กสม. ชี้ชัด 'กรมประมง' ละเมิดสิทธิ! แก้วิกฤต 'ปลาหมอคางดำ' เหลว

กสม. เปิดผลสอบชี้ชัด ‘กรมประมง’ แก้วิกฤตปลาหมอคางดำล้มเหลว ขาดการมีส่วนร่วมประชาชน ละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังระบาด 19 จังหวัด สั่งเร่งทบทวนแผน เพิ่มงบ เปิดทางภาคประชาชนร่วมคลี่คลาย

3 เม.ย. 2569 – น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด เมื่อเดือน ม.ค. 2568 ระบุว่า ตามที่บริษัทเอกชนได้ขออนุญาตกรมประมง (ผู้ถูกร้อง) นำปลาหมอคางดำเข้ามาเพาะเลี้ยงที่จังหวัดสมุทรสาครเมื่อปี 2553 ต่อมาปี 2567 เกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ 19 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างร้ายแรง คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 450 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การรับซื้อปลาหมอคางดำ การปล่อยปลาผู้ล่า เป็นต้น

แต่การปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ ของผู้ถูกร้องไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพื่อหาผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและประชาชน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐใช้ไปในการแก้ไขปัญหาตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีตามคำร้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก กรมประมง (ผู้ถูกร้อง) แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ ไม่มีประสิทธิภาพ จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของเกษตรกรหรือไม่ จากการตรวจสอบ กรมประมงได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ ที่ ครม. เห็นชอบและยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 โดยมีการของบประมาณเพื่อดำเนินการในช่วงปี 2567–2568 กว่า 156 ล้านบาท กำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 7.3 ล้านกิโลกรัม ปล่อยปลาผู้ล่ากว่า 1.13 ล้านตัว ออกประกาศตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีความก้าวหน้าในการวิจัยเพื่อควบคุมการขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำ

อย่างไรก็ดี แม้ผลการสำรวจในเดือนพฤษภาคม 2568 จะพบว่าการแพร่ระบาดมีแนวโน้มลดลงและไม่พบการระบาดในระดับชุกชุมมาก แต่ปัญหายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบที่ขึ้นทะเบียนแล้วในกรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวมกว่า 1,800 คน อีกทั้งจากการสำรวจพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรีของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบว่าความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำและความหนาแน่นของสัตว์น้ำลดลง แต่กลับมีสัดส่วนของปลาหมอคางดำสูงถึงกว่าร้อยละ 60 ของสัตว์น้ำที่พบทั้งหมด อันส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติ อย่างมีนัยสำคัญ

กสม. เห็นว่า แม้กรมประมงจะได้พยายามแก้ไขปัญหาภายใต้งบประมาณที่จำกัด แต่ยังไม่ปรากฏการขับเคลื่อนเชิงรุกอย่างเพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างครบถ้วน ส่งผลให้ไม่สามารถอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ประเด็นที่สอง กรมประมง แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า กรมประมงได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการระดับกระทรวงและคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการและคณะทำงานบางชุดไม่มีการจัดประชุมหารืออย่างต่อเนื่องจริงจังหรือคณะทำงานบางชุดไม่เคยจัดประชุม ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น การมีส่วนร่วมดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงการร่วมกำหนดแผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ซึ่งควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้ร่วมออกแบบมาตรการและแนวทางดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ ทำให้มาตรการที่กำหนดอาจไม่ตอบสนองต่อสภาพปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างแท้จริง

ในชั้นนี้ จึงไม่อาจถือได้ว่า กรมประมง ผู้ถูกร้องได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐในการเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD) กำหนด การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำซึ่งขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

และประเด็นที่สาม กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ การเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและความเสียหายของประชาชน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่รัฐใช้ไปในการแก้ไขปัญหาตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย พิจารณาข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบ ปรากฏว่า สภาทนายความได้รับมอบอำนาจจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดสมุทรสงคราม ยื่นฟ้องบริษัทเอกชนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหาย นอกจากนี้ ยังได้มีการยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐต่อศาลปกครองกลาง ในข้อหาละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

กสม. เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ทั้งในคดีแพ่งและคดีปกครอง จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ กสม. ยุติเรื่องหากเป็นกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิโดยสรุป ดังนี้

ให้กรมประมง เร่งรัดขอรับงบประมาณเพื่อเพิ่มการรับซื้อปลาหมอคางดำ โดยกำหนดมาตรการตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาหมอคางดำ รวมถึงราคารับซื้อที่เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาการนำปลาหมอคางดำมาเพาะเลี้ยงเพื่อรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลจำนวนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบอาชีพประมงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ

กำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีฐานะยากจนซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และมีความต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำหรือต้องการปรับปรุงบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อป้องกันปลาหมอคางดำ ประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 แล้วเผยแพร่ให้เกษตรกรในพื้นที่แพร่ระบาดและสาธารณชนทั่วไปทราบ

พร้อมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อซักซ้อมและสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมในการกำกับและประสานการซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยงานภายในจังหวัด รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ให้กรมประมงทบทวนแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้เพิ่มสัดส่วนขององค์ประกอบคณะทำงานที่มาจากภาคประชาชน และให้เรียกประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจกำจัดปลาหมอคางดำระดับจังหวัด พร้อมจัดทำแผนการประชุมของคณะทำงานให้มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่ที่ปลาหมอคางดำแพร่ระบาด จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นการทั่วไปจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนทั่วไป ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อปรึกษาหารือและนำความเห็นมาประกอบการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ อย่างเพียงพอและต่อเนื่องด้วย

กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงบประมาณแก่มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นซักซ้อมแนวทางให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการใช้งบประมาณหรือขอรับจัดสรรงบประมาณตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดฯ เพื่อแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำในระดับพื้นที่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งจับ ยิ่งลด ยิ่งคืนสมดุลแหล่งน้ำไทย

ปลาหมอคางดำไม่ใช่ปลามีพิษ และสามารถบริโภคได้เหมือนปลาทั่วไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการเร่งนำปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้มากและต่อเนื่องที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และลดการขยายตัวของประชากรปลาในระยะยาว

หัวอกแม่แทบสลาย! 2 ลูกชายติดยา จำใจแจ้งฝ่ายปกครองมารวบตัวถึงบ้าน

นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน เปิดเผยว่า ทางฝ่ายปกครองได้รับแจ้งจากมารดาของนายไก่และนายวัดว่า ลูกชายของตนเองทั้ง2คนติดยาเสพติด จึงอยากให้ทางอำเภอมาจับกุมตัวไป

จับปลาหมอคางดำเลี้ยงปู เกษตรกรสมุทรสาครลดต้นทุน สร้างรายได้

เกษตรกรสมุทรสาครพลิกปัญหาปลาหมอคางดำที่กระทบระบบนิเวศ มาเป็นอาหารเลี้ยงปูทะเล ลดต้นทุนค่าอาหาร เพิ่มคุณภาพผลผลิต พร้อมมีตลาดรับซื้อคืน ช่วยต่อยอดเป็นอาชีพมั่นคง สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก 'แลนด์บริดจ์'

นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ เรื่อง ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจากแลนด์บริดจ์ มีเนื้อหาดังนี้

'อ.อัจฉราวดี' แฉ 'แลนด์บริดจ์' แค่ฉากหน้า นิคมอุตฯ คือแผนจริง ถอยก่อนปชช.ลุกฮือทั้งแผ่นดิน

.อัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง แลนด์บริดจ์แค่ฉากหน้า นิคมอุตสาหกรรมคือแผนจริง มีเนื้อหาดังนี้

นายกฯ ยันเกษตรกรมีปุ๋ยใช้ทันฤดูเพาะปลูกแน่นอน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าหารือความคืบหน้าการจัดหาปุ๋ย บนตึกไทยคู่ฟ้า