3 เสียงบนเวทีไทยโพสต์ ชี้ทางออกการเมืองไทย ต้องสร้าง 'ฉันทามติใหม่'

ครบรอบ 30 ปีไทยโพสต์ เปิดเวที “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” 3 นักคิดการเมืองร่วมถอดบทเรียนความขัดแย้ง ชี้ประเทศต้องหากติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ เปิดทางประชาชนกำหนดอนาคต พร้อมหาฉันทามติพาประเทศก้าวพ้นวงจรเดิม

5 ตุลาคม 2569 - ที่สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ประชาชื่น 46 ในงานไทยโพสต์ก้าวสู่ปีที่ 30 เวทีเสวนาหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รศ.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมทบทวนปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และความขัดแย้งตลอดหลายทศวรรษ พร้อมเสนอทางออกที่มีจุดร่วมสำคัญคือ การสร้างกติกาและฉันทามติที่ประชาชนและฝ่ายต่างๆ ในสังคมยอมรับร่วมกัน

“อภิสิทธิ์” ชี้ รธน.60 ลดอำนาจประชาชน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมของประเทศไทยมาจากโครงสร้างทั้งการเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการหลุดพ้นจากสภาพความเสื่อมถอยของศักยภาพประเทศ ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงมาตั้งแต่ช่วงที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี และจนถึงวันนี้ยังไม่สามารถขยับขึ้นไปเป็นประเทศรายได้สูง ขณะที่ประเทศอื่นซึ่งเคยตามหลังกำลังไล่ตามและแซงหน้า

ในด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสำคัญคือโครงสร้างธุรกิจกึ่งผูกขาดซึ่งไม่สร้างแรงผลักดันให้เกิดการแข่งขันและการยกระดับประสิทธิภาพ หากโครงสร้างเศรษฐกิจยังก้าวไม่พ้นการผูกขาด ทั้งการเติบโตและการกระจายรายได้ก็จะมีปัญหา เพราะการเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพต้องมาพร้อมการแข่งขัน ขณะเดียวกันเมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีหลักประกันให้กับผู้แพ้ จึงต้องก้าวจากนโยบายประชานิยมไปสู่ระบบสวัสดิการ

นายอภิสิทธิ์เห็นว่า ประเทศไทยมีโจทย์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การรื้อกฎกติกาทางธุรกิจให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม การลงทุนในคนและปรับระบบการศึกษาโดยไม่จำกัดเฉพาะเด็กและนักศึกษา แต่รวมถึงคนวัยทำงาน และการแก้โครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ลดทอนอำนาจของนักการเมืองเท่ากับลดทอนอำนาจของประชาชน เพราะนักการเมืองยังมีอำนาจไม่น้อย แต่กลไกที่ประชาชนสามารถใช้ตรวจสอบกลับลดลง ดังนั้น หากประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน จำเป็นต้องหาฉันทามติร่วมกัน โดยไม่ควรเอานักการเมืองเป็นตัวตั้ง

“ถ้าเอานักการเมืองเป็นตัวตั้งก็เถียงกันจนตาย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ตัวแทนของประชาชนสามารถผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ขณะเดียวกันต้องถูกกำกับด้วยธรรมาภิบาล จุดตั้งต้นจึงควรเป็นการให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของประเทศ คนที่ใช้อำนาจต้องมาจากประชาชน แต่ผู้ที่มาจากประชาชนก็ต้องถูกจำกัดขอบเขตไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิด

“สุริยะใส” ชวนวางอดีต หาฉันทามติ

รศ.สุริยะใสกล่าวทบทวนประสบการณ์การเมืองภาคประชาชนตลอดกว่า 30 ปีว่า หลังปี 2549 การเคลื่อนไหวทางการเมืองเปลี่ยนจากฐานปัญหาของประชาชนและปากท้อง ไปสู่ความขัดแย้งเรื่องอำนาจและความหมายของประชาธิปไตยที่แต่ละฝ่ายนิยามแตกต่างกัน จนเกิดสภาพการเมืองที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการแพ้ และต้องมีฝ่ายแพ้กับฝ่ายชนะ

ความขัดแย้งดังกล่าวฝังลึกเข้าไปในสังคม และแม้เวลาผ่านมาหลายปี อารมณ์แบ่งฝักแบ่งฝ่ายยังหลงเหลืออยู่ ขณะที่บริบทใหม่ทั้งความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ภูมิรัฐศาสตร์โลก และปัญหาภูมิอากาศสุดขั้ว ทำให้ประเด็นความมั่นคงกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

รศ.สุริยะใสเห็นว่า โจทย์คือจะทำอย่างไรให้วาระการปฏิรูปสามารถเดินคู่ไปกับกระแสความมั่นคง และทำอย่างไรให้เกิดแนวร่วมทั้งในและนอกสภาเพื่อผลักดันรัฐบาลให้ไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการปฏิรูปได้

สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ รศ.สุริยะใสเห็นว่า ภายใต้บริบทปัจจุบัน การแก้ไขเป็นรายมาตรามีความเป็นไปได้มากกว่า และสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ขณะเดียวกันเตือนว่า หากประเทศไทยเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง ผลที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา

รศ.สุริยะใสกล่าวว่า ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การพูดถึง “ฉันทามติ” เป็นเรื่องยาก แต่สถานการณ์รอบนี้อาจมีโอกาสมากขึ้น เพราะภูมิทัศน์ของการเมืองแบบแบ่งสีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนที่เคยอยู่คนละฝ่ายและผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมายาวนานเริ่มกลับมาพูดคุยกันถึงอนาคตประเทศ

โดยยกตัวอย่างการพบปะของคนจากหลายสีหลายกลุ่มที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง ซึ่งกลับมานั่งพูดคุยกันเรื่องกฎหมายสร้างเสริมสันติสุข ทั้งที่บางคนไม่ได้พบกันมานานหลายสิบปี สิ่งที่เห็นร่วมกันคือ แม้การต่อสู้ในอดีตจะยาก มีผู้คนติดคุกและได้รับผลกระทบจำนวนมาก แต่การพาประเทศเดินไปข้างหน้าอาจเป็นโจทย์ที่ยากกว่าเดิม

“ปัญหาที่ผ่านมาคิดว่ายากแล้ว มวลชนสู้กันมาติดคุกติดตาราง แต่รู้สึกว่าไปข้างหน้ายากกว่า ว่าจะไปยังไงประเทศไทย อารมณ์ของคนที่ผ่านการต่อสู้มันอึ้งอยู่ในอก มันไม่มีทางไป แต่ทุกคนอยากไป ต้องสรุปบทเรียน ต้องวางกันลงบ้าง”

รศ.สุริยะใสเห็นว่า สัญญาณดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บ้านเมืองขยับไปข้างหน้าได้ โดยวาระที่สามารถสร้างพื้นที่ร่วมกันได้ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ การตรวจสอบและยับยั้งการผูกขาด รวมถึงการรักษากลไกที่เกิดจากการต่อสู้ของภาคประชาชน

ในประเด็นไทยพีบีเอส รศ.สุริยะใสระบุว่า หากมีปัญหาด้านการบริหารหรือความไม่โปร่งใสก็สามารถตรวจสอบได้ แต่หากไปถึงขั้นยุบถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะสื่อสาธารณะเป็นผลผลิตจากการต่อสู้ของภาคประชาชน เช่นเดียวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ สสส. และกลไกอื่นที่เกิดขึ้นจากการผลักดันของประชาชน

รศ.สุริยะใสเสนอว่า การสร้างฉันทามติไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการปลดล็อกระบบในรัฐสภา แต่ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการเมืองนอกสภาด้วย และควรสร้างกระบวนการหรือแคมเปญต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี เพื่อสร้างฉันทามติทั้งในและนอกสภา

พร้อมชี้ว่า สังคมไทยต้องก้าวข้ามวาทกรรมที่เป็นปัญหาทางการเมือง 3 เรื่อง ได้แก่ การผูกขาดความรักชาติ การเมืองแบบธุรกิจการเมืองผูกขาด และการผูกขาดอนาคต เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่มีประสบการณ์ ความคิด และจุดยืนแตกต่างกันสามารถกลับมาร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศได้

“ธนาธร” ชี้ 20 ปีสูญหาย

นายธนาธรกล่าวว่า หากมองย้อนหลัง 30 ปี ช่วง 10 ปีแรกเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความพยายามปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความก้าวหน้าหลายด้าน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “2 ทศวรรษที่สูญหาย”

ตลอด 20 ปี ประเทศไทยใช้เวลาไปกับการหาทางออกทางการเมืองที่วนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง ขณะที่เศรษฐกิจไทยระหว่างปี 2549-2568 เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและหลายประเทศในอาเซียน ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างงานและอุตสาหกรรมใหม่ได้เพียงพอ

นายธนาธรกล่าวว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ การชุมนุมใหญ่ 4 ระลอก นายกรัฐมนตรีถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งถูกโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้รัฐบาลไม่มีเวลาหรือสมาธิพอสำหรับการวางนโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องเป็นสิบปี

นายธนาธรกล่าวว่า การใช้วิธีการหรือกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แต่กลับฉุดรั้งสังคมไทย ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ต้องยึดมั่นและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น

ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ ประเทศไทยไม่มีกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกเตือนมาตั้งแต่ต้นว่าเป็น “ระเบิดเวลา” และปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่าโจทย์นี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

นายธนาธรกล่าวว่า หากจะวางกติกาหรือเขียนรัฐธรรมนูญร่วมกัน ครั้งนี้ต้องทำให้แตกต่างจากอดีต โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุย ไม่เฉพาะนักการเมือง แต่รวมถึงกองทัพ เครือข่ายจารีตประเพณี ระบบราชการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้แต่ละฝ่ายนำความต้องการและความจำเป็นของตนมาวางบนโต๊ะ และหาข้อตกลงที่สามารถอยู่ร่วมกันได้

นายธนาธรยอมรับว่า มีทั้งนักการเมืองที่ดีและนักการเมืองที่ทุจริต แต่การสรุปว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุของปัญหาประเทศทั้งหมด เป็นวิธีคิดที่นำกลับไปสู่การแก้ปัญหาแบบเดิม คือดึงอำนาจออกจากผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถ่ายโอนไปให้องค์กรที่ประชาชนตรวจสอบได้ยาก

สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ หากการแก้ไขทั้งฉบับยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ อาจต้องเดินหน้าแก้เป็นรายมาตรา แต่เป้าหมายสำคัญกว่าคือการสร้างฉันทามติและข้อตกลงที่ทำให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้

นายธนาธรกล่าวว่า นอกจากการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าได้ หากรัฐยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ธีรยุทธ' ผ่าการเมือง 3 ขั้ว 'คนรุ่นใหม่-บ้านใหญ่-อนุรักษ์' เตือนจุดเปลี่ยนใหญ่

“ธีรยุทธ” ชี้คนรุ่นใหม่ 1 ใน 3 ต้องการเปลี่ยนประเทศ ขณะที่คนจนยังเลือกบ้านใหญ่-ประชานิยม ส่วนฝ่ายอนุรักษ์แม้คะแนนน้อยแต่อิทธิพลสูง ฟันไทยเป็น “ชาติที่ล้มเหลว” แต่ยังไม่ถึงรัฐล้มเหลว เตือนหากอีกไม่กี่ปีไม่เปลี่ยน ปัญหาคนจนจะเป็นชนวนการเมืองครั้งใหญ่

🔴ชมสด เสวนา 30 ปีไทยโพสต์ ‘เหลียวหลังแลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย’

"ถ้าอดีตคือบทเรียน และปัจจุบันคือโจทย์ใหญ่... แล้วคุณจะยอมให้ใครมาวาดอนาคต?" พบกับงานเสวนาครั้งประวัติศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 30 ปีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

'อภิสิทธิ์' สรุป 4 ปมวิกฤตน้ำท่วม เตือนภัยช้า พร่องน้ำไม่สัมพันธ์ ขาดบัญชาการ เยียวยาเหลื่อมล้ำ

"อภิสิทธิ์" ชี้ 4 ปมจัดการน้ำท่วม ตั้งแต่เตือนภัยล่าช้า ระบบระบายน้ำไม่สัมพันธ์สถานการณ์ ไปจนถึงขาดการบัญชาการ-เยียวยา เสนอรัฐตั้งคณะกรรมการอิสระถอดบทเรียน พร้อมยกเครื่องกฎหมายสาธารณภัยครั้งใหญ่

'อภิสิทธิ์-ชวน' นำ ปชป. เร่งบรรจุถุงยังชีพ ช่วยวิกฤตน้ำท่วมกรุง

น้ำไม่ลด ประชาธิปัตย์ไม่ทิ้ง 'อภิสิทธิ์-ชวน' นำทีม ปชป. – มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ฯ ระดมกำลังเร่งบรรจุถุงยังชีพ ช่วยวิกฤตน้ำท่วมทั่วกรุง

ดร.ณัฏฐ์ ซัด 'โรม' ทำ กมธ.เป็นศาลโซเชียล ชี้ 'อนุทิน' ไม่ต้องไปแจง 8 ต.ค.

“ดร.ณัฐวุฒิ” ซัด “รังสิมันต์ โรม” ใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ ทำตัวเป็น “ศาลโซเชียล” ปมเรียก “อนุทิน” แจงทุจริตสอบท้องถิ่น 8 ต.ค.