ประชาธิปไตยผีดิบ! เวทีฝ่ายค้านรุมชำแหละ 'ฮั้ว สว.' จี้ กกต.ส่งศาลฎีกา

“สาทิตย์” เตือนไทยกำลังก้าวสู่ “ประชาธิปไตยผีดิบ” โยงปมฮั้ว สว.-การยึดกุมกลไกตรวจสอบ “ทวี” จี้ กกต.อย่าใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต้องส่งหลักฐานให้ศาลฎีกาพิสูจน์ ด้าน “สุดารัตน์” หวั่นสาวเส้นเงินเจอแค่ตัวเล็กตัวน้อย ขณะที่ “วีระยุทธ” ชี้องค์กรอิสระแท้จริงคือ “องค์กรแต่งตั้ง”

15 สิงหาคม 2569 - เวลา 09.40 น. ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล”

ช่วงหนึ่งของการเสวนา พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ปัญหาในประเทศมีมากมาย โดยเฉพาะการคอร์รัปชัน มีอยู่ 2 คำที่คนมักนิยมพูดคือ “กำแพง” กับ “สะพาน” คนอยู่หลังกำแพงคือคนติดคุก การสร้างกำแพงสูงคือต้องการจะสร้างคุกให้ ตนจึงนิยมให้สร้างสะพาน

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ประชามติเกิดขึ้นแล้ว แต่บ้านเมืองเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้ได้ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องมีความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค เพราะเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดยังไม่เกิด และเรายังไม่ได้ร่างกฎหมาย

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 16 หมวดที่เกิดขึ้นใหม่ เหมือนรัฐอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รวมถึงหมวดปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ในห้องประชุมมีการกล่าวว่ายุทธศาสตร์ชาติคือ “ทรราชกับอนาคต” โดยอาจารย์จากจุฬาฯ ซึ่งเมื่อมีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติมายึดอำนาจ แต่ไม่มีการพูดถึงทุนมนุษย์ในท้องถิ่น กลับเป็นความมั่นคงของรัฐที่ไม่เห็นความมั่นคงของมนุษย์

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า แม้กฎหมายจะดีที่สุดอย่างไร แต่หากคนไม่ซื่อสัตย์ ไม่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมก็เป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม สว. หรือองค์กรนี้เป็นผู้จัดคนมาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะที่ สว.ยังมีอำนาจพิเศษอีก ทั้งผู้เป็นประธานตุลาการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประธานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงกรรมการอีกมากมายที่ต้องได้รับเลือกจาก สว. จึงทำให้คิดได้ว่าเป็นไปตามหนังสือที่ตนได้มาเรื่อง “โกง สว.” คือจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศไทย

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนคิดว่า กกต.ต้องไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ มาตรา 266 ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรืออะไรก็ตาม หากทำให้การเลือกไม่สุจริต ให้ส่งศาลฎีกา และในวรรค 1 ยังกำหนดว่า หากรับรองไปแล้วให้ศาลฎีกานำสำนวนสืบสวนและไต่สวนของ กกต.มาพิจารณา

โดยสำนวนสืบสวนและไต่สวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 ไม่ใช่ความเห็นของเลขาธิการฯ หรือคนที่ไม่ได้สืบสวนไต่สวน และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมได้ นั่นคือ กกต.จะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้

“ใบรอบเช้าหรือรอบบ่าย ใบเลือกตั้งเหมือนกันหมด กกต.ไม่ต้องดูอะไรเลย ดูแค่คะแนนก็รู้แล้วว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่าไปใช้สิทธิไม่สุจริต ซึ่งหากเอาแค่นี้มาดูก็สามารถตัดไปได้ 140 คนแล้ว เรื่องนี้ กกต.ไม่ใช่ศาล เขาส่งหลักฐานให้หมดแล้ว แต่คุณมาแก้ข้อกล่าวหา ผมไม่ได้กล่าวหาว่า สว.ผิดหรือถูก ต้องให้ศาลพิสูจน์” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ตัดส่งเพียงบางคน ตนคิดว่ายังมี 2 ช่องทาง คือ ผู้สมัครที่เป็นผู้เสียหายสามารถไปร้องทุกข์ได้ และต้องกล้ายื่นเรื่องภายใน 3 วันว่าเรื่องไม่ชอบ เพื่อส่งให้ศาลฎีกา

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชาชนรู้สึกว่าการเมืองไปไม่ได้ การทุจริตจบด้วยการรัฐประหาร แต่เมื่อมีการรัฐประหารก็จะมีการทุจริต วนอยู่เช่นนี้ ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้มากขึ้น รวมถึงมีองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุล

ทั้งนี้ ตนมองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ทำลายระบอบการเมือง ทำให้พรรคการเมืองและประชาธิปไตยอ่อนแอ ในเมื่อ สว.ที่มาจากระบบเลือกกันเองไม่ได้มาจากประชาชน จึงมองว่าต้องแก้ที่มาของ สว. เพราะ สว.เป็นต้นกำเนิดและ “ทำคลอด” องค์กรอิสระ รวมถึงสิ่งสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ที่องค์กรเหล่านั้นจะมาลงโทษคนที่ทำคลอดตนเอง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เรื่องการฮั้ว สว.คงมีการส่งศาลบ้างเพื่อลดกระแสสังคม เห็นได้จากการพิจารณาที่มีการตั้งธงไว้ตั้งแต่ต้นให้สอบเป็นรายจังหวัด ซึ่งจะทำให้เห็นเส้นเงินของคนตัวเล็กตัวน้อย

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ต้องแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว.และองค์กรอิสระที่ใช้กฎหมายกดทับประชาชน เพราะองค์กรอิสระวันนี้กลายเป็นอิสระจากประชาชน แต่ขึ้นตรงกับผู้มีอำนาจ แม้จะบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่กลับส่งเสริมให้มีการทุจริตมากที่สุด ส่งเสริมให้การโกงหยั่งรากลึกและยากที่จะกำจัด ทำให้สิทธิของประชาชนถูกริดรอนและถูกกดทับมากขึ้น รวมถึงมีการสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ในการโกงมากขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ป.ป.ช.น้อยครั้งมากที่จะไปแตะนักการเมืองตัวใหญ่ๆ หากจะแก้เรื่องการกินรวบประเทศ ต้องแก้ “2 โกง” ก่อน คือ การโกง สว. และการโกงเลือกตั้ง สส. การซื้อเสียง ซึ่งหากแก้ไม่ได้ก็เท่ากับจำยอมให้คนมีอำนาจและมีเงินซื้อประเทศไทยไป

ดังนั้น ต้องแก้ที่มา สว. อำนาจที่ล้นเกินของ สว. ที่มาขององค์กรอิสระต่างๆ และเปิดให้ประชาชน 50,000 รายชื่อสามารถถอดถอนองค์กรอิสระและนักการเมืองที่มีความประพฤติมิชอบ รวมถึงสามารถถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ ควรมี ป.ป.ช.ภาคประชาชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ เพราะจำเป็นต้องคืนอำนาจให้ประชาชน

“น่าจะมีประเทศไทยประเทศเดียวที่เอาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวพันได้เสียมาเป็นผู้พิจารณาในคดีที่เกี่ยวพันกัน น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบแบบนี้อยู่ มันไม่ควรเกิดขึ้นในระบบต้นทางของกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ ดิฉันอยากเห็นองค์กรอิสระ กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรมจริงๆ และเป็นห่วงจริงๆ ว่าสิทธิของประชาชนและผู้เสียหายยังสามารถที่จะฟ้องร้องท่านได้ เป็นห่วงว่าจะมาติดคุกตอนแก่ ประเทศนี้แปลกๆ ฉะนั้น จึงต้องส่งเสียงเชียร์ให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในอดีตอาจเป็นการรัฐประหารหรืออำนาจนิยม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยสะดุด แต่หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดพัฒนาการใหม่ที่มีพรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมพยายามแทรกแซงอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือแทรกแซงองค์กรสื่อมวลชน

แต่ยุคหลังมีความแนบเนียนมากขึ้น หลังการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 รอบล่าสุด ได้พรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมยิ่งกว่าในอดีต มีกลไกเทคนิคยึดครององค์กรอิสระ นอกจากแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วหรือโกง สว. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนถึงแนวโน้มที่พรรคการเมืองอำนาจนิยมเข้าไปยึดกุมการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายสาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อเข้าไปยึดกุมกระบวนการเลือก สว.ได้ ยังยึดครองอำนาจนิติบัญญัติได้ทั้งหมดผ่าน “โพย” ถือเป็นวิกฤตประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า สภาพที่มีกระบวนการเลือกตั้งและมี “ประชาธิปไตยเงินสด” เข้าไปยึดกุมเจตจำนงเสรีของประชาชน เมื่อกระบวนการเลือกตั้งจบ ก็ทำให้ สส.ไม่มีเจตจำนง ไม่ได้คิดถึงประชาชน กลายเป็น “Zombie Democracy” หรือ “ประชาธิปไตยผีดิบ” ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยในการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างชัดเจน

แม้จะมีสูตรสีต่างๆ แต่นายสาทิตย์ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พร้อมย้ำว่าคดีการฮั้ว สว.เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นที่ สว. แต่จากการเปิดหลักฐานและพยานเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเป็นการจัดการที่ขาดความสุจริตอย่างแท้จริง

นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า กกต.ไม่มีทางเลือกอื่น ต้องส่งเรื่องการฮั้ว สว.ไปยังศาลฎีกาเพื่อพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพราะหาก กกต. 4 คนมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นบุคคลที่ สว.โหวตเลือกมา ถ้า กกต.ทั้ง 4 คนดังกล่าวใช้ดุลยพินิจในการลงมติให้เป็นคุณกับคดี อาจเกี่ยวโยงกับกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวมถึงเรื่องจริยธรรม

หากส่งคดีไปยังศาล กกต.ทั้ง 4 คนจึงจะรอดจากประเด็นการมีส่วนได้ส่วนเสียครั้งนี้ ขณะที่กฎหมายการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 76 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และ สส.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือช่วยเหลือผู้สมัคร สว. ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อมีหลักฐานการเข้ามาเกี่ยวข้องของพรรคการเมือง กกต.จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งศาลฎีกา

“ทางออกของปัญหาวังวนประชาธิปไตย หากศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้วว่าผิด การเลือก สว.จะต้องเป็นโมฆะ และพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษ เพื่อเริ่มต้นให้กระบวนการทุกอย่างกลับมาเข้าร่องเข้ารอย และเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ให้มีการเลือก สว.พิสดารเช่นนี้อีกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประเทศก็จะค่อยๆ พ้นจากการเป็นประชาธิปไตยผีดิบ และเชื่อว่าหากคนผิดครั้งนี้ถูกลงโทษ กลุ่มอำนาจนิยมก็จะมีบทเรียนต่อการพยายามกินรวบประเทศไทย” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ฝากถึงนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนกับนายพริษฐ์ขู่ กกต. โดยยืนยันว่าไม่ได้ขู่ แต่พูดจริง พรรคประชาธิปัตย์เคยสู้กับ กกต. และทำให้ กกต.ติดคุกมาแล้ว จึงมีประสบการณ์ในเรื่องนี้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการที่เรียกว่า “ฮั้ว สว.” หรือ “โกง สว.” มีคำถามใหญ่เกิดขึ้นว่า กกต.บางส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการโกง สว.หรือไม่ ซึ่งมีร่องรอยมากมายที่จะชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ และกระบวนการดังกล่าวมีการคิดกันไว้ก่อนแล้วหรือไม่

ที่สำคัญคือในชั้นต้นระดับอำเภอ นอกจาก กกต.มีส่วนรู้เห็นหรือไม่แล้ว มีกระทรวงมหาดไทยบางส่วนร่วมด้วยหรือไม่ ทั้งหมดจึงเป็นร่องรอยที่มีความผิดปกติและมีข้อพิรุธ

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในเวลาที่เปิดเรื่องกระบวนการฮั้วโดยพยาน ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีพรรคการเมือง คนของพรรคการเมือง และกลไกทางการเมืองของพรรคการเมืองเข้ามาทำให้เกิดขึ้น จึงไม่สามารถตัดตอนเรื่องนี้ไปที่ สว.เพียงอย่างเดียว เพราะมีเรื่องของพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เวลานี้ กกต.แทบไม่เหลือความไว้วางใจจากประชาชนอีกแล้ว และหากจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กกต.ก็ต้องทำใหม่ทั้งระบบจริงๆ

ขณะที่นายวีระยุทธ กล่าวว่า อย่าเรียก “องค์กรอิสระ” แต่ให้เรียกว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เพราะทุกองค์กรเกิดจากการแต่งตั้งทั้งนั้น ประเทศนี้ไม่เคยใช้รัฐธรรมนูญได้ถึง 10 ปี และนอกจาก ป.ป.ช. หรือ กกต.แล้ว ยังมีหน่วยงานอย่าง กสทช. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรแต่งตั้งที่เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างค่า GP ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บนแพลตฟอร์ม ซึ่งในต่างประเทศต้องถูกสอบสวนว่ามีการฮั้วกันหรือไม่ ถือเป็นสิ่งสำคัญในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แต่ในประเทศไทยเหมือนเป็นสุญญากาศ ไม่มีใครเข้าไปควบคุม โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยพูดไว้ในช่วงหาเสียง แต่ทุกวันนี้ยังไม่เห็นการดำเนินการ

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอำนาจหลายอย่างไม่ได้อยู่ในมือของรัฐบาล แต่อยู่ในนามองค์กรแต่งตั้งเหล่านี้ที่มีเพียงไม่กี่คน เมื่อมีกลไก สว.เข้ามาเกี่ยวพันก็ยิ่งเพิ่มปัญหา ทั้งฝั่งทุนและฝั่งการเมืองที่เข้าไปกินรวบ

เรื่องดังกล่าวไม่ได้จบเพียงมิติทางการเมือง ความไม่ชอบมาพากล และความไม่ชอบธรรม แต่ยังส่งผลถึงความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับองค์กรแต่งตั้ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแรงจูงใจของหน่วยงานที่ควรเป็นอิสระและเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน เพราะบั้นปลายชีวิตของบุคคลเหล่านี้ก็หวังที่จะได้นั่งในองค์กรอิสระ พร้อมขอให้ทุกคนอย่าปล่อยผ่านเรื่องนี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พริษฐ์' ไล่ปมเงิน 8.6 แสน จี้ กกต. ตอบ ทำไมสอบคนรับ แต่ไม่สอบคนโอน

“พริษฐ์” กาง 5 ข้อเท็จจริงเส้นเงิน 860,000 บาท จาก “ญาณี” ถึงอดีตพนักงานสืบสวน กกต. ตั้งคำถามเหตุใดเมื่อพบพฤติกรรมเรียกรับเงินจริง กลับไม่สอบผู้โ

'เทพไท' ชี้คลิปฮั้ว สว. อ้างเบื้องบน จี้ กกต. เปิดสำนวนชุด 26 ส่งศาลฎีกา

“เทพไท” ระบุคลิปเสียงปมฮั้ว สว. เป็นหลักฐานอีกชิ้นที่มีการกล่าวอ้างเบื้องบน เชื่อพยานหลักฐานสำคัญอยู่ในสำนวนอนุกรรมการชุดที่ 26

กกต. ยันไม่ยื้อคดีฮั้ว สว. ภายใน ส.ค.นี้ จบขั้นตอนพิจารณาสำนวนครบทุกข้อหา

กกต. ไม่กังวลฝ่ายค้านจ่อเปิดหลักฐานฮั้ว สว. สุดสัปดาห์นี้ ย้ำยึดสำนวนชุด 26 เป็นหลัก-ความเห็นอนุฯ 36 แค่ประกอบ ชี้มติส่งศาลฎีกาหรือยกคำร้องทุกคนต้องมีเหตุผลรับผิดชอบต่อสังคม ยันไม่ยื้อกรอบเวลา คาดสัปดาห์สุดท้าย ไล่พิจารณาครบ 7 ข้อหา ก่อนเว้น 1 สัปดาห์ให้

จบข่าว! กกต. ไม่ตั้งสำนวนใหม่ ชี้หลักฐานไม่พอเชื่อมโยงถึง 'สุขสมรวย' ปมเส้นเงิน 8.6 แสน

กกต.แจงปมเจ้าหน้าที่พัวพันทุจริตเลือกตั้ง 2566 ที่ “ตาก-อำนาจเจริญ” พบเรียกรับเงินจริง ตั้งสอบ-ไล่ออกแล้ว 1 คดี อีกคดีจ่อมติไล่ออก เผยเส้นเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่แต่ผู้โอนไม่ใช่ตัว สส. ย้ำยังไม่พบหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์-พยานบุคคลเชื่อมโยงถึงตัวสส. จึงยังไม่ตั้งสำนวนใหม่ ไม่รื้อคดีเลือกตั้ง สส.เดิม แม้หวั่นข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อาจคลาดเคลื่อน เหตุหลักฐานยังไม่ถึงขั้นสาวไปถึงผู้เกี่ยวข้องเบื้องหลัง

‘ไอติม’ ไล่บี้ กกต. ปมเงิน 8.6 แสน โยงสำนวนเลือกตั้ง 'สุขสมรวย' หรือไม่

“พริษฐ์” ตั้ง 3 คำถามถึง กกต. หลังแจงเจ้าหน้าที่ผู้รับเงิน 8.6 แสนบาท ทำสำนวนเลือกตั้ง สส. ช่วงเวลาเดียวกับการโอนเงิน