กองทัพ แจงเหตุช่องสะงำ เป็นการบริหารจัดการสนามรบอย่างเป็นระบบ

2 มิ.ย. 2569- แหล่งข่าวจากกองทัพ ระบุถึงข้อสงสัยจากประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับการปฏิบัติการในพื้นที่ช่องสะงำ ว่าทำไมจึงดูเหมือนเป็นพื้นที่ที่ถูกดำเนินการภายหลัง หรือเหตุใดจึงไม่เห็นความเสียหายจากภายนอกอาคารอย่างชัดเจนเหมือนในพื้นที่อื่น

เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ว่า การทำสงครามไม่ใช่การใช้กำลังเข้าตีพร้อมกันทุกจุดในเวลาเดียวกัน แต่เป็นการบริหารจัดการสนามรบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้กำลังที่มีอยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยก่อนที่ผู้บังคับบัญชาจะตกลงใจดำเนินการใด ๆ จะมีการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยข่าวกรอง หน่วยลาดตระเวน และนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ทำการวิเคราะห์พื้นที่ ภัยคุกคาม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละจุดอย่างละเอียด เพื่อจัดลำดับว่าเป้าหมายใดมีความเร่งด่วนมากที่สุด และควรใช้กำลังในเวลาใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภารกิจโดยรวม

เปรียบเสมือนแพทย์ในห้องฉุกเฉินที่ต้องให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงก่อน มิใช่เพราะละเลยผู้ป่วยรายอื่น แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญเพื่อรักษาชีวิตคนให้ได้มากที่สุด

ในทางทหารก็เช่นเดียวกัน บางพื้นที่อาจเป็นจุดที่ต้องเร่งทำลายภัยคุกคามก่อน บางพื้นที่อาจเป็นจุดที่ต้องป้องกันประชาชน บางพื้นที่อาจเป็นจุดที่ต้องยึดครองหรือรักษาไว้ และบางพื้นที่อาจเป็นเป้าหมายที่จะเข้าดำเนินการในลำดับถัดไปตามแผนยุทธการ

สำหรับพื้นที่ช่องสะงำนั้น แม้จะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เข้าดำเนินการในช่วงท้ายของห้วงปฏิบัติการ แต่ไม่ได้หมายความว่าถูกละเลยแต่อย่างใด การใช้กำลังในแต่ละพื้นที่เป็นไปตามแผนที่ผ่านการวิเคราะห์และตกลงใจตามลำดับชั้นการบังคับบัญชาอย่างรอบคอบ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการลดขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามและปกป้องความมั่นคงของประเทศ

อีกประเด็นหนึ่งที่ประชาชนควรทำความเข้าใจคือ ความเสียหายจากการโจมตีทางทหารไม่สามารถประเมินได้จากภาพภายนอกเพียงอย่างเดียว อาคารขนาดใหญ่หรืออาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอาจยังคงมีรูปร่างภายนอกอยู่ แต่ภายในอาจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถใช้งานทางทหารได้อีกต่อไป

ดังนั้น การประเมินผลการปฏิบัติการทางทหารจึงไม่ควรดูเพียงภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ทางยุทธวิธีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในสนามรบด้วย

กองทัพตระหนักดีว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามและติดตามข้อมูลข่าวสาร แต่ในขณะเดียวกัน การทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของการปฏิบัติการทางทหาร จะช่วยให้สังคมมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น และลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์เพียงบางส่วนของข้อมูล เพราะในสนามรบการตัดสินใจทุกครั้งไม่ได้มองเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ต้องมองภาพรวมทั้งสมรภูมิ เพื่อให้อำนาจกำลังรบถูกใช้ในเวลา สถานที่ และวิธีการที่เหมาะสมที่สุด อันจะนำไปสู่ความสำเร็จของภารกิจและความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม

“การจัดลำดับความเร่งด่วน” เป็นหลักการปกติของการวางแผนทางทหาร มิใช่การละเลยพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นการใช้กำลังอย่างมีเหตุผลตามข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์ของฝ่ายเสนาธิการ และการตกลงใจของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้เกิดผลสำเร็จต่อภาพรวมของสมรภูมิทั้งหมด

“นี่คือเหตุผล ทำไม่โจมตีทุกพื้นที่พร้อมกันเพราะเป็นการจัดลำดับเป้าหมายตามข้อมูลข่าวกรองและยุทธศาสตร์”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สส.รอมฎอน ขวางไล่ล่ากลุ่มก่อความไม่สงบ หวั่นกระทบความเชื่อมั่นประชาชน

"รอมฎอน ปันจอร์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าการใช้กำลังและการส่งสัญญาณไล่ล่าผู้ก่อเหตุควรประเมินผลกระทบในระดับยุทธศ

ผบ.ทบ.แจงศึกชายแดน ปรับแผนหาโดรนรับมือฉุกเฉิน เสธ.ทบ.เผย 3 ทางแก้งบถูกตัด

ผบ.ทบ.ย้อนวันรับมือ“เขมร ”ชี้เกิดขึ้นรวดเร็ว ปรับแผนรับมือหา“โดรน”เร่งด่วนเฉพาะหน้า ก่อนได้งบประมาณประจำปี “

'เสธ.ทบ.' ไม่เชื่อคำอ้างเขมร เหตุยิงปืนใกล้ฐานทหารไทย ย้ำอย่าทำอีก

'เสธ.ทบ.' ลั่นไม่เชื่อข้ออ้าง 'กัมพูชา' หลังยิงปืน 3 นัดใกล้ฐานทหารไทย ย้ำกองทัพตอบโต้ตามหลักปฏิบัติ ยันสร้างแน่อ่างเก็บน้ำ 'ห้วยตามาเรีย' ไม่ว่าจะใช้งบไหน ขอแค่สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงติดตามความก้าวหน้าโครงการสร้างรั้วชายแดน

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารอัครราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหาร และผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน นำ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ศาลสหรัฐฯ เบรก ไม่ให้ปลดบุคคลข้ามเพศออกจากกองทัพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความพ่ายแพ้บางส่วนในความพยายามที่จะกีดกันบุคคลข้ามเพศออกจากกองทัพ ศาลอุทธรณ์ในวอชิงตันตัดสินว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถปลดโจทก์ที่ยื่นฟ้องร้องทางกฎหมายออกจากหน่วยงานทหารได้