
ฝ่านค้านมั่นใจ 9 ก.ค.ชี้ชะตา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ชนะน็อกรัฐบาล ยอมรับหากผลออกมาไม่เป็นคุณกับอนุทิน ไม่ถึงขั้นทำให้นายกฯต้องลาออก แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก พบต้องใช้ 6 เสียง ลงมติออกพ.ร.ก.ขัดรธน.
5 ก.ค.2569-จากกรณีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพฤหัสบดีนี้ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. เพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 9 คน ลงมติวินิจฉัยคำร้องที่สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติคณะรัฐมนตรี ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า สส.ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ จะปักหลักรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรธน.ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ที่รัฐสภา จะไม่ได้มีการเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรธน.แต่อย่างใด และหลังทราบผลคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการแล้ว ทางพรรคปชป.จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่รัฐสภา ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม
“จนถึงขณะนี้ทางฝ่ายเรามั่นใจมากในคำร้องคดีนี้เพราะการออกพระราชกำหนดดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลแถลงมาตลอด ก็ไปในทิศทางที่ดี ไม่ว่าจะจัดเก็บภาษีรัฐบาลก็บอกว่าเป็นไปตามเป้า มีการปรับตัวเลขประมาณการความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังบอกด้วยว่าจะเติบโตได้มากกว่าเดิมอีก จึงแสดงให้เห็นว่ามันไม่มีผลกระทบอะไรต่อเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปออกพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว”
วิปฝ่ายค้านจากพรรคปชป.กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติเรื่องการออกพระราชกำหนดกู้เงินว่าคณะรัฐมนตรีสามารถออกพระราชกำหนดได้ แต่มีเงื่อนไขสองข้อคือ หนึ่ง ถ้าไม่ออกพระราชกำหนดจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสอง จะต้องเป็นเรื่องฉุกเฉิน มีความจำเป็นเร่งด่วน ประกอบกันไปด้วย แต่ตอนครม.ออกพระราชกำหนด อ้างเหตุว่า ขณะนั้นประเทศได้รับผลกระทบจากเรื่องของวิกฤตพลังงาน แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วแผนงานที่ครม.เตรียมการไว้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็เป็นการไปทำเรื่องของโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งก็เป็นนโยบายปกติของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งในตอนหาเสียงเลือกตั้งทางเขาประเมินเงินเอาไว้ที่ 40,000 ล้าน ที่ความจริงแล้วรัฐบาลสามารถที่จะบริหารเงินจากด้านอื่นไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยได้ เช่น พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ แต่เนื่องจากรัฐบาลดำเนินการล่าช้าไปเอง ทำให้เหลือเงินไม่เพียงพอ
การที่รัฐบาลกู้เงินมาแล้วไปทำโครงการไทยช่วยไทย มันจึงไม่ได้มีผลกระทบเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ขณะที่เงินอีก 200,000 แสนล้านบาท ในก้อนหลังที่จะนำไปใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่เรื่อง การเปลี่ยนผ่านพลังงานจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนออกมา และมันก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ซึ่งฝ่ายค้านมองว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในเมื่อการจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเป้า ไม่มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้ลดลง ซึ่งถ้าเทียบกับการทำพระราชกำหนดเงินกู้ในยุควิกฤตแฮมเบเกอร์ และวิกฤตโควิดตอนนั้นตัวเลขเศรษฐกิจติดลบแต่ตอนนี้ตัวเลขเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันเป็นบวก โดยปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 2 เปอร์เซ็นต์กว่าและการจัดเก็บรายได้ก็ยังเป็นไปตามเป้า ก็แสดงว่าไม่มีผลกระทบด้านความมั่นคง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปไปกู้เงิน ซึ่งพอกู้เงินมาแล้วเราก็มองว่าการกู้เงินต่างหากที่จะมีผลกระทบต่อเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้กรอบการก่อหนี้สาธารณะตามกฎหมายมันก็ใกล้ชนเพดานเต็มที ซึ่งถ้าชนเพดานจะทำให้รัฐบาลไม่เหลือเครื่องมือที่จะไปแก้ไขปัญหาในอนาคตในเกี่ยวกับเรื่องทางการคลังได้เลยเพราะฉะนั้นเราก็ค่อนข้างมั่นใจว่าด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไปออกพระราชกำหนดเงินกู้ดังกล่าวได้
เมื่อถามว่าหากศาลรธน.มีคำวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากเป็นแบบนั้น มันจะมีผลคือ เข้าใจว่ารัฐบาลกู้เงินไปแล้วบางส่วนซึ่งเราไม่รู้ตัวเลขว่าเป็นเท่าใด ซึ่งโดยหลักการแล้วการออกพระราชกำหนดกู้เงินแล้วก็กู้เงินไปก่อน มันไม่ควรจะทำ แต่เมื่อทำไปแล้วและต่อมาเกิดพระราชกำหนดดังกล่าวมีปัญหาไม่ผ่าน ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องไปรับผิดชอบในการหาเงินมาชดใช้เงินที่กู้ไป ซึ่งก็เป็นปัญหาของรัฐบาลนะครับที่ต้องทำ
“ส่วนความรับผิดชอบทางการเมือง จริงๆ มันไม่ได้มีผลกระทบถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องลาออกหรืออะไรอย่างนั้น แต่มันอาจจะมีผลกระทบถึงเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อาจจะทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือในเชิงของการดำเนินนโยบายการเงินการคลังซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับสำนึกของรัฐบาลเองด้วย เพราะเป็นการไปออกพระราชกำหนดเงินกู้ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่าย ที่ก็ต้องรอดูอีกครั้ง”
ถามย้ำว่า หากผลออกมาว่าพระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญ จะไม่ถึงขั้นฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายอนุทินลาออก นายสาทิตย์ตอบว่า ขอให้มีผลออกมาก่อนค่อยว่ากัน ต้องดูเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ถามต่อไปว่า จะถึงขั้นร้องเอาผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมได้หรือไม่ ในการออกพระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญ นายสาทิตย์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่องกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการวินิจฉัยคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการออกพระราชกำหนด บัญญัติไว้ว่า “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172วรรคหนึ่งให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”
ดังนั้น มติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 9 คน หากจะวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 จะต้องได้เสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 6 คนต้องลงมติเห็นไปในทิศทางเดียวกัน มติจึงไม่สามารถออกมาเป็น 5 ต่อ 4 ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วันวิชิต' ชี้ รัฐบาล-มหาดไทย-ปภ. วางระบบรับมือน้ำท่วมเห็นผล วิกฤตน่านจบเร็ว ไม่ชุลมุน ชี้บทเรียนหนักในอดีต ได้รับการปรับใช้แล้ว
“วันวิชิต” ชื่นชมรัฐบาล-มหาดไทย-ปภ. ถอดบทเรียนวิกฤตในอดีต รับมือน้ำท่วมน่านมีประสิทธิภาพ มองรัฐบาล “อนุทิน” วางระบบและปรับแก้มาตลอด หลังเผชิญบททดสอบน้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง เริ่มออกดอกผล เห็นชัดทั้งการเตรียมพร้อม ซ้อมแผน แจ้งเตือน อพยพ และประสานงานในพื้นที่ ชี้ฝนตกหนัก-น้ำหลากห้ามไม่ได้ แต่รัฐทำให้ไม่ชุลมุนและลดความสูญเสียได้ จากนี้ต้องปิดงานให้ครบวงจร เร่งฟื้นฟู-เยียวยาประชาชนหลังน้ำลด
รัฐบาลชู 5 ผลสำเร็จทริป 'อนุทิน' เยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์
โฆษกรัฐบาลเผยผลภารกิจ “อนุทิน” เยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ชูการทูตนำเศรษฐกิจ เปลี่ยนความสัมพันธ์เป็นโอกาส ตั้งเป้าการค้
'ยศชนัน' นำทีมบิ๊กคลีนนิ่ง 'อนุทิน' จ่อลงพื้นที่น่าน หลังกลับจากนิวซีแลนด์
'ดร.เชน' นำทีมทำความสะอาดเมืองน่าน หลังน้ำลด เผยนายกฯ ห่วงใยปชช. รอเสร็จภารกิจนิวซีแลนด์กลับไทย ลงพื้นที่ทันที ติดตามเรื่องเยียวยาผู้ประสบภัย
“ธนพร” ชี้รับมือน้ำท่วมน่านเป็นระบบขึ้น ชมรัฐบาลวาง Single Command–เตรียมงบล่วงหน้า มอง “อนุทิน” ใจกว้าง เปิดพื้นที่พรรคร่วมทำงานเต็มที่
รศ.ดร.ธนพร ศรียางกูร นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่านว่า หากเปรียบเทียบกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา ทั้งแม่สาย หาดใหญ่ และปัตตานี จะเห็นว่าการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในครั้งนี้มีความเป็นระบบมากขึ้นอย่างชัดเจน แม้จะยังมีปัญหาและข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุง แต่ระดับความโกลาหลลดลง
เปิดฟังความเห็นกติกาใหม่ คุมแอปเรียกรถ-ส่งอาหาร ก่อนประกาศใช้ ก.ย.
รัฐบาลเปิดรับฟังความเห็นกติกาใหม่ คุมแอปเรียกรถ–ส่งอาหาร จับตาพ่วงงานแต่ลดค่ารอบ–GPS คลาดเคลื่อน–หน้าจอชวนเข้าใจผิด ยันต้องเป็นธรรมไม่เอาเปรียบ คาดประกาศใช้ได้ภายใน ก.ย.นี้
'ไทย-นิวซีแลนด์' ชื่นมื่น! ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เพิ่มการค้า 3 เท่า
ไทย–นิวซีแลนด์ ยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ 'นายกฯ อนุทิน – ลักซอน' ตั้งเป้าการค้า 3 เท่า แตะ 2.46 แสนล้านบาท ฟื้นบินตรงกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์

