เคลียร์จบ 4+1! “วิป 3 ฝ่าย” เคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ 7-11 ธ.ค.นี้ รวมเวลา 72 ชม. ฝ่ายค้านจัดหนัก 51 ชม. รัฐบาลแจง 17 ชม. ประธาน 4 ชม. ช่วง 3 วันแรกลากยาวถึงตี 3 “พริษฐ์” เผย "กธ." ได้โควตาฝ่ายค้าน เล็งถกจัดสรรเวลายึดเกณฑ์ร่วมเสนอญัตติ “กรวีร์” ยันไม่มีทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี “นายกฯ” เข้าสภา ทักทาย “สส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล” เจอ "มาร์ค-การดี" ปัดเคลียร์สโลแกน “โง่-ห่วย-เลว” ไม่ได้เจรจาขอเบาๆ ซักฟอก สั่ง 18 รมต.เคลียร์คิวร่วมศึกซักฟอก ชี้ ตร.ออกหมายจับเจ้าของเพจ Godd Dam ไม่ใช่ใบสั่งยึดพยานหลักฐาน ลั่นเอาผิดคนแชร์แม้ลบโพสต์หนี สวน “รักชนก” ถ้าจะตรวจสอบให้ถามในสภา ไม่ใช่แชร์ข่าวปลอม “ไอซ์” โต้นายกฯ ไม่เคยเข้าสภาให้ถาม “เท้ง” ซัดระบบสีน้ำเงินใช้นิติสงคราม-แก้ กม.เตะสกัดฝ่ายค้าน
ที่รัฐสภา วันที่ 28 ต.ค.2569 เวลา 13.00 น. มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย) ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณากำหนดวันประชุมและการจัดสรรเวลาในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทน ครม., นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน, นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมประชุม
ก่อนการประชุมนายกรวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า กรอบวันอภิปรายตามที่ ครม.แจ้งความพร้อมตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค.เป็นต้นไปนั้น จากการพูดคุยกัน 2 ครั้งระหว่างวิปรัฐบาลกับฝ่ายค้าน คาดว่าน่าจะเห็นตรงกันว่า จะอภิปราย 4 วัน และลงมติ 1 วัน อย่างไรก็ตาม การหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย จะต้องสรุปว่าจะเป็นวันที่ 6-9 ธ.ค. และลงมติวันที่ 10 ธ.ค. หรืออภิปรายวันที่ 7-10 ธ.ค. และลงมติวันที่ 11 ธ.ค. ซึ่ง ครม.สะดวกทั้ง 2 ช่วง จึงต้องหารือกันว่าฝ่ายค้านมีความเห็นอย่างไร และทางสภาจะติดขัดหรือไม่ เนื่องจากวันที่ 6 ธ.ค.ตรงกับวันอาทิตย์
“ระยะเวลาอภิปรายโดยปกติจะประชุมตั้งแต่เวลา 09.00-00.00 น. วันละประมาณ 15 ชั่วโมง รวม 4 วันประมาณ 60 ชั่วโมง จึงต้องจัดสรรเวลาว่าฝ่ายค้านต้องการเวลาเท่าใด และ ครม.ต้องการเวลาเท่าใดในการชี้แจง เมื่อได้กรอบเวลาและวันอภิปรายแล้ว จะต้องหารือร่วมกันเพื่อแบ่งเวลาให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเหมาะสม ให้ฝ่ายค้านมีเวลามากพอในการกล่าวหาและซักถาม ขณะเดียวกันก็ต้องมีเวลาให้ ครม.ตอบข้อซักถามของพี่น้องประชาชน” นายกรวีร์กล่าว
ถามว่า กรณีพรรคกล้าธรรมจะขอเวลาอภิปรายด้วยและจะใช้โควตาเวลาจากฝ่ายใดนั้น ปธ.วิปรัฐบาลกล่าวว่า พรรคกล้าธรรมยืนยันในที่ประชุมมาโดยตลอดว่าขอรักษาสิทธิ์ในการอภิปราย เนื่องจากพรรคไม่มีตำแหน่งใน ครม. และไม่มีตำแหน่งประธานหรือรองประธานสภา ดังนั้นในสถานะจึงเป็นฝ่ายค้าน
ปธ.วิปรัฐบาลยืนยันว่า จะไม่มีทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีคนใดเป็นพิเศษ แต่จะลุกขึ้นเพื่อให้การประชุมสภาและการอภิปรายของฝ่ายค้านอยู่ในกรอบระเบียบและข้อบังคับ
เคาะซักฟอก 7-11 ธ.ค.
ต่อมาหลังการประชุมวิป 3 ฝ่าย นายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายเป็น 4+1 วัน เป็นการเจอกันครึ่งทาง จากเดิมที่ฝ่ายค้านเสนอ 5 วัน ฝ่ายรัฐบาลเสนอ 3 วัน สำหรับการอภิปรายรวมแล้ว 72 ชั่วโมง แบ่งเป็น ฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสมัยการอภิปรายครั้งก่อน เพื่อให้มีเวลาในการตรวจสอบและตั้งข้อกล่าวหาซักถามรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ส่วน ครม.ได้รับจัดสรรเวลาในการชี้แจง 17 ชั่วโมง และอีก 4 ชั่วโมงสำหรับฝ่ายประธาน
นายพริษฐ์กล่าวว่า ใน 3 วันแรก เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00-03.00 น. ของวันถัดไป ส่วนวันที่ 4 ใช้เวลาตั้งแต่ 08.00-23.00 น. ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการลงมติในวันที่ 5 ส่วนเรื่องวันที่เท่าไหร่นั้น ทุกฝ่ายเห็นว่ายิ่งเร็วยิ่งดี จึงเห็นพ้องกันตอบกลับไปยัง ครม.ว่าเป็นวันที่ 7-11 ธ.ค.2569 แต่หาก ครม.สะดวกเร็วกว่านี้ก็ได้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่ายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“การจัดสรรเวลาในฝั่งของฝ่ายค้านนั้นต้องหารือกันในขั้นต่อไป รวมถึงการจัดสรรเวลาให้กับทางพรรคกล้าธรรมด้วย ซึ่งแสดงความประสงค์ว่าต้องการเวลาบางส่วนในการอภิปราย ส่วนสัดส่วนจะเป็นอย่างไรก็ต้องไปหารือกันอีกครั้ง เพราะเรียนตามตรงว่าขึ้นอยู่กับกรอบเนื้อหาการอภิปราย ซึ่งครั้งนี้เป็นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดังนั้นคนที่อภิปรายต้องเป็นคนที่ร่วมเสนอญัตติ และมีความเห็นไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย จึงต้องหารือกับพรรคกล้าธรรม” ปธ.วิปฝ่ายค้านระบุ
ด้านนายกรวีร์กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันแทบจะ 100% ของทุกฝ่าย ซึ่งเวลาที่ฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น น่าจะเพียงพอให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ตั้งข้อกล่าวหา ซักถามรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ส่วนเวลาของฝั่งรัฐบาล ทั้ง ครม.และ สส.ที่ได้รับก็คิดว่าเพียงพอในการชี้แจง ตอบข้อซักถามได้ ส่วนเรื่องวันเราเห็นตรงกันเบื้องต้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าการอภิปรายจะเกิดขึ้นแน่นอน ช้าที่สุดคือ 7-11 ธ.ค. แต่ถ้า ครม.สามารถจัดสรรเวลาที่เร็วกว่านี้ได้ก็ขอให้แจ้งกลับมาที่สภาฯ
ถามถึงบรรยากาศในการหารือ 3 ฝ่ายวันนี้ หลังจาก 2 ครั้งแรกล่มไป นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติของการหารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ต้องหารือกันหลายครั้ง ซึ่งวันนี้ก็ได้ข้อสรุปแล้ว หลังจากนี้จะได้โฟกัสที่เนื้อหา เช่นเดียวกับนายกรวีร์กล่าวว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ต่างฝ่ายต่างถอยกันมา ทางฝ่ายค้านต้องการเวลา เราก็ให้เวลาฝ่ายค้านได้มากพอสมควรที่จะสามารถทำหน้าที่ ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้บรรยากาศการประชุมวันนี้เป็นไปด้วยดี
วันเดียวกัน เวลา 10.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ โดยทันทีที่เดินทางมาถึง นายกฯ ได้เข้าห้องประชุมและเข้าไปทักทาย สส.จากหลากหลายพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อาทิ กลุ่ม สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค, นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ โดยระหว่างนั้น น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เดินเข้าห้องประชุมมาพอดี และเดินตรงเข้าไปทักทายนายกรัฐมนตรีและพูดคุยกัน รวมทั้งนายกฯ ได้ทักทาย สส.จากพรรคกล้าธรรมและพูดคุยกันอยู่สักระยะ โดยนายกฯ ใช้เวลาอยู่ที่สภาฯ ประมาณ 1 ชั่วโมง และเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อ
หนูทักทาย ปชป.ปัดเคลียร์
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ต่อข้อถามหลังปรากฏภาพพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์และนางการดีระหว่างการประชุมสภาฯ ได้มีการเคลียร์ใจอะไรหรือไม่ว่า ไม่ต้องเคลียร์อะไร ต่างคนต่างทำหน้าที่ เมื่อถามว่าได้คุยสโลแกน “โง่-ห่วย-เลว” ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่” นายอนุทินหัวเราะก่อนกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาถามหรือมาตอบ ไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ แจ้งให้เขาทราบว่าเสียดายที่สัปดาห์นี้ควรที่จะมีการอภิปราย จะได้ผ่านพ้นไป และรัฐบาลจะได้ดำเนินการในเรื่องอื่นได้ แต่เมื่อฝ่ายค้านไม่ยินยอมที่จะอภิปรายในสัปดาห์นี้ ไม่ใช่รัฐบาลนะ โทษรัฐบาลไม่ได้ เพราะคนที่วอล์กเอาต์ไม่ใช่รัฐบาล คนที่วอล์กเอาต์ในการประชุมวิป 3 ฝ่ายคือฝ่ายค้าน
“รัฐมนตรีทั้ง 18 คนได้แจ้งไปทั้งหมดแล้ว ซึ่งทุกคนอยู่ในประเทศไทย ได้ยกเลิกภารกิจเพื่อมาตอบการอภิปรายในห้วงสัปดาห์นี้ โดยรัฐมนตรีได้เลื่อนภารกิจทั้งหมดไปไว้ในเดือน พ.ย. ซึ่งเลื่อนเวลาถอยหลังไม่ได้ ในเดือน พ.ย. ทั้งนายกฯ และรัฐมนตรีก็ไม่อยู่เป็นค่อนเดือนแล้ว จึงต้องเร่งหาจังหวะที่เร็วที่สุด” นายกฯ กล่าว
จากนั้นช่วยบ่าย นายกฯ เดินทางมาประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งกรณีวิป 3 ฝ่ายตกลงกรอบเวลาซักฟอกเป็นวันที่ 7-11 ธ.ค. ว่า เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลได้ตอบหนังสือของประธานสภาไปว่าเราพร้อมตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งตนสั่งการรัฐมนตรีให้เคลียร์กำหนดการของตัวเองให้หมด โดยตนจะร่วมฟังการอภิปรายตลอด แต่วันที่ 8 ธ.ค. มีกำหนดการที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ดูแล้วน่าจะบริหารจัดการได้ เพราะอยู่ที่ไหนก็รับฟังการอภิปรายได้
“ฝ่ายรัฐบาลก็ทำหน้าที่ตอบข้อสงสัย ข้อซักถามและข้อกล่าวหาต่างๆ ด้วยพยานหลักฐานที่เรามี เราเชื่อว่าตอบได้ เพราะรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนว่าการทำทุกอย่างต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน เรามั่นใจและเต็มใจที่จะตอบข้อสงสัยต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้ประชาชนรับทราบไปพร้อมๆ กันด้วย” นายกฯ กล่าว
ถามอีกครั้งถึงการเข้าไปทักทาย สส.ฝ่ายค้านในระหว่างการเข้าร่วมประชุมสภาฯ นายอนุทินกล่าวว่า ทักตลอดไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะต้องเดินไปหยิบบัตร ผ่านทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เมื่อเราไม่ได้ทำหน้าที่ เราก็รู้จักกันทุกคน การทักทายยิ้มแย้มแจ่มใสให้กัน ไม่ใช่เป็นการเข้าไปบอกว่าให้เบาๆ หน่อย หรือไปเจรจาอะไรทั้งสิ้นในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“อย่างผมเดินผ่านนายอภิสิทธิ์และนายชวน หลีกภัย สส.ตรัง พรรค ปชป. ก็ต้องยกมือไหว้ หากเดินผ่านแล้วไม่ยกมือไหว้ ผู้สื่อข่าวต้องถามแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น” นายอนุทินกล่าว
ซักว่าการพบ น.ส.สุชาดาได้มีการกำชับอะไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องทำตามกฎหมายทุกอย่าง ในการทำหน้าที่ สส.ก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ตรวจสอบ หากมีใครสงสัยก็ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตรวจสอบ และหากสงสัยในเรื่องของเงินบริจาคเข้าพรรค ภท.ก็ต้องไปถาม กกต. หากไปหาข้อมูลและมาสรุปกันเองก็ไม่ใช่เป็นข้อมูลที่เป็นทางการ
พอถามว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เหนื่อยใจใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เหนื่อย เพราะว่าไปแล้วก็ไม่เกี่ยวกับตน แต่มัน ละเหี่ยใจ พร้อมแซวผู้สื่อข่าวว่าเด็กสมัยนี้จะรู้จักคำว่าละเหี่ยใจหรือไม่ มันคล้ายกับว่ามันเพลีย มันควรจะเป็นเรื่องสร้างสรรค์ เป็นเรื่องที่ต้องถามว่าประชาชนเดือดร้อนอะไร การเยียวยาเป็นอย่างไร
ถามกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงเรื่องการแชร์โพสต์เรื่องสลิปปลอมค่าน้ำชา 7 ล้าน โดยระบุว่าต้องการให้มีการตรวจสอบนายกฯ นั้น นายอนุทินหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า ตนก็แค่ต้องการทำให้เห็นว่าใครจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ หากจะตรวจสอบก็ไม่ต้องแชร์ เขียนถามในสภาฯ ก็ได้ กดแชร์ไปกลายเป็นนายอนุทินรับค่าน้ำชา 7 ล้านบาททั่วประเทศ ถ้าแบบนี้ไม่ใช่การตรวจสอบ ถือเป็นการให้ร้าย ประจาน และทำให้คนเข้าใจผิดโดยใช้สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์
นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีตำรวจควบคุมตัวนายชัยรัตน์ เรขะวัฒนะ อายุ 26 ปี เจ้าของเพจ Godd Dam ว่า ตนไม่ใช่คนสั่งการให้ตำรวจไปจับ แต่เพราะตำรวจมีพยานหลักฐาน จึงไปขอศาลออกหมายจับ ที่ตนออกมาพูดเรื่องนี้เพื่อเป็นการปรามผู้ที่แชร์ต่อ เนื่องจากมีบางคนที่ไม่รู้เรื่อง จึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ หากมีเหตุลักษณะนี้ออกมาเรื่อยๆ แล้วทำให้คนที่ไม่ทราบข้อมูลเข้าใจผิดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มันจึงเป็นการเริ่มเล่นเกมนอกมารยาท
“ตำรวจจับตามพยานหลักฐานที่ทำผิด หากผมจะแจ้งความจะดำเนินคดีกับคนที่แชร์ ซึ่งข้อความในโพสต์ระบุถึงขั้นผมรับเงิน 7 ล้านบาท และทางธนาคารมีการยืนยันแล้วว่าโพสต์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทันที แล้วพอธนาคารออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่ความจริง ผู้ต้องหาก็ลบโพสต์ และโพสต์ใหม่ในข้อความที่ว่า 'อนุทินตายแน่' ซึ่งเป็นการข่มขู่เอาชีวิตหรือไม่ จึงต้องดำเนินการ แต่ถ้าผมจะเอาผิด จะแจ้งความจับคนแชร์” นายอนุทินกล่าว
จับเพจปลอมสลิปไร้ใบสั่ง
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันการจับกุมนายชัยรัตน์ไม่มีใบสั่ง เพราะเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ศาลพิจารณาออกหมายจับ เบื้องต้นนายชัยรัตน์ยังให้การปฏิเสธไม่ใช่แอดมินเพจ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิ แต่ยืนยันว่าตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรม โดยเฉพาะภาพสลิปเงิน 7 ล้านบาท ส่วนคนแชร์ ตำรวจอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายกระทำผิดหรือไม่
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน.และผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงกรณีมีการออกหมายจับเบน สมิธ และพวก ว่า ต้องยอมรับว่าเครือข่ายทุนเทาเหล่านี้อาจเชื่อมโยงเครือข่ายนักการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือจะโยงถึงตัวใหญ่ได้หรือไม่ ซึ่งทางพรรค ปชน.มีการวางตัวบุคคลไว้ตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่เรื่องรายละเอียดอยากให้รอดูในศึกซักฟอก ว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง
ถามกรณีพรรค ภท.ฟ้องจริยธรรม น.ส.รักชนกแชร์โพสต์ปลอม นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขอพูดเป็นภาพกว้าง ไม่ลงรายละเอียดว่าเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีความรอบคอบในการคัดกรองข้อมูลระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง แต่เรื่องนี้สิ่งที่เป็นหัวใจของปัญหาคือประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล เมื่อมีข่าวแบบนี้ออกมา สิ่งที่ทุกคนช่วยกันทำคือ ช่วยกันทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ดังนั้นแทนที่รัฐบาลจะเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในการขยายผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข่าวว่าจริงหรือไม่ สิ่งสำคัญมากกว่าคือการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมที่ตรวจสอบทุกคน ปิดหน้า ปิดชื่อ แล้วดูที่พฤติกรรมอย่างเดียว
ซักว่า มองประเด็นการยื่นฟ้องจริยธรรม น.ส.รักชนก เป็นการจัดการขุนพลในการอภิปรายหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจรัฐซึ่งตอนนี้นำโดยรัฐบาลภูมิใจไทย รวมถึงองค์กรอิสระ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมาก็พยายามใช้กระบวนการนิติสงครามในการทุบทำลายผู้ตรวจสอบ ผู้มีอำนาจอยู่แล้ว ทุบทำลายฝ่ายค้านหรืออำนาจที่มาจากประชาชน
“จะเห็นว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ใช้ทั้งกระบวนการนิติสงคราม ใช้ในเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เพื่อพยายามเตะสกัดขบวนการภาคประชาชนที่อยู่ตรงข้ามมากกว่า ถือเป็นภาพใหญ่และหัวใจสำคัญที่ฝ่ายค้านวางธีมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ระบอบสีน้ำเงินเป็นศัตรูและอาชญากรรมในระบอบประชาธิปไตย” นายณัฐพงษ์กล่าว
ด้าน น.ส.รักชนกได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ยื่นร้องจริยธรรมต่อ ป.ป.ช.ว่า ดิฉันสงสัยจริงๆ คนอย่างนายศุภชัย ใจสมุทร มีหน้ากล้าไปร้องจริยธรรมคนอื่นได้อย่างไร กล้าตรวจสอบจริยธรรมคนอื่น แต่ดูเหมือนจะไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูพฤติกรรมหรือสำรวจจริยธรรมของตัวเองกับพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแชร์ข้อมูลปลอม เพราะนายศุภชัยคือคนที่ไปยืนแถลงข่าวในสภาฯ ใช้พื้นที่ที่ควรพูดเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ พูดเพื่อประชาชน ใช้พื้นที่สภาฯ พื้นที่สื่อใส่ร้าย สส.พริษฐ์ วัชรสินธุ เรื่องเผยแพร่เอกสารสำคัญในคดีโกง สว. ซึ่ง สส.พริษฐ์ไม่เคยทำอย่างที่นายศุภชัยกล่าวหา และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่มีการแถลงการณ์ขอโทษ ไม่มีการขอโทษอย่างเป็นทางการ พอใครถามถึงเรื่องที่นายศุภชัยแถลงเท็จ ก็จะทนความอายตอบตรงๆ ไม่ไหว ทำกล้อมแกล้ม ทำเปลี่ยนเรื่องไป
“กรณีที่ตัวดิฉันแชร์โพสต์จากเพจ Godd Dam ดิฉันไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิน แต่ที่แน่ๆ ข้อมูลดังกล่าวรัฐบาลควรต้องออกมาชี้แจงข้อกล่าวหา เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และถึงแม้ดิฉันจะไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง แต่เมื่อความปรากฏพ่อแม่พี่น้องประชาชน พฤติกรรมของตัวดิฉันย่อมถูกวิจารณ์ดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎรได้ และพ่อแม่พี่น้องประชาชนใส่ได้เต็มที่” น.ส.รักชนกระบุตอนหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.รักชนกยังได้แปะลิงก์ระบุว่าเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมด้วยตัวเอง นอกจากนายศุภชัย ก็ยังมีนายอนุทินที่ทำในลักษณะนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง พร้อมระบุยื่นจริยธรรมรักชนกแล้วฝากไปยื่นจริยธรรมนายศุภชัยกับนายอนุทิน ไปพร้อมกันด้วย
น.ส.รักชนกยังได้โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้ง ตอบโต้นายอนุทินกรณีระบุว่า หากต้องการตรวจสอบข้อสงสัยเกี่ยวกับนายกฯ สามารถตั้งกระทู้ถามในสภาฯ ได้ ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่า “นายอนุทินกล่าวว่าหากสงสัยอะไรไม่ต้องลงโซเชียล ให้มาถามในสภาฯ จะถามยังไง ลืมอะไรไปหรือเปล่า ตั้งแต่เป็นนายกฯ มา ในสภาฯ ชุดที่ 27 นี้ยังไม่เคยโผล่มาตอบกระทู้ถามในสภาฯ เลยแม้แต่ครั้งเดียว พูดแล้วไม่ทำ พูดทำไมนิ”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หนูฉุนโยงเอื้อซิโนไทย
นายกฯ ควันออกหู โยงโซลาร์ภาคประชาชนเอื้อนายทุน อัดสื่อเปิดชื่อ “ซิโน-ไทย”-บริษัทใหญ่ ส่อกินรวบ
ไทยไม่ต้องกลัวสังคมสูงวัย
“นายกฯ” ปลุกไทยต้องไม่กลัว “สังคมสูงอายุ” เตรียมปรับยุทธศาสตร์ป้องกันโรคก่อนแก่ เชื่อสุขภาพดีเป็นรากฐานพัฒนาประเทศ
สุดวิจิตรซ้อมใหญ่ขบวนเรือ ปชช.ชมล้น2ฝั่งเจ้าพระยา
ซ้อมใหญ่เสมือนจริงครั้งสุดท้าย "ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค" ยิ่งใหญ่
ฉลุย!อุ้มน้ำมัน-โซลาร์รูฟ
ครม.หนูหั่นภาษีสรรพสามิต E20-B20 รวดเดียวกว่า 5 บาทใน 3 เดือน
‘หนู’ยังไม่รับรอง 4กม.รื้อภาษีบาป 491องค์กรบี้ถอน
“อนุทิน” แจงกำลังพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ. 4 ฉบับที่รับเงินอุดหนุนจากภาษีบาป “ปกรณ์” ชี้แม้เสนอโดยพรรคการเมือง
มท.3ท้าปชป.ฟ้อง‘ปภ.’ ท่วม‘ภูเก็ต’ประกันจ่าย
นายกฯ ลั่นอย่าปั่นกระแส "งบเยียวยา กทม.ไม่พอ" ยันรัฐบาลรับผิดชอบภาพรวมทั้งหมดหลังรัฐจ่าย 3,500 ล้าน

