นักวิชาการหนุนแนวคิด'อนุทิน'ขยายเกษียณอายุราชการ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนแนวคิด อนุทิน ขยายเกษียณอายุราชการเป็น 65 ปี ชี้หากไม่ปรับ สูงวัยจะเอาเงินที่ไหนยังชีพ

7 ต.ค. 2568 -ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นต่อแนวคิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในเรื่องการขยายเวลาการเกษียณอายุราชการไปเป็น 65 ปีว่า สนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเร่งแก้ไขทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่แค่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่กำลังก้าวไปสู่สังคมอายุยืน ซึ่งจากการที่ทาง มธ. กำลังศึกษาวิจัยในเรื่องคนอายุ 100 ปีขึ้นไปนั้น พบว่าไทยมีคนอายุยืนเกิน 100 ปี กว่า 4 หมื่นคน โดยติดอันดับที่ 5 ของโลก อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จำนวนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ดังนั้น หากสังคมไทยยังคงยึดถือการเกษียณที่ 60 ปี นั่นหมายความว่าผู้เกษียณจะมีช่องว่างของอายุมากถึง 40 ปีที่เป็นการใช้ชีวิตโดยไม่มีงานทำ คำถามสำคัญคือจะยังชีพด้วยเงินจากไหน

ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าวต่อไปว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าการขยายอายุเกษียณค่อนข้างมีความซับซ้อนเกินกว่าจะสำเร็จได้ภายในเวลาที่จำกัด อย่างที่ผ่านมาภาควิชาการทั้งด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ก็พยายามศึกษาวิจัย และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการขยายอายุเกษียณมาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ สมัยรัฐบาล เพราะหากมองไปยังประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดอย่างญี่ปุ่น ฟินแลนด์ หรือกระทั่งสหรัฐอเมริกา จะพบว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้มีการนิยามช่วงวัยผู้สูงอายุไว้ที่ 65 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เมื่อปี 2564 ขยายไปถึงอายุ 70 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังคงอยู่ที่ 60 ปี อย่างไรก็ตาม การนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาควิชาการดังกล่าวก็ยังไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างให้ความสำคัญมากนัก เพราะท้ายที่สุดแล้วรายละเอียดต่างๆ มักจะไปติดขัดอยู่ที่เรื่องการเงินการคลังของประเทศ หรือแม้แต่การที่หลายภาคส่วนพยายามผลักดันการแก้ไขนิยามอายุก็เจอข้อติดขัดเรื่องกระบวนการทางกฎหมายด้วยเช่นกัน

อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายสังคม ฯ สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า แต่หากทางรัฐบาลต้องการจะขยายอายุเกษียณ สิ่งที่ต้องรีบดำเนินการเป็นอย่างแรก และทำควบคู่กันไป คือการออกกฎหมายคุ้มครองการกีดกันทางอายุในสถานที่ทำงาน เพราะการปลดล็อกทางความคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น การยกเลิกกรอบอายุในการบรรจุ และเกณฑ์อายุไว้ในการสมัครสอบ หรือการไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุในการเข้าถึงแหล่งทุน การฝึกอบรม และการเพิ่มพูนความรู้ต่างๆ เพราะที่ผ่านมาคนอายุ 55 มักถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงการฝึกอบรมด้วยเหตุผลว่าใกล้เกษียณแล้วไม่คุ้มที่จะลงทุน โดยหากปลดล็อกทางความคิดเหล่านี้ไม่ได้ การผลักดันนโยบายขยายอายุเกษียณก็จะทำได้ยากเช่นกัน

“สำคัญไปกว่านั้น ต้องมานั่งพูดคุยกันด้วยว่าภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะหากนโยบายนี้ครอบคลุมเพียงแค่ข้าราชการ ซึ่งในปี 2568 มีจำนวนอยู่เพียงแค่ 1.75 ล้านคน แต่มีประชากรที่เป็นแรงงานมีอยู่ทั้งหมดราว 38 ล้านคน ครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจ ภาคเอกชน พนักงานบริษัท ฯลฯ ดังนั้นคนที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ก็จะมีเพียงแค่ไม่กี่คนอยู่ดี และไม่ตอบโจทย์ต่อการแก้สถานการณ์วิกฤตสังคมสูงวัยระดับสุดยอด” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร มองว่าการขยายการเกษียณอายุอาจไม่ได้กระทบแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ประมาณ 21 ล้านคน เพราะเป็นลักษณะการทำงานที่ไม่มีระบบเกษียณ แต่แรงงานในระบบที่มีอยู่ประมาณ 18 ล้านคนต่างหากที่จะได้รับผลกระทบจากการไร้หลักประกันเรื่องเงินยังชีพที่ไม่เพียงพอ ไม่สอดรับกับค่าใช้จ่ายในชีวิตจริง กลุ่มแรงงานเหล่านี้จึงมีความต้องการที่จะทำงานต่อไป ส่วนประเด็นเกี่ยวกับมุมมองทางสังคมที่มีต่อผู้สูงอายุในองค์กร เช่น ข้อโต้แย้งว่าเมื่อบุคคลมีอายุเกิน 60 ปีไปแล้ว ประสิทธิภาพในการทำงานย่อมลดลง แต่ในฐานะที่ทำงานด้านผู้สูงอายุ อยากจะอธิบายตามหลักการทางวิชาการว่าคนเรามีอายุ ที่เรียกว่าอายุตามปฏิทินปีเกิด และอายุชีวภาพ ซึ่งเป็นไปตามสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปของแต่ละบุคคล โดยศาสตร์ของทางพฤฒาวิทยาให้การยอมรับว่าอายุตามปฏิทินกับอายุทางชีวภาพย่อมแตกต่างกัน

“ดังนั้นควรสร้างความเข้าใจแก่สังคมว่า ไม่ใช่คนอายุ 60 ปีทุกคนที่มีปัญหาเรื่องทักษะการทำงาน ความเชื่องช้า หรือการเท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับอายุเสมอไป และถ้าสังคมยังปฏิเสธว่า การทำงานกับคนสูงอายุมีช่องว่างในการทำงานมากเหลือเกินก็เท่ากับว่า ความพยายามของสังคมไทยในการสร้างสังคมการอยู่ร่วมกันระหว่างวัยดูจะห่างไกลมากขึ้นและเป็นไปได้ยาก”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการหนุน ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ ขึงเกณฑ์คุมน้ำ-ไฟ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ - ไฟฟ้า - สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย - แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน - ความคุ้มค่า - ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ครม.ไฟเขียวกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ เพิ่มสิทธิคนเรือ-คนทำงานที่บ้าน

รัฐบาลดันกฎหมายแรงงานชุดใหม่ ครอบคลุมคนประจำเรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ เพิ่มหลักประกันให้สอดรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่

ปลดล็อกท้องถิ่นตั้ง 'โรงเรียนผู้สูงอายุ' นักวิชาการ มธ. ห่วงงบจำกัด-กำลังคนไม่พอ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ มองประกาศฉบับใหม่ เปิดช่อง “ท้องถิ่น” ตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” เป็นสิ่งที่ดี ช่วยคลายกังวล อปท. ได้ แต่ด้วยข้อจำกัด “งบประมาณ-มาตรฐานโรงเรียน” จึงเป็นทั้งการปลดล็อก – ความท้าทายใหม่ ระบุโจทย์ใหญ่ของระบบการดูแลผู้สูงวัยไทยคือกำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุไม่พอ แนะรัฐจ่ายค่าตอบแทนดึงคนให้อยู่ในระบบ