รอดศาลฯแต่วิกฤตศรัทธายับเยิน ดันเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งรอบหน้า

โล่งอก ไปเปลาะหนึ่งสำหรับ กกต. หลัง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องเรียน 22 เรื่อง ขอให้ศาลชี้ขาดว่า การที่ กกต.จัดพิมพ์รหัสแท่ง "บาร์โค้ด" และรหัสคิวอาร์ (QR Code) บนบัตรเลือกตั้ง ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยตรงและ "โดยลับ" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7), 83 วรรคสอง และ 85 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เพราะหากศาลชี้ว่าผิด ผลลัพธ์คือการเลือกตั้งล้มทั้งกระดาน สภาฯ แตก และลากประเทศเข้าสู่สุญญากาศทางการเมืองทันที

สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติชี้ขาดแยกเป็น 2 ส่วน โดยกรณี QR Code บนบัตรแบ่งเขต ศาลเคาะมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนแถบบาร์โค้ดบนบัตรบัญชีรายชื่อ ศาลมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.2569 มีผลสมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆะ

เมื่อผ่าดูเนื้อในคำวินิจฉัย ศาลยอมรับความจริงในทางเทคนิคว่า "บัตรปาร์ตี้ลิสต์สืบย้อนได้จริง" เพราะเมื่อเอากล้องสมาร์ทโฟนทั่วไปไปสแกนแถบบาร์โค้ดใต้บัตร ตัวเลขจะแสดงผลตรงกับ "เลขที่บัตรบนต้นขั้ว" แบบ 1 ต่อ 1 ทันทีโดยไม่ต้องถอดรหัส แตกต่างจาก QR Code บนบัตรเขตที่ถอดรหัสออกมาได้แค่ "เลขเล่ม" ในสัดส่วน 1 รหัสต่อบัตร 20 ใบ ซึ่งสืบหาตัวตนไม่ได้ แต่จุดที่ช่วยอุ้มให้ กกต.รอดตายหวุดหวิด คือการที่ศาลนำทฤษฎีกฎหมายมหาชนเรื่อง "ความลับโดยมีเงื่อนไข" มาวางเป็นบรรทัดฐาน โดยมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับให้เป็นความลับบริบูรณ์ตลอดกาล เพราะการเมืองไทยมีปัญหาบัตรปลอมและบัตรยัดหีบข้ามเขต จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาความลับกับการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม

นอกจากนี้ ศาลยังนำหลักเรื่อง "เอกสาร 3 ส่วน" และ "กำแพงกฎหมาย" มาหักล้าง โดยชี้ว่าการจะรู้ว่าใครกาเบอร์ไหน ต้องนำบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วที่เซ็นชื่อ และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาเปิดเทียบพร้อมกัน ซึ่งผลจากการที่ศาลส่งเจ้าหน้าที่ไป "เดินเผชิญสืบ" ตรวจสถานที่จัดเก็บจริง พบว่า กกต.แยกเก็บ 3 ส่วนออกจากกัน ล็อกด้วยสายรัดเคเบิลไทล์ที่ กปน. 9 คนเซ็นชื่อกำกับ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกแยกส่งไปอำเภอภายใน 3 วัน และเก็บในสถานที่ราชการที่มีเวรยามรัดกุม หากใครจะเข้าไปจับคู่ มีทางเดียวคือต้องสมคบคิดกับเจ้าหน้าที่ กกต.เข้าไปตัดสายรัดหีบ ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ถึง 5 ปี ปรับเป็นแสน และตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ตามกำแพงกฎหมายจึงยังทำหน้าที่คุ้มครองความลับได้ การพิมพ์บาร์โค้ดเพื่อคุมยอดพิมพ์ 55.6 ล้านใบ ให้เสร็จทันส่งนอกราชอาณาจักรใน 5 วัน จึงไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

แม้จะรอดคุก แต่ กกต.ก็โดนตบหน้ากลางบัลลังก์อย่างจัง เมื่อศาลทิ้ง "ข้อสังเกตและคำเตือนเชิงกำชับ" ไว้ท้ายคำวินิจฉัย ระบุว่า "ข้อเท็จจริง แสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3 (คือ กกต.)" พร้อมสั่งการบ้านทันทีว่า

"ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บให้มีมาตรการที่รัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำอย่างผิดกฎหมาย เพื่อเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง"

ซึ่งหลังฟังคำตัดสิน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยและคำเตือนของศาล โดยยืนยันว่า ในส่วนสำนักงาน กกต. ถ้าได้ฟังสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ก็จะมีคำอธิบายว่าทำไมเราถึงทำอย่างนั้น แต่คำวินิจฉัยก็ออกมาแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำแนะนำอยู่ 2 ประการ คือ 1.ตรงและลับ 2.สุจริตและเที่ยงธรรม ในนามของสำนักงาน กกต.คงจะต้องนำมาปฏิบัติ จริงๆ อะไรที่ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง เราไม่อยากทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าขณะที่ทำ ณ วันนั้น เราก็มีความมั่นใจว่าเราสามารถทำให้การลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ แต่เมื่อประชาชนไม่สบายใจ หรืออาจจะทำให้ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งก็อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงาน กกต.ก็จะนำมาปฏิบัติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเลือกตั้งในอดีต จะเข้าใจทันทีว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นฟางเส้นใหญ่ เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 บัตรทั้ง 2 ใบ "ไม่มีแถบบาร์โค้ดเลยแม้แต่ตัวเดียว" บัตรปาร์ตี้ลิสต์สีเขียวมีเพียงเบอร์ โลโก้ และชื่อพรรค ส่วนบัตรเขตสีม่วง มีแค่ QR Code คุมเล่มตรงขอบบัตร แต่ชนวนเหตุปี 2569 เกิดจากความลนลานของ กกต. หลังยุบสภาฯ ปลายปี 2568 กกต. บริษัท จันวาณิชย์ ซี เคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด พิมพ์บัตรปาร์ตี้ลิสต์ และให้บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) พิมพ์บัตรเขต ด้วยเวลาพิมพ์ส่งนอกราชอาณาจักรที่เหลือเพียง 5 วัน กกต.กับโรงพิมพ์จึงเลือกทางลัดยัดบาร์โค้ดรายใบลงไปเพื่อเช็กยอดเข้าเล่ม เอาความสะดวกของเจ้าหน้าที่เป็นหลักจนลืมหัวอกประชาชน ซึ่ง กกต.รู้ตัวว่าพลาด เพราะหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 เรื่อยมาจนถึงการเลือกตั้งนายก อบจ.และเลือกตั้งซ่อม สส.เขต กกต.สั่ง "เบรกหัวทิ่ม" ถอดรหัสบาร์โค้ดทิ้งทั้งหมด กลับไปใช้ระบบคุมเล่มแบบดั้งเดิม

แต่หลังพ้นบ่วงศาลมาได้เพียงวันเดียว วันที่ 29 ก.ย.2569 แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงาน กกต.เตรียมกางแผนแก้ลำคำสั่งศาลที่ห้ามพิมพ์บาร์โค้ดบนกระดาษ ด้วยการปัดฝุ่นเตรียมนำ "เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์" มาใช้แทนการกาบัตร โดยปัจจุบันมีอยู่ 250 ชุด กระจายไปจังหวัดละ 2 ชุด (1 ชุดมีเครื่องรวมคะแนน 1 เครื่อง และเครื่องลงคะแนน 4 เครื่อง มีแผงกั้น 3 ด้าน) เป็นระบบ Stand Alone 100% ไม่ต่อเน็ต ไม่ต่อบลูทูธ ตัดปัญหาโดนแฮกและประมวลผลคะแนนได้ทันที

กกต.ยอมรับว่าเครื่อง 250 ชุดที่มีอยู่ ซึ่งเคยให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือรัฐสภาใช้เลือกตั้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ยังนำไปใช้เลือกตั้งใหญ่ระดับ สส. ที่ต้องใช้ถึง 99,487 ชุด หรือ อบจ. ที่ต้องใช้หลักพันชุดไม่ได้ จึงกำลังยกร่างระเบียบนำร่องใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นสเกลเล็ก เช่น อบต. หรือเลือกตั้งซ่อมบางแห่งก่อน เหมือนโมเดลของอินเดียและญี่ปุ่น พร้อมวางแผนพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่ที่ปลอดภัยและราคาถูกลง เพื่อผลิตจำนวนมากรองรับการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งล่วงหน้าในอนาคต

เหตุผลที่ กกต.ดันเครื่องลงคะแนนสุดตัว ไม่ใช่แค่หนีปัญหาบาร์โค้ด แต่เป็นเรื่อง "การประหยัดงบมหาศาล" เพราะศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ครม.ต้องอนุมัติงบกลางสูงถึง 8,978,267,690 บาท จัดหน่วยเลือกตั้ง 99,487 หน่วย ใช้กำลังคน กปน.และ รปภ.รวมกันถึง 1,094,357 คน หากเปลี่ยนมาใช้เครื่องลงคะแนนได้จริง จะลดงบค่าตอบแทนคน ลดค่าพิมพ์บัตร ตัดปัญหากรรมการทุจริต และปิดฉากดรามาบัตรเขย่งได้อย่างถาวร

ศาลรัฐธรรมนูญอาจช่วยเซฟ กกต.ให้รอดคุก และเซฟการเมืองไม่ให้ล้มกระดาน แต่นี่คือ "ชัยชนะที่ไร้ราคา" เพราะความโปร่งใสขององค์กรถูกตั้งคำถามจนพรุนทั้งตัว การที่ กกต.พยายามดันเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นทางรอด จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือการลดงบประมาณเกือบหมื่นล้านบาท แต่คือการดิ้นรนเพื่อล้างมลทินความหวาดระแวง และกู้ศรัทธาที่พังยับเยินกลับคืนมา ก่อนที่วันเข้าคูหาครั้งต่อไปจะมาถึง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลจบแล้ว…กกต.เพิ่งเริ่ม

วันนี้ซองที่ส่งเข้ามาขอพักไว้ก่อนครับ เรื่องบาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่เถียงกันมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

น้ำท่วมทำลายเชื่อมั่น‘รัฐบาล’ รับมือสถานการณ์วิกฤต‘ติดลบ’

รัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย น่าจะเป็นรัฐบาลที่เผชิญสถานการณ์วิกฤตมากที่สุดรัฐบาลหนึ่ง