สหภาพแรงงาน กฟผ. บุกทำเนียบฯ ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง ค้านนโยบายบริหารพลังงาน

9 มี.ค.2566 - เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) จำนวน 80 คน นำโดย นางณิชารีย์ กิตตะคุปต์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อขอให้ยุตินโยบายตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ครั้งที่ 2/2566 (ครั้งที่ 58)โดยมี นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ เป็นผู้แทนฯ รับเรื่องไว้ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

นางณิชารีย์ กล่าวว่า เนื่องจากผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน แจ้งมติคณะกรรมการคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ครั้งที่ 2/2566 (ครั้งที่ 58) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับมติเห็นชอบแนวนโยบายในการกำกับดูแลการผลิตไฟฟ้าโดยภาครัฐ ที่ฝ่ายบริหาร กฟผ. จะดำเนินการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าออกจาก กฟผ. ด้วยเหตุผล ดังนี้

1. แนวนโยบายในการกำกับดูแลการผลิตไฟฟ้าโดยภาครัฐทั้ง 3 ข้อ ต้องการให้ กฟผ.บริหารแบบเอกชนเป็นการแปรรูปทางอ้อม โดยทำให้ กฟผ. เป็นเอกชนโดยปริยาย ซึ่งต้องเหมือนกับเอกชนทั่วไป บทบาทหน้าที่ของ กฟผ. จะเปลี่ยนไป ความมุ่งหมายขององค์กรก็เปลี่ยนไป จากทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เป็นการมุ่งกำไร เช่นเดียวกับเอกชนซึ่งขัดต่อ พรบ.กฟผ. พ.ศ. 2511 มาตรา 41 ในการดำเนินกิจการของ กฟผ. ให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน

2. ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้ามีบทบาทหน้าที่ มีอำนาจควบคุมด้านความมั่นคงและความเป็นธรรมของระบบไฟฟ้าของประเทศ เป็นการควบคุมที่มีผลประโยชน์ ปัจจุบันรัฐมีนโยบายเอื้อประโยชน์เอกชน องค์กรนิติบุคคลใหม่ถึงแม้ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐก็ย่อมให้ประโยชน์แก่เอกชน ในกิจการไฟฟ้าเมื่อเอื้อต่อเอกชนมากเกินไปย่อมเป็นการทำลายรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นไปเอง อันเป็นการทำลายผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

3. ตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน ในมาตรา 8(5) รัฐ หมายถึง 3 การไฟฟ้าเท่านั้น ( กฟผ.,กฟภ,และ
กฟน.) ไม่มีองค์กรอื่น และแต่ละองค์กรก็ประกอบกิจการตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประกอบกิจการระบบส่งไฟฟ้า โดยที่ระบบส่งไฟฟ้าครอบคลุมไปถึงศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า ตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน ความพยายามในการแยกศูนย์ควบคุม ฯ จึงเป็นเรื่องผิดปกติ

นอกจากนี้ สร.กฟผ. ไม่เห็นด้วยกับมติที่เห็นชอบให้ยกเลิกการใช้กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง(Reseve Margin) และให้เปลี่ยนมาใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation : LOLE ) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพราะว่าเป็นการบิดเบือนหลอกลวงประชาชน หลบเลี่ยงคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ

จากแนวนโยบายในการกำกับดูแลการผลิตไฟฟ้าโดยภาครัฐดังกล่าว เป็นการทำลายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็น
ทำลายความสมดุลย์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพราะระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม มิใช่มีแต่เอกชนอย่างเดียว แต่ต้องมีภาครัฐด้วย ต้องมีความสมดุลย์ จึงจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชาติได้ เมื่อรัฐพยายามทำลายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นภาครัฐ ก็เป็นการทำลายระบบเศษฐกิจ ท้ายที่สุดจะมาซึ่งการขูดรีดประชาชนด้วยการค้ากำไรเกินควรของภาคเอกชน จึงขอให้ยุตินโยบายตามแนวนโยบายดังกล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สุชาติ' สั่งลุยเพชรบุรี รับฟังเสียงประชาชน คุมเข้ม EIA โครงการพลังงาน-ปิโตรเคมี ย้ำโปร่งใสทุกขั้นตอน

รมว.ทส. ได้มอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงค์ศิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมสั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เร่งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างโปร่งใสและรอบด้าน โดยมีนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการ สผ. ลงพื้นที่ร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วยตนเอง

กฟผ. 57 ปี ขับเคลื่อนพลังไทยสู่อนาคต

จากก้าวแรกสู่ก้าวที่ 57 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทุกองคาพยพในองค์การยังคงมุ่งมั่นดำเนินภารกิจในฐานะ องค์การหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศไม่เคยแปรเปลี่ยน

PTTEP เผย Q1/69นำส่งรายได้ให้รัฐกว่า 7,300 ล้านบาท

PTTEP เผย อานิสงส์ปริมาณขายปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น14% หนุน Q1/69กำไรสุทธิ 11,835 ล้านบาท พร้อมเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานและช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคครัวเรือน-ภาคอุตสาหกรรม โชว์ไตรมาส 1 นำส่งรายได้จากการดำเนินงานให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท

'เสนา'พลิกโมเดลอสังหาสู่นิวเอสเคิร์ฟแพลตฟอร์มสีเขียวคงเป้าปี69ที่1.4หมื่นล้าน

SENA เดินหน้าสู่ New S-Curve ทรานส์ฟอร์มจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่ แพลตฟอร์มวิถีชีวิตสีเขียว เชื่อม 3 ธุรกิจหลัก บ้าน โซลาร์เซลล์ และรถยนต์ไฟฟ้า ผ่าน เสนากรีนออโต้ มั่นใจรายได้ทั้งปียังคงเป้าหมายไว้ที่ 14,000 ล้านบาท