
นักวิชาการ เตือน บิ๊กคิ้ว ว่าที่แม่ทัพภาค4 คนใหม่ หลัง 1 ต.ค.กลุ่มก่อเหตุภาคใต้จ้องลองของ ซัดฝ่ายการเมืองละเลยพัฒนากองทัพ ขนาดซ้อมรบยังไม่มีกระสุนจริงให้ใช้ เพราะโดนตัดงบเรียบ
20 กันยายน 2569 – ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต-นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคง-อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงทิศทางของกองทัพและฝ่ายความมั่นคงต่อจากนี้ หลังการจัดทัพนายทหารระดับสูงประจำปีของทุกเหล่าทัพเสร็จสิ้นลงไปแล้ว โดยได้กล่าววิเคราะห์ตำแหน่งหลักๆในกองทัพว่า สำหรับว่าที่ปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ ที่ขยับจากรองปลัดกระทรวงกลาโหมมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมว่า เป็นลูกหม้อของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยเติบโตมาจากสำนักงานนโยบายและแผน จนขึ้นมาเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม จึงมีความชอบธรรมสูง เหลืออายุราชการอีกหนึ่งปี โดยเกษียณอายุกันยายนปีหน้า2570 ส่วนพลเอก อมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ก็ข้ามห้วยมาเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม โดยจะเกษียณอายุราชการในปีพ.ศ. 2571 ที่มาอยู่เพื่อมาเรียนรู้งานและบ่มความอาวุโส โดยนอกจาก พลเอก ศรัณย์ ว่าที่ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่จะเกษียณในปีหน้าแล้ว พบว่ารองปลัดกระทรวงกลาโหมทุกคนยกเว้นพลเอกอมฤต ต่างเกษียณปี2570 หมด หลายคนก็บอกว่าเป็นการเยียวยา ทดแทนในสิ่งที่พลเอก อมฤต ไม่สามารถโตได้ในกองทัพบก ซึ่งการจะข้ามห้วยมันไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อน
ผศ.ดร.วันวิชิตยังกล่าววิเคราะห์ในส่วนของ กองบัญชาการกองทัพไทย(กองบัญชาการทหารสูงสุด) ว่า สำหรับ พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร ที่จะขึ้นมาเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นลูกหม้อของกองบัญชาการฯ เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ คือหากนึกถึงระเบียบการจัดราชการกลาโหม หรือพ.ร.บ.กลาโหม ฯปี 2551 พลเอกชิดชนก มีส่วนร่วมในเรื่องการกำหนดหลักการ -เกณฑ์ต่างๆในพ.ร.บ.กลาโหมฯ เป็นเหมือนคณะทำงาน(ในการยกร่างกฎหมาย)ส่วนพลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ที่จะมาเป็นเสนาธิการทหาร พบว่าเป็นเลขานุการฯ คณะกรรมการหลายชุด และไม่รู้เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ เลขาธิการสมช.คนใหม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก. ที่เป็นเตรียมทหารรุ่น 26 คนนี้ก็เปรียบเป็นเสมือนมือขวาของ พลเอกณัฐพล นาคพานิช อดีตรมว.กลาโหม ส่วน พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว ก็เหมือนมือซ้ายมือขวา หากพล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นมือขวา พลเอกณัฐพงษ์ ก็เป็นมือซ้ายของบิ๊กเล็ก โดยมาช่วยพลเอกณัฐพลทำงานในช่วงบริหารจัดการโควิดฯ (สมัยพลเอกณัฐพลเป็นเลขาธิการสมช.) โดยทั้งสองคนเติบโตในกรมยุทธการทหารบก โดย พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว จะเกษียณอายุราชการในปีพ.ศ. 2571
“ผมก็ฟันธงเลยว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไป คือ พลเอกชิดชนก นุชฉายา ที่จะเป็นรองผบ.สส. อาวุโสสูงสุดในปีพ.ศ. 2570 โดยพบว่าคุณพ่อท่านเป็นจปร.7 รุ่นเดอะมาก ก็เป็นลูกนายทหาร ส่วนพลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว ด้วยงานและบทบาทด้านความมั่นคง ก็มองว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ (ว่าที่เลขาธิการสมช.) จะเกษียณในปีพ.ศ. 2570 ผมเชื่อและฟันธงข้ามปีว่า พลเอกณัฐพงษ์ จะข้ามไปเป็นเลขาธิการสมช.ในอนาคตหลังพลเอกชัยพฤกษ์เกษียณในปีหน้า โดยพลเอกณัฐพงษ์ เก่งในเรื่องงานนโยบายและการทำแผนงาน รู้เรื่องงานชายแดนดี”
ดร.วันวิชิตกล่าวต่อไปว่า ส่วนกองทัพบก ในปีพ.ศ.2570 ที่พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.เกษียณ รวมถึง พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(พลเอก) พลโทอาวุธ พุทธอำนวย ว่าที่เสนาธิการทหารบก(พลเอก) ทำให้ในห้าเสือทบ.ก็จะเหลือ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารบกและพลโทสราวุธ ไชยสิทธิ์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก(พลเอก) ชิงกัน เพียงแต่ว่า ด้วยระบบที่เขาวางไว้ เหมือนรู้กันอยู่แล้วว่า ใครจะขึ้นผู้บัญชาการทหารบกคนต่อไป โดยพลเอกณรงค์ฤทธิ์ เกษียณปี 2571 ก็จะเป็นคนสุดท้ายของตท.รุ่น 26 ในกองทัพบก ส่วนว่าที่พลเอกสราวุธ ไชยสิทธิ์ เกษียณปี พ.ศ. 2573 เป็นแกนนำของเตรียมทหารรุ่น 28 ที่ก็จะเหลืออายุราชการสองปี ก็รอได้ สวยงาม โดยเมื่อเข้ามาอยู่ตรงนี้ ก็จะทำให้อาวุโสสูงสุด มีลักษณะโดดเด่นคือมีความเป็นผู้นำ และพ่อเคยเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นนายทหารรุ่นเดียวกับ พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก
ส่วนแม่ทัพภาคที่ 4 พลตรีชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 (รองคิ้ว) ที่จะขึ้นเป็น แม่ทัพภาคที่ 4 ก็เป็นเตรียมทหารรุ่น 28 เกษียณปี 2572 เคยเป็นทหารรบพิเศษ และเข้าไปทำงานในพื้นที่ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อปีพ.ศ. 2547 โดยรบพิเศษสามารถทำงานได้ทั่วประเทศ ผมก็เคยคาดการณ์ไว้นานแล้วในรายการของไทยโพสต์ว่า พลตรีชาคริต อุจะรัตน จะขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วก็ขึ้นมาจริงๆ เพราะเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายทหาร นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ทหารในกองทัพ นักวิชาการอาวุโสด้านความมั่นคง ต่างก็บอกว่า พลตรีชาคริต ของจริง
ตอนแรกก็มีคนกังวลว่าคนที่จะมาทำงานแก้ปัญหาภาคใต้ มีนักวิชาการระดับซือแป๋ท่านหนึ่ง บอกว่า เป็นห่วง หมดยุคแม่ทัพ พลโทไพศาล หนูสังข์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว กองทัพจะไปต่ออย่างไร เขาพูดทิ้งบอมบ์ไว้แบบนั้นเลย แม้พลโทชาคริต จะเป็นคนเชียงใหม่ แต่เขาสามารถนำได้ โดยตอนที่เขาไปเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ก็เป็นนายทหารนักเรียนหัวหน้าชุดหลักประจำชุดที่ 79ที่หมายถึงทั้งเพื่อน และคณาจารย์ให้การยอมรับว่าคนนี้มีบุคลิกการนำ การเป็นผู้นำได้ ในรุ่นยังบอกเลยว่า ขนาดตอนเรียนมีเสียงดังกันมาก แต่เขายังนั่งอ่านหนังสือได้ เป็นคนบุคลิกเงียบ แบบทหารรบพิเศษ ดังนั้น การนำเขานำได้ และในภาคใต้ แอ็กชั่นเชิงรุกจะมีมากขึ้น รุกในที่นี่ไม่ได้หมายถึงดุดันเลือดพล่าน แต่รุกในการเข้าถึงงานมวลชน รุกในการที่จะใช้งานด้านข่าวกรอง
นักวิชาการผู้นี้กล่าวย้ำว่า ไม่อยากลดทอนเครดิตของอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เคยทำงานกันมา แต่ผมเพียงแต่จะบอกว่า ถูกฝาถูกตัว เอาแบบนี้แล้วกัน คือมีการมองล่วงหน้ากันมาเป็นปีๆว่าคนนี้พลตรีชาคริต ต้องมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ผมมองว่า เขาจะบูรณาการการทำงานกับสมช.ได้ เพราะว่ามาทรงเดียวกัน งานเชิงรุกได้ และอีกส่วนหนึ่งก็มีความเป็นภาคของนักวิชาการ อ่านตำราเยอะ ปัญหาภาคใต้ ผมลงไปพื้นที่หลายครั้ง พบว่ามีแต่คนขยันแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ทำงาน คนทำงานคือทหาร เจ้าประคุณรุนช่องมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่ให้ทำงานก็ไม่ทำ แต่คนไปปฏิบัติงานทำงานยาก
“เรื่องสถานการณ์ภาคใต้ หากนายกฯไม่ลงมาเองไม่ได้ แต่หากนายกฯจะไม่ลงมา นายกฯควรต้องตั้งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเพื่อรับบทบาทในการนำ เหมือนครม.ส่วนหน้า ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ มีภารกิจเยอะ แล้วพอมีเรื่องอะไรทีก็เรียกประชุมทีหนึ่ง ซึ่งผมก็เข้าใจ แต่อยากให้เหมือนมีครม.ส่วนหน้า คือหากมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หากจำกันได้ ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัวพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ คอยทำการแทนในที่ประชุมกอ.รมน.ภาคสี่ หรือดูแลกอ.รมน.ในภาพรวม ก็รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มาดูในธงร่มใหญ่เลย มันจะทำให้งานมีประสิทธิภาพ แล้วต่อไปพวกมนุษย์ขยันแสดงความคิดเห็นต่อนี้ไปต้องคาดโทษ หากรับชอบก็ต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่า ผู้ปฏิบัติรับเละฝ่ายเดียว เพราะงานมวลชน หากผู้ว่าฯ นายอำเภอ ไม่ลงในพื้นที่ ทหารทำคนเดียวไม่ได้ งานตัดท่อน้ำเลี้ยงอาชญากรรม หากตำรวจไม่ให้ความร่วมมือ ทหารก็ทำไม่ได้”นักวิชาการผู้นี้ระบุ
เมื่อถามว่า ปัญหาสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะดีขึ้นหรือไม่ ภายใต้การนำของพลตรีชาคริต ว่าที่แม่ทัพภาคที่ 4 ดร.วันวิชิต กล่าวตอบว่า ผมว่าดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่แรกๆ อาจจะมีคนอยากลองของ มีแน่นอน รับรองมีแน่ แต่หากสมมุติว่าฝ่ายการเมืองตูมมา ไม่ใช่แค่ฝ่ายทหารอย่างเดียวแล้วที่ต้องรับผิด แต่ทางตำรวจ ผู้ว่าฯด้วย หากไม่บูรณาการอำนาจร่วมกัน และการมาเป็นหัวหน้าหน่วยฝ่ายความมั่นคง จะมาอยู่แบบปีต่อปี ไม่ได้ ต้องมีกรอบอยู่สองปีหรือสามปี ซึ่งว่าที่แม่ทัพภาคที่ 4 พลตรีชาคริตเกษียณปี พ.ศ. 2572 ผมคิดว่าพลตรีชาคริตจะอยู่ยาว จะสองปีหรือสามปีก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่ปีเดียวแน่ๆ เพราะฝังตัวอยู่มานาน งานภาคใต้ก็คงอยากให้ออกมาในเชิงบวก
สำหรับ”กองทัพเรือ”ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่าเป็นการชิงกันระหว่าง พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือกับพลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ แต่สุดท้าย พล.ร.อ.นเรศ ได้ขึ้นมาเป็นผบ.ทร. แล้ว พล.ร.อ.กรวิทย์ ขยับไปเป็นรองผบ.ทร.นั้น “ดร.วันวิชิต”กล่าวว่า ผมคิดว่าเขาคุยกันรู้เรื่องและเข้าใจ โดยทั้งสองคนก็เป็นรุ่น 26 ด้วยกันทั้งคู่ ยังไงก็เพื่อนกัน แล้วก็ทั้งรมว.กลาโหม-ปลัดกระทรวงกลาโหม-ว่าที่ผบ.ทร.คนใหม่ ก็รุ่นเดียวกันหมด ก็น่าจะคุยกันแล้ว เพื่อตอบโจทย์นโยบายสองปี
…หลังเหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 จนถึงปัจจุบันปี 2569 ผ่านมา 34 ปี ผบ.ทร.แต่งตั้งกันมาแล้ว 23 คน และคนใหม่จะเป็นคนที่ 24 เฉลี่ยแล้วเท่ากับผบ.ทร.หนึ่งคนก็คือ หนึ่งปีสี่เดือนในการดำรงตำแหน่งถือว่าน้อยมาก ซึ่งผบ.ทร.ที่อยู่ในตำแหน่งหนึ่งปี ทุกคนก็มีวาระของตัวเองที่อยากทำอะไรต่างๆ อาจจะไม่ได้สานต่อผบ.ทร.ก่อนหน้าตัวเอง ซึ่งฝ่ายทำงานหรือลูกน้องปรับตัวก็ไม่ทัน และปัญหาในอดีตกองทัพเรือ ต้องยอมรับว่ามีความขัดแย้งกัน ขึ้นมาล้างบาง ขึ้นมาล้างบาง เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปี 2569 ผบ.ทร.จะอยู่กันคนละหนึ่งปี แล้วจะเห็นงานต่อเนื่องได้อย่างไร อันนี้มันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนต่อเพื่อน แต่ผมว่าเขามองเรื่ององค์กรของตัวเองต้องมา เพื่อลดความขัดแย้งหรือทำให้งานมันมีความต่อเนื่องได้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นประวัติศาสตร์แปลกๆของกองทัพเรือหรือไม่ คนที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ คนที่เป็นผู้บัญชาการกองเรือยุทธการที่จะขึ้นเป็นผบ.ทร.มีสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าผู้ช่วยผบ.ทร.หรือเสนาธิการทหารเรือ คือก็มีที่ขึ้นไปเป็นผบ.ทร.แต่น้อยมาก ผมก็เข้าใจว่ามันคงมีจารีตหรือขนบธรรมเนียมบางอย่าง วิธีคิดของคนกองทัพเรือ
ขณะที่”กองทัพอากาศ”พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย รอง เสธ.ทอ. ที่ขึ้นมาเป็น เสนาธิการทหารอากาศ ผมก็คงพูดเหมือนพลตรีชาคริต ที่ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 คือ จะช้าจะเร็ว น่าจะได้เป็นผบ.ทอ. เขาเป็นคนที่ไม่รู้จักเลขสอง หนึ่งตลอด สอบได้ที่หนึ่งตลอด ไปเรียนสหรัฐฯ ก็ชนะฝรั่ง สำหรับกองทัพอากาศ ผมรู้สึกว่าจะไม่ค่อยมีความขัดแย้ง เรื่องอาภรรพ์ทุ่งดอนเมือง มันจบไปเมื่อสามสิบปีที่แล้ว
เมื่อถามถึงมองกองทัพไทยอย่างไร มองว่ามีความเป็นเอกภาพหรือไม่ ประเทศอื่นกำลังจะแซงหรือไม่ ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า เรื่องความไม่เป็นเอกภาพไม่ใช่ ผมเพียงแต่ว่าฝ่ายการเมืองละเลยที่จะสนับสนุนในการพัฒนากองทัพ ที่ผ่านมา กองทัพเขาปรับตัวเองตามงบประมาณที่ได้รับ อย่างทอ.เขาไปได้ไกล เป็นกองทัพที่ทันสมัย เขาทำตามสมุดปกขาวที่ออกมาเป็นปีๆ ทางทบ.กับทร.เพิ่งจะมาทำสมุดปกขาว คือวางกรอบการพัฒนากองทัพ เช่นเป็นกองทัพที่ทันสมัยอะไรต่างๆ คือฝ่ายการเมืองมีการตัดงบไปเยอะ เช่นงบที่จะใช้ฝึก การใช้กระสุนจริงมีอย่างจำกัด มันก็มีปัญหาเพราะทหารในภาพปฏิบัติ ไม่เคยได้ใช้กระสุนจริง ของมันแพงแต่ว่า รัฐไม่ได้เจียด บอกจะซ้อมไปทำไม ไม่มีการรบ แล้วเป็นอย่างไร คือบางทีมันต้องมีการฝึกกันบ้างในด้านยุทธวิธี ฝ่ายการเมืองมองข้ามตรงนี้ และตอนนี้เพิ่งเข้าใจแล้วว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มันจำเป็น เพราะต่อให้เรามีเงิน แต่หากเขา(ต่างประเทศ) ไม่ขายให้จะทำอย่างไร ฝ่ายการเมืองต้องสนับสนุนเต็มที่เรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งกองทัพของเราในระดับอาเซียน ผมคิดว่าเราอยู่ในระดับสูง หลายประเทศก็มาฝึกกับเรา เขาอยากรู้หลักคิดของเราเป็นอย่างไร อย่างสิงคโปร์มาฝึกกับเราตลอด เอาเรือดำน้ำจริงมาฝึกซ้อมผสมกับเรา หรืออินโดนีเซีย ก็มีการอบรมแลกเปลี่ยนรบพิเศษต่อกัน เพราะเขาก็รู้ว่าของเราอยู่ในระดับสูงของภูมิภาค
“ผมคิดว่าทุกคนมองเห็นปัญหาร่วมกันแล้ว หลังจากเกิดการปะทะไทย กัมพูชา เราได้เห็นตัวตนของตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าข้อจำกัดที่ผ่านมาคืออะไร เราก็มี สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ที่ก็มีการพัฒนาในด้านต่างๆ ได้เยอะพอสมควร ขณะเดียวกัน กองทัพก็ต้องเปลี่ยนMindset ซื้อของในประเทศให้มากขึ้น หากไม่เชื่อมั่นของจากทางเรา มันก็ไปไม่สุด”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“วันวิชิต” ชี้รัฐบาล ยังแกร่ง พรรคร่วมเหนียวแน่น ชมผนึกกำลังทำงาน ผ่านปัญหาน้ำท่วมน่าน มองฝ่ายค้านยังไร้ “หมัดน็อก” เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์เสถียรภาพรัฐบาลว่า แม้รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ปัญหาความมั่นคงตา
น่าห่วง! 'สีหศักดิ์' รับการข่าวรู้ล่วงหน้า แต่ยังคาดการณ์ไม่ดีพอ เตรียมนัดถกฝ่ายความมั่นคง
‘สีหศักดิ์’ เตรียมถกฝ่ายความมั่นคง หลังเกิดเหตุจว.ชายแดนใต้หลายจุด รับ น่าเป็นห่วง แม้รู้การข่าวล่วงหน้า แต่อาจยังคาดการณ์ไม่ดีพอ ระบุ ต่อไปต้องรัดกุมในทุกจุด
“วันวิชิต” ชี้รัฐบาลมาถูกทาง คุมปืนคือจังหวะสำคัญเปลี่ยนสังคมไทย ชี้ รัฐบาล กำลัง ลดคุณค่าของปืน ให้กลายเป็นสิ่งกึ่งผิดกฎหมาย พร้อม ขอคนไทยก้าวข้ามดราม่านายกฯ ปม “ยิงปืนในบ้านผิดหรือไม่”
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ท่าทีของรัฐบาลที่ประกาศเดินหน้าควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจัง ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยควรใช้ในการจัดระเบียบเรื่องอาวุธปืนครั้งใหญ่ หลังเกิดเหตุความรุนแรงหลายครั้งจนสังคมเริ่มตระหนักร่วมกันว่า
ผศ.ดร.วันวิชิต ชี้ข่าวลือนายกฯ อยู่ไม่ยืดเป็นกระแสที่ถูกปั่น ไร้น้ำหนัก มั่นใจไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นต่อกระแสข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจอยู่ได้ไม่นาน
ดร.วันวิชิต แนะแก้ปัญหาวินจยย.ถกเถียงค่าโดยสารลูกค้า ตั้งตู้กดเลือกเส้นทางอัจฉริยะ คำนวณราคา
ดร.วันวิชิต ชี้ กทม. เทศกิจ ตำรวจ ที่เกี่ยวข้องต้องจัดระเบียบ วินมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ตามจุดคิดคำนวณค่าโดยสารตามระยะทาง แบบตู้กดเลือกเส้นทางอัจฉริยะ
ไม่เสียเหลี่ยมแน่! 'สีหศักดิ์-ทีมไทยแลนด์' รู้ทันเขมรลากเข้า UNCLOS
'นักรัฐศาสตร์' ชี้อย่าตกใจเกมกัมพูชาเดินหน้า UNCLOS มั่นใจ 'สีหศักดิ์-ทีมไทยแลนด์' รู้ทัน ไม่เสียเหลี่ยม พร้อมเตรียมรับมือครบทุกมิติ

