวหอมมะลิไทยในอดีตเคยสูงถึงตันละ 1,200 เหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือในระดับ 750-780 เหรียญสหรัฐ ซึ่งอธิบายได้ว่า เป็นเพราะการแข่งขันด้านราคา โดยคู่แข่งพัฒนาคุณภาพข้าวได้ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย แต่มีราคาต่ำกว่า ทำให้ไทยต้องลดราคามาแข่งขัน
“จะมองแค่ตัวเลขส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะแม้จะยังดีอยู่ แต่ปัจจุบันเราขายข้าวแพงเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องแข่งขันในราคาที่ต่ำลงเพื่อให้ใกล้เคียงกับคู่แข่ง ราคาข้าวของไทยจึงลดลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวต่อไร่ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยปลูกได้ 450-650 กก./ ไร่ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 900 กก./ ไร่ อีกทั้งต้นทุนในการปลูกยังสูงกว่า คือเกษตรกรไทยมีต้นทุนในการปลูกข้าวที่ 9,000 บาท/ตัน ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 6,000 บาท/ตัน ซึ่งอธิบายได้ว่าชาวนาไทยรับภาระต้นทุนการผลิตมากกว่าชาวนาในประเทศใกล้เคียง
ผศ.ดร.พรชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิต ราคาข้าวที่ลดต่ำลง ผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เห็นว่าการพัฒนาและวิจัยพันธุ์ข้าว เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาแนวทางหนึ่งที่ตรงจุดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนับร้อยล้านบาท เมื่อถูกแจกจ่ายให้กับศูนย์วิจัยข้าวที่มีอยู่ทั่วประเทศ ประมาณ 27 แห่ง ทำให้เรื่องงบประมาณวิจัยยังเป็นข้อจำกัด ขณะเดียวกันการพัฒนาพันธุ์ข้าวก็ต้องพิจารณาถึงความต้องการของตลาดเป็นหลัก เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่าข้าวจะตรงใจกับผู้ซื้อหรือไม่ ขณะเดียวกันภาครัฐต้องกำหนดทิศทางการพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทย รวมถึงช่วยผู้ประกอบการในเรื่องการหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อกระจายข้าว ไม่ให้ข้าวอยู่ในสต็อกนานเกินไป ซึ่งจะช่วยทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศสูงขึ้น และเป็นนโยบายต้นทางในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ
“สำหรับเกษตรกรเขาคงไม่ได้กังวลเรื่องการประกวด การเป็นแชมป์ จริงอยู่ว่าการชนะในทุกๆ ปี และการถูกเอ่ยถึงในการแข่งขันถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ และเป็น Branding ให้กับข้าวไทย แต่เหนืออื่นใด เขาต้องการพันธุ์ข้าวที่มีผลผลิตสูง แข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช และเป็นที่ต้องการของตลาด ขอยกตัวอย่างที่ครั้งหนึ่ง เวียดนามได้ตั้งเป้าและโหมวิจัยในการพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มที่มีผลผลิตสูง ซึ่งขณะนั้นตลาดข้าวพื้นนุ่มกำลังขยายตัวเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเวียดนามได้ทุ่มเทงบประมาณวิจัย ช่วยหาตลาด ทำให้กลับมาครองตลาดส่งออกข้าวชนิดดังกล่าว รวมถึงแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวข้าวหอมไทย ซึ่งถ้าไทยจะพัฒนาข้าวก็ต้องทำเป็นระบบ ทั้งเรื่องการวิจัย การหาตลาด รวมถึงการช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรที่ทำให้เขาอยู่ได้” ผศ.ดร.พรชัย กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประธาน กมธ.พาณิชย์ ยันขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เกิน 31 ส.ค. ยึดกรอบเดิม AFTA
ประธานกมธ.พาณิชย์ หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ระบุครม.ขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านถึง 31 ส.ค. 2569 เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบ AFTA มาตั้งแต่ปี 2554 ไม่ใช่การขยายเวลาเพิ่ม พร้อมย้ำปีนี้ยังต้องบริหารสมดุลระหว่างผลผลิตในประเทศกับความต้องการใช้ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้กระทบราคาและเกษตรกรในระยะยาว
บอร์ดธ.ก.ส.สั่งลุย‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ช่วยเกษตรกร
ข่าวดี! ‘บอร์ด ธ.ก.ส.’ สั่งลุย ‘โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เคาะปล่อยกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 100,000 บาท หนุนลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
เกษตรกร-ชาวประมง 5 จังหวัดแห่นำปลาหมอคางดำส่งขายโรงงานปลาป่นสมุทรสาคร โรงงานรับซื้อทุกวัน จำนวนไม่อั้น กก.ละ 10 บาท
โรงงานปลาป่นจังหวัดสมุทรสาครเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับซื้อแล้วมากกว่า 33,000 กิโลกรัม หลังกรมประมงปรับขั้นตอนให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถนำปลามาจำหน่ายได้สะดวกขึ้น เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดรับซื้อ โดยไม่ต้องขอเอกสารรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่
สมาพันธ์ปศุสัตว์ชี้นำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ช่วยลดต้นย้ำไม่กระทบเกษตรกรไทย
สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ผนึกพันธมิตร 4 สมาคม แจงเหตุผลต้องนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ช่วยลดต้นทุนปศุสัตว์ ย้ำไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศ ชี้ข้าวโพดไทย 13 บาท/กิโลกรัม แพงสุดในโลก
ชาวนาเริ่มไถหว่านปลูกข้าว โอดแบกรับต้นทุนเพิ่มสูง วอนรัฐบาลแก้ให้ตรงจุด ชี้มาตรการสินเชื่อสร้างภาระหนี้ไม่จบสิ้น
ชาวนาในพื้นที่ ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น เริ่มไถหว่าน เตรียมปลูกข้าวนาปี ท่ามกลางความกังวลว่า การทำนาปีนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม อันเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าน้ำมันซึ่งเป็นตุ้นทุนหลัก ทำให้ต้องจ่ายค่าไถ ค่าหว่าน เพิ่มมากกว่าปีที่ผ่านมาเฉลี่ยไร่ละ 50-100 บาทต่อไร่ ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

