ทบ. สรุปเกณฑ์ทหาร สมัครใจ 57% ของยอดความต้องการ

ทบ. สรุป “เกณฑ์ทหาร” ยอดสมัครใจลดลงเล็กน้อย เผย ทบ. ต้องการทหารเกณฑ์ 6.8 หมื่นนาย

15 เมษายน 2568 - พ.ท.หญิง ปวีณา ศรีบัวชุม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก กล่าวว่ากองทัพบกได้ดำเนินการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 1–12 เมษายน 2568 (เว้นวันที่ 6 เมษายน) โดยภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากทหารกองเกินที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะชายไทย ด้วยความพร้อมเพรียงและมีวินัย

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน พร้อมสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับลงพื้นที่กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอดจนจัดตั้งกองอำนวยการประสานงาน เพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงานในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดระบบบริการพิเศษ (FAST LANE) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทหารกองเกินที่มีความจำเป็น อาทิ ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย ผู้ถือบัตรประจำตัวผู้พิการ ผู้สมัครใจร้องขอ หรือผู้ที่ยื่นคำขอผ่อนผัน ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งจัดตั้งจุดประชาสัมพันธ์ ณ สถานที่ตรวจเลือก เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของทหารกองประจำการอย่างครบถ้วน อันเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการตรวจเลือกและการฝึกทหารใหม่

สำหรับสถิติการตรวจเลือกทหารในปี 2568 ทั่วประเทศมีทหารกองเกินเข้ารับการตรวจเลือกจำนวน 429,175 คน ในส่วนของกองทัพบก มียอดความต้องการทหารกองประจำการจำนวน 68,166 นาย โดยมีผู้สมัครใจเข้ารับราชการจำนวน 19,981 นาย เมื่อรวมกับจำนวนทหารกองประจำการที่เลื่อนการปลดประจำการจำนวน 5,207 นาย และผู้สมัครผ่านระบบออนไลน์อีก 14,201 นาย ทำให้มียอดสมัครใจเข้าประจำการรวมทั้งสิ้น 39,389 นาย คิดเป็นร้อยละ 57.78 ของยอดความต้องการ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความตระหนักในบทบาทหน้าที่ การมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศชาติ และความสนใจของชายไทยในการพัฒนาตนเองต่อยอดสู่อาชีพทหารในอนาคต

กองทัพบกขอขอบคุณทหารกองเกินทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ชายไทยอย่างสมบูรณ์ ด้วยความสมัครใจและมีวินัยในการเข้ารับการตรวจเลือก พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าทหารกองประจำการทุกนายจะได้รับการฝึกอบรมและการดูแลตามมาตรฐานอย่างเข้มข้น ปลอดภัย และได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะทหารของชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ย้อนไปเมื่อปี 2567 มีผู้สมัครใจร้องขอเข้าเป็นทหารกองประจำการในวันตรวจเลือก 24,025 คน

เมื่อนับรวมกับจำนวนยอดผู้สมัครโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ 14,135 คน แล้วจะได้จำนวนยอดผู้ทั้งสิ้น 38,160 คน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทบ. ซัดแนวร่วม BRN ใช้ AI แต่งภาพ ปั่นกระแสเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีการแชร์ภาพรอยสักที่แขนคนร้าย ที่ก่อเหตุยิงฐานพรานที่จุดตรวจ จ.นราธิวาส พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าเป็นมุสลิมจะไม่มีรอยสัก

'เนติวิทย์' ไม่ต้องกลับมาเกณฑ์ทหาร​แล้ว อายุ 30 ปี ถูกปลดเป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลัง ศาลพิพากษา จำคุก 6 เดือน นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมการเมือง แสดงอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร แต่ไม่เคยต้องโทษมาก่อนให้รอการลงโทษ 1 ปี

'ทบ.' ดีดปาก 'ทวี' กล่าวหาซุกงบฯไฟใต้ กางบัญชีแจงยิบไม่ซ้ำซ้อน

“ทบ.”โต้“ ทวี”เข้าใจผิด กล่าวหาซุกงบฯ กอ.รมน. ดับไฟใต้ แจงไม่ซ้ำซ้อนส่วนใหญ่ใช้จ่ายเบี้ยเลี้ยง -เงินเพิ่มพิเศษให้ พลเรือน-ตร. - ทหาร ช่วยราชการส่วนหน้า 4.9 หมื่นอัตรา

เสธ.ทบ. เคลียร์ปมร้อน 'กอ.รมน.' มีไว้ทำไม

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร( กอ.รมน.) แถลงยืนยันว่า ยังมีความจำเป็นในการมี กอ.รมน.อยู่เพราะมีบทบาทหน้าที่เป็นแกนกลางในการบูรณาการหน่วยงานโดยนำผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยต่างๆ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหารวมกัน่

กห. จัดงบ 1.455 พันล้าน เดินหน้า 'ทหารอาสา' 2.5 หมื่นอัตรา

กลาโหมตั้งงบ 1,455 ล้าน เดินหน้า 'พลทหารอาสา' เปิดรับสมัครอออนไลน์ ก.ย. - ม.ค. 2.5 หมื่นอัตรา 'สภา กห.' เคาะกฎกระทรวงรองรับ เตรียมหารือกรมบัญชีกลางสัปดาห์หน้า

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ลงพื้นที่ภูมะเขือ ผามออีแดง รับฟังข้อเท็จจริงเหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชา

กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่สองได้นำ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team – Thailand: AOT-TH) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและสังเกตการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยคณะประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทยและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 13 นาย ประกอบด้วยผู้แทนจากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และมาเลเซีย