นักวิชาการ ชี้บริจาคโดยเสน่หาไม่มีสิทธิเรียกคืน ยกเว้นใช้ผิดวัตถุประสงค์

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะตรวจสอบความน่าเชื่อถือ “มูลนิธิ” อย่างง่าย ผ่านฐานทะเบียนข้อมูลกรมการปกครอง-ฐานข้อมูลในระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ชี้หากบริจาคเงินโดยเสน่หา ไม่สามารถเรียกคืนได้ เว้นแต่พบว่ามีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ เสนอตั้ง คกก.ภาคประชาชน ร่วมตรวจสอบรายรับ-รายจ่าย ยกตัวอย่างสหรัฐฯ มีระเบียบให้เปิดข้อมูลแก่สาธารณะ ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ ป้องกันเปิดมูลนิธิบังหน้าเพื่อฟอกเงิน

 27 ตุลาคม 2568 - รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากประเด็นทางสังคมเรื่องการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ รวมทั้งกรณีที่ผู้บริจาคเรียกร้องให้มูลนิธิที่คืนเงินบริจาค เนื่องจากที่ผ่านมามูลนิธิไม่ได้ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ผู้บริจาคนั้น หากพิจารณาโดยหลักการแล้ว การบริจาคเงินให้แก่บุคคลหรือองค์กรใดๆ ที่เป็นการให้โดยเสน่หา ผู้ให้จะไม่สามารถเรียกร้องเงินคืนได้ เว้นแต่หากปรากฏพบในภายหลังว่าการใช้เงินดังกล่าวนั้น ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงกัน ผู้บริจาคสามารถรวบรวมพยานหลักฐานยื่นฟ้องร้องต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา เพื่อขอเรียกคืนเงินบริจาคกลับมาได้

สำหรับวัตถุประสงค์ในการใช้เงินบริจาคนั้น ทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาคสามารถทำได้ทั้งการระบุผ่านเอกสารอย่างเป็นทางการ และการสื่อสารผ่านพื้นที่โซเชียลมีเดียว่า เงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือเรื่องอะไร หรือเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งหากพบว่าเงินถูกใช้ไปอย่างผิดวัตถุประสงค์ ผู้บริจาคสามารถดำเนินการได้ทันที มากไปกว่านั้น หากปรากฏในภายหลังว่าผู้บริจาคถูกประทุษร้าย หรือโดนกล่าวหาว่าร้ายจนทำให้เกิดความเสียหายโดยผู้รับบริจาค กรณีนี้ผู้บริจาคก็สามารถเพิกถอนและเรียกร้องเงินคืนได้เช่นกัน เพราะจะเข้าข่ายที่ผู้รับบริจาคมีความประพฤติเนรคุณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า เพื่อความสบายใจในการบริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ ผู้บริจาคควรตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น เช่น มูลนิธินั้นๆ มีอยู่ในระบบฐานทะเบียนข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อย่างถูกต้องหรือไม่ ด้วยการเข้าไปตรวจสอบได้โดยตรงที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตที่มูลนิธินั้นๆ ตั้งอยู่เพื่อขอตรวจสอบข้อมูลทะเบียน หากพบมูลนิธิที่ไม่ปรากฏในระบบ มีสิทธิเข้าข่ายการไม่จดทะเบียน หรือแอบอ้างชื่อ เพราะบางมูลนิธิก็ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องแต่กลับอ้างว่าตนมีสถานะเป็นมูลนิธิแล้วเปิดรับบริจาค

พร้อมกันนี้ องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อการสาธารณกุศล และมีความบริสุทธิ์ใจในการขับเคลื่อนองค์กร อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีฐานข้อมูลอยู่ในระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation)ของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพราะนอกจากจะเป็นระบบที่ช่วยทำให้เกิดสิทธิประโยชน์ของผู้บริจาคในการนำไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยังสะท้อนว่า มูลนิธิมีระบบการทำบัญชีทรัพย์สินและยื่นต่อกรมสรรพากรอย่างถูกต้องชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การโอนเงินเพื่อบริจาคให้กับมูลนิธิใดๆ ประชาชนอย่าเพิ่งไว้วางใจตัวบุคคล หรือคำโฆษณาทางโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันมีการหลอกลวงเป็นจำนวนมาก ต้องตรวจสอบวัตถุประสงค์ของมูลนิธิก่อนเสมอ ต้องมั่นใจในข้อมูลก่อนที่จะดำเนินการโอนเงินไป

นอกจากนี้ หากพบข้อมูลว่ามีมูลนิธิที่ดำเนินการเรียกรับเงินจากผู้เสียหายหรือผู้มาขอความช่วยเหลือ โดยไม่ได้เป็นการบริจาคแบบสมัครใจ ประชาชนสามารถจัดเก็บรายละเอียดหลักฐานดังกล่าวเพื่อแจ้งต่อกรมการปกครอง หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเอาผิดได้ทันที

รศ. ดร.อัจฉรา กล่าวว่า ระบบการจัดการมูลนิธิในประเทศไทยควรจะมีความชัดเจน และการเปิดเผยเรื่องการแสดงเงินบัญชีทรัพย์สินทั้งรายรับและรายจ่ายของมูลนิธิ ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไรและนำไปใช้กับเรื่องอะไรบ้างเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ฉะนั้นรัฐหรือเครือข่ายมูลนิธิต่างๆ ควรจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากภาคประชาชนเพื่อเข้ามาช่วยในการตรวจสอบด้วย

“มันจะมีบางมูลนิธิที่ตั้งขึ้นมาเพื่อฟอกเงิน เราจึงต้องมีการตรวจสอบเงินที่เข้ามายังมูลนิธิเพื่อให้มีความโปร่งใส อย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา มูลนิธิจะต้องมีการยื่นแบบฟอร์ม 990 ต่อองค์กร IRS ซึ่งเป็นองค์ทางด้านภาษีของอเมริกา และจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถค้นดูข้อมูลเหล่านี้ได้ทางอินเตอร์เน็ตโดยเปิดเผย เช่นเดียวกันกับระบบของอังกฤษที่ได้จัดให้มีฐานข้อมูลออนไลน์ที่ประชาชนสามารถพิมพ์ชื่อองค์กรดูผลได้ทันที โดยอังกฤษ ให้ข้อมูลเปิดเผยทั้งวัตถุประสงค์องค์กร รายได้‐รายจ่ายรายชื่อกรรมการ และสถานการณ์จดทะเบียน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ควรนำมาใช้กับประเทศไทย เพื่อสร้างให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าธรรมาภิบาลให้กับมูลนิธิของไทย เหมือนกับตลาดหลักทรัพย์ที่บริษัทต่างๆ จะต้องเปิดเผยงบการเงินอย่างโปร่งใสเช่นกัน”รศ. ดร.อัจฉรา กล่าว.

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการ มธ. หนุนลดไฟถนน แนะงัดสิทธิภาษีจูงใจเอกชนร่วมประหยัด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน 1 พ.ค. 69 เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ “กรมทางหลวง” ควรมีมาตรการความปลอดภัยอื่น เช่น ใช้เครื่องหมายจราจรบนพื้น – สติกเกอร์สะท้อนแสงร่วมด้วย ระบุมาตร

เสนอ 5 แนวทางสร้างความคุ้มค่า หลังกระทรวงอุตฯ ผุดแนวคิด ตั้ง 'กองทุนแสนล้าน' ยกระดับ SME

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ กระทรวงอุตฯ จ่อตั้งกองทุนแสนล้านยกระดับ SME ด้วยนวัตกรรมเป็นเรื่องดี พร้อมเสนอ 5 แนวทาง

นักวิชาการ ชี้เร่งอำนาจเต็ม ครม. ไม่ช่วยแก้วิกฤตพลังงาน เพิ่มเสี่ยงการเมือง

นักวิชาการธรรมศาสตร์มอง การเร่งให้ ครม. มีอำนาจเต็มผ่านรัฐธรรมนูญ ม.161 ไม่ได้ช่วยคลี่คลายวิกฤตพลังงานในทันที ชี้ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า พร้อมเตือนอาจเพิ่มความเสี่

'สมชัย' ชวน 'อินฟูฯ' ช่วยระดมทุนสู้ กกต. ร่วมงานเปิดตัว

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วันนี้ 15.00 น. มีการแถลงข่าว คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. (ชื่อชั่วคราว) ที่ ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

นักวิชาการมธ. ระบุไม่มีกลไกเอาผิดกกต.แบบเห็นผล เพราะรธน.60 ไม่ดี ป.ป.ช.มาจากสว.เหมือนกัน

ศ. ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผ