อดีตผู้พิพากษาชำแหละปมไม่รับคำร้องคดี 'อนุทิน–พิพัฒน์' เพราะผู้ร้องไม่มีสิทธิ

02 ก.ค.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องคดี "อนุทิน–พิพัฒน์" : เพราะผู้ร้องไม่มีสิทธิ หรือเพราะผู้ถูกร้องไม่ผิด?” ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ "ไม่รับคำร้อง" ไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ ยื่นขอให้ตรวจสอบว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่งตั้งให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กำกับดูแลนโยบายด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์แก่เครือญาติ และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ ต. 53/2569)

หลังคำสั่งนี้เผยแพร่ออกมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และมีประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจไปว่า "ศาลตัดสินแล้วว่ารัฐมนตรีไม่มีความผิด"

แต่หากพลิกดูตัวบทและอ่านบรรทัดฐานคำสั่งอย่างละเอียด จะพบว่า ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาหรือความถูก-ผิดของข้อกล่าวหาเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว! ศาลชี้ขาดเพียงมิติเดียวคือ "ผู้ร้องไม่มีสิทธิใช้ช่องทางนี้" เท่านั้น ความแตกต่างระหว่างสองเรื่องนี้สำคัญมาก และเป็นหัวใจในทางนิติศาสตร์ที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนครับ

ศาลไม่ได้บอกว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

คำร้องฉบับนี้ตั้งข้อสังเกตและกล่าวหาอย่างรุนแรงว่า การแต่งตั้งดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ขัดต่อความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งเอฟเฟกต์จากนโยบายแก้ปัญหาสถานีบริการน้ำมันยังทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนผู้ร้องได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ "จบตั้งแต่หน้าประตูศาล" ด้วยเหตุผลทางกระบวนการพิจารณา (Procedural Grounds) ไม่ใช่การพิจารณาในเนื้อหาข้อเท็จจริง (Merits)

จำให้แม่น: "ไม่รับคำร้อง" ไม่เท่ากับ "ยกคำร้อง" และยิ่งไม่ใช่ "การรับรองว่าผู้ถูกร้องสุจริตไร้ความผิด" มันเป็นเพียงการบอกว่า “คุณเดินเข้ามาร้องเรียนผิดช่องทาง” เท่านั้นเองครับ

มาตรา 213 และแนวคิด Constitutional Complaint

รัฐธรรมนูญ มาตรา 213 คือช่องทางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ สามารถยื่นคำร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า "Constitutional Complaint" หรือ "การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ"

ระบบนี้มีใช้ในประเทศประชาธิปไตยชั้นนำหลายแห่งเพื่อเป็นโล่กำบังให้ประชาชน เช่น:
• เยอรมนี: ระบบ Verfassungsbeschwerde

• สเปน: ระบบ Recurso de Amparo

• เกาหลีใต้: ระบบ Constitutional Complaint

หลักการร่วมกันของสากลคือ "เมื่อใดที่รัฐใช้อำนาจมิชอบจนละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ประชาชนต้องมีสิทธิเดินไปหาศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอความคุ้มครองได้" ระบบนี้ทำให้กฎหมายสูงสุดจับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่เสือกระดาษที่ใช้คุมอำนาจระหว่างองค์กรของรัฐเท่านั้น

จุดต่างและข้อจำกัดของโมเดลไทย

แม้ไทยจะรับเอาแนวคิดมาตรา 213 มาใช้ แต่ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 และ 47 ได้วางเงื่อนไขและ "สกรีน" คำร้องไว้เคร่งครัดมาก โดยกำหนดว่า:

1.ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง: ผู้ร้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองถูกละเมิดสิทธิโดยตรงและจำเพาะเจาะจง ไม่ใช่ความเดือดร้อนในวงกว้างของสังคม (Public Interest) เช่น ปัญหาน้ำมันแพง หรือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการการเมือง

2.ต้องไม่มีช่องทางเฉพาะกำหนดไว้แล้ว: ตามมาตรา 47 (2) ระบุชัดว่า หากกฎหมายอื่นดีไซน์ช่องทางตรวจสอบไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จะมาใช้ช่องทางร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเป็นทางลัดไม่ได้

กรณีการสอยเก้าอี้รัฐมนตรีตามมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 รัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจและสิทธิเด็ดขาดไว้ให้เฉพาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10, สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ส่งเรื่องเท่านั้น ประชาชนคนเดียวจึงไม่มี "สิทธิยื่น" ด้วยประการทั้งปวง

วิจารณ์เชิงระบบ: นิติสงคราม หรือ สิทธิประชาชน?

คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ถูกต้องตรงตามลายลักษณ์อักษรของกฎหมายปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ในเชิงนโยบายกฎหมายและรัฐศาสตร์ ประเด็นนี้เปิดมุมมองให้เราคิดต่อได้เป็น 2 ทางคู่ขนานครับ

ฝั่งที่เห็นด้วยกับการจำกัดสิทธิ (เน้นเสถียรภาพและระบบตัวแทน)

หากเราปล่อยให้ประชาชน "ใครก็ได้เพียงคนเดียว" สามารถฟ้องสอยรัฐมนตรีหรือล้มล้างนโยบายสาธารณะได้โดยตรง ศาลรัฐธรรมนูญจะเผชิญภาวะ "คดีล้นศาล (Case Overload)" และอาจกลายเป็นเครื่องมือใน "นิติสงคราม (Lawfare)" ที่กลุ่มขั้วตรงข้ามทางการเมืองใช้จัดตั้งมวลชนหรือส่ง "นักร้องเรียนอาชีพ" มาฟ้องกลั่นแกล้งรายวัน จนฝ่ายบริหารไม่เป็นอันทำงาน ขาดเสถียรภาพ และหวาดกลัวจนไม่กล้าขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประเทศ

ฝั่งที่อยากเห็นการปฏิรูป (เน้นการปราบทุจริตและสิทธิพลเมือง)

ในทางกลับกัน กลไกปัจจุบันก็สร้างภาวะ "คอขวด" ยามที่ระบบการเมืองปกติเป็นอัมพาต หากเกิดกรณี "สภาอุ้มกันเอง" ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมตรวจสอบพวกเดียวกัน หรือองค์กรอิสระเฉื่อยชา ปล่อยปละละเลย ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยกลับต้องนั่งดูตาปริบ ๆ โดยไม่มีช่องทางทางกฎหมายใด ๆ ในการกระทุ้งให้เกิดการตรวจสอบความโปร่งใสและเรื่องจริยธรรมของผู้นำประเทศได้เลย

ข้อเสนอทางออกสายกลาง: "60 วันสิทธิ์เปลี่ยนมือ" ?

มีแนวคิดเชิงปฏิรูปกฎหมายที่น่าสนใจว่า "หาก สส., สว. หรือ กกต. ไม่ดำเนินการส่งเรื่องตรวจสอบภายใน 60 วัน ควรจะเปิดสิทธิให้ประชาชนยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่?"

แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการสร้าง "กลไกสำรอง (Backup Mechanism)" เพื่อไม่ให้คนผิดลอยนวลและกระตุ้นให้องค์กรที่มีหน้าที่หลักต้องตื่นตัวทำงานเพราะมีเส้นตายค้ำคอ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ดาบนี้กลับมาบาดเสถียรภาพของประเทศจนพังทลาย หากจะบรรจุแนวคิดนี้ในอนาคต อาจต้องมีเงื่อนไขการกรอง เช่น:

• ระบบเข้าชื่อร่วม: ไม่ใช่ให้สิทธิปัจเจกชนเดี่ยว ๆ แต่ต้องใช้พลังประชาชนเข้าชื่อร่วมกัน เช่น 20,000 รายชื่อ เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องที่สังคมเดือดร้อนและคาใจร่วมกันจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

• จำกัดประเภทคดี: เปิดช่องให้เฉพาะคดีที่เกี่ยวกับ "ความซื่อสัตย์สุจริตและมาตรฐานจริยธรรม” (มาตรา 160 (4) และ (5)) หรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์" (มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184) เท่านั้น ไม่เปิดเปรอะไปถึงเรื่องการเมืองทั่วไป

บทเรียนสำคัญ: แยกแยะเพื่อความโปร่งใสของนิติรัฐ

บทเรียนราคาแพงจากคดีนี้สอนให้สังคมไทยต้องแยกแยกคำสองคำออกจากกันให้เด็ดขาด นั่นคือ "สิทธิในการยื่นคำร้อง" กับ "ความมีมูลของข้อกล่าวหา"

วันนี้ประตูศาลปิดลงเพราะเหตุผลเรื่อง "คนยื่นไม่มีอำนาจยื่น" ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐมนตรีมีผลประโยชน์ทับซ้อนจริงไหม? ขาดความซื่อสัตย์สุจริตจริงหรือเปล่า? ยังคงเป็นคำถามที่ไร้คำตอบและยังไม่ถูกชำระสะสางในชั้นศาล

ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ (Rule of Law) การทำความเข้าใจความต่างระหว่างการปิดประตูเพราะไม่มีสิทธิยื่น กับการปิดคดีเพราะไม่มีความผิด เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องขบคิดต่อไปว่า เราจะดีไซน์รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ ไปอย่างไร ให้รักษาสมดุลระหว่าง "เสถียรภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ" กับ "สิทธิของประชาชนในการปราบปรามการทุจริต" ได้อย่างลงตัวที่สุดครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตกอีกคดี! มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องฟ้อง 'กกต.' ปมพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องยื่นฟ้อง 'กกต.' ปมจัดพิมพ์ 'บาร์โค้ด' บนบัตรเลือกตั้ง อ้างทำลายความลับและละเมิดสิทธิ ชี้เป็นเพียงการแสดงความเห็น-ไร้เหตุผลโต้แย้ง ย้ำชัดผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง

ลักลอบขนแป้งพ่นพิษ! อนุทินสั่งตรงจากฝรั่งเศสนัดประชุมด่วนศุกร์นี้

ศุกร์นี้ 'นายกฯ' เรียกประชุมด่วนหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด และ AOT แก้ปัญหาปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย กระทบภาพลักษณ์-ผลักดันไทยเป็นฮับด้านการบิน

นายกฯ ยินดี 'ชัชชาติ' ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. พร้อมให้ความร่วมมือทำงาน

นายกฯอนุทิน โพสต์แสดงความยินดี 'ชัชชาติ' ชนะเลือกตั้งผู้ว่านกทม. บอกพร้อมให้ความร่วมมือในการทำงานเพื่อ กทม

เดี๋ยวนะ! เอ็ดดี้ ข้องใจ 'เสก' เล่าสมัยเป็นผู้ต้องขัง 'อธิบดีราชทัณฑ์' พาไปร้องเพลงให้ 'ทักษิณ' ฟังตามคำขอ

อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ร้องเดี๋ยวนะ หลังเห็นข่าว เสก เล่าทักษิณบอกอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้เอาเสกมาร้องเพลงให้ฟังหน่อย ท่านอธิบดีก็จัดให้