4 คดี 'ทักษิณ' ยังไม่เข้าอนุฯ กลั่นกรองนิรโทษกรรม ปัดข่าวดีลแลกโหวตซักฟอก

‘ยุทธพร’ ยันคำร้อง 4 คดี ‘ทักษิณ’ ยังไม่เข้าอนุฯ กลั่นกรอง หลังยื่นตรงถึงกรรมการชุดใหญ่ ปัดข่าวดีลนิรโทษกรรมแลกโหวตไว้วางใจรัฐบาล เผยกรอบพิจารณา 180 วัน ด้านแหล่งข่าวระบุอนุฯ เห็นควรยุติสอบคดี กปปส. ชั้นดีเอสไอ

2 พฤศจิกายน 2569 - ที่โถงรับรองกระทรวงยุติธรรม นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ นานประมาณ 1 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมได้หารือกรอบการพิจารณาคำร้องตามมาตรา 3 มาตรา 7 และมาตรา 8 ของกฎหมายดังกล่าว ทั้งหลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และขั้นตอนดำเนินการ โดยมีเรื่องสำคัญเข้าสู่การพิจารณาประมาณ 3–4 เรื่องใหญ่

นายยุทธพร กล่าวว่า บางคดีศาลมีคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว จึงเหลือเพียงขั้นตอนแจ้งให้ผู้ร้องรับทราบ ขณะที่บางคดีต้องส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการยุติคดีตามกระบวนการ ส่วนกรณีที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้าเงื่อนไขกฎหมาย คณะอนุกรรมการฯ จะจัดทำความเห็นเสนอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขชุดใหญ่พิจารณาต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเอง

เมื่อถามถึงคำร้องขอนิรโทษกรรม 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายยุทธพร ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้ไม่มีคำร้องของนายทักษิณเข้าสู่วาระพิจารณา และยังไม่ทราบว่าจะเข้าสู่การพิจารณาเมื่อใด เนื่องจากเป็นหน้าที่ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ที่ต้องรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย ก่อนจัดทำความเห็นเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

นายยุทธพร กล่าวต่อว่า กรอบเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขกำหนดไว้ 180 วัน นับจากการประชุมครั้งแรก โดยจะครบกำหนดวันที่ 20 มีนาคม 2570 แต่คณะกรรมการต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องยื่นเรื่องภายในเดือนมกราคม 2570 เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาคำร้องอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด กฎหมายเปิดช่องให้ขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน แต่เป้าหมายคือเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน

ส่วนกระแสข่าวว่ามีกรรมการรายหนึ่งนำความเห็นเกี่ยวกับคำร้องทั้ง 4 คดีของนายทักษิณไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าไม่เข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรม นายยุทธพร กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และมองว่าอาจเป็นเพียงข่าวลือหรือข่าวปล่อย เพราะการทำงานของคณะกรรมการต้องยึดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และมติที่ประชุม ไม่มีการล็อบบี้ กดดัน หรือทำความเห็นชี้นำล่วงหน้า

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการเจรจาทางการเมือง โดยอ้างว่าหากนายทักษิณได้รับการนิรโทษกรรมทั้ง 4 คดี พรรคเพื่อไทยจะลงมติไว้วางใจรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายยุทธพร กล่าวว่า ในมุมมองทางวิชาการ ตนไม่เชื่อว่าจะมีข้อตกลงลักษณะดังกล่าว เพราะการต่อรองทางการเมืองมีปัจจัยอื่นอีกมาก และยืนยันว่าไม่มีประเด็นนี้เข้ามากดดันการทำงานของคณะกรรมการ

สำหรับข้อกังวลว่ากรรมการหรือข้าราชการที่เกี่ยวข้องอาจถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายยุทธพร กล่าวว่า ไม่กังวล เนื่องจากทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและข้อเท็จจริง อีกทั้งมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการไว้ชัดเจน โดยการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

นายยุทธพร กล่าวด้วยว่า กรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. ระบุว่าการยื่นคำร้องของนายทักษิณมีเป้าหมายเพื่อลบทะเบียนประวัติอาชญากรนั้น ตามมาตรา 8 วรรคท้ายของกฎหมาย ได้กำหนดผลทางกฎหมายเกี่ยวกับประวัติอาชญากรไว้แล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ

ทั้งนี้ กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งนายยุทธพรอธิบายว่า ประวัติอาชญากรของบุคคลที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายย่อมสิ้นผลลงตามบทบัญญัติ และไม่สามารถนำไปใช้เป็นโทษได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ต้องรอให้เจ้าตัวยื่นคำร้อง

นายยุทธพร ระบุว่า เคยเสนอประเด็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการชุดใหญ่แล้ว และที่ประชุมเมื่อเดือนกันยายน 2569 มีมติแจ้งแนวทางไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

“ยืนยันว่าในวันนี้ยังไม่มีเรื่องพิจารณากลั่นกรองคำร้องขอนิรโทษกรรมล้างมลทินทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด” นายยุทธพร กล่าว

ส่วนข้ออ้างที่ว่าคดีของนายทักษิณเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร นายยุทธพร กล่าวว่า ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายประกอบกัน โดยเฉพาะมาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้เป็นการกระทำที่มีเหตุมาจากการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง และมีมูลเหตุหรือแรงจูงใจทางการเมือง รวมถึงต้องไม่อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 3 ส่วนกรณีผลพวงจากรัฐประหารจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ยังไม่สามารถแสดงความเห็นได้ เพราะเกี่ยวข้องกับหน้าที่พิจารณาคำร้อง

นายยุทธพร อธิบายว่า หากคณะกรรมการชุดใหญ่มีมติไม่รับคำร้อง ผู้มีส่วนได้เสียยังสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการมีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครอง ส่วนข้อความในกฎหมายที่ระบุว่าคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด หมายถึงเป็นที่สุดในกระบวนการทางปกครอง ไม่ได้ตัดสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล

สำหรับจำนวนผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย นายยุทธพร ยอมรับว่า ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่ตรงกัน จึงต้องเร่งตรวจสอบและจัดทำฐานข้อมูลให้ชัดเจน ทั้งจำนวนคดีที่ต้องยุติในชั้นสอบสวน คดีที่ต้องจำหน่ายออกจากศาล และผู้ต้องขังที่อาจได้รับการปล่อยตัว โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนจากคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน

เมื่อถามถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายยุทธพร กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลว่ามีการมอบหมายทนายความหรือตัวแทนยื่นคำร้องเข้ามา และขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 2 เนื่องจากต้องรอฝ่ายเลขานุการจัดทำวาระ โดยข้อมูลคำร้องถือเป็นความลับที่กรรมการจะได้รับทราบในห้องประชุมเท่านั้น

นายยุทธพร กล่าวอีกว่า กฎหมายฉบับนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยุติความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหมดได้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างความปรองดอง ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารสาธารณะ การเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น และการจัดทำแนวทางสร้างสันติสุขในระยะยาว ส่วนประเด็นผลพวงจากการรัฐประหารในยุค คสช. และกรณีนักกิจกรรมที่ยังสูญหาย ยังไม่ได้หารือในชั้นอนุกรรมการฯ แต่สามารถนำไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดใหญ่ได้

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่คำร้องของนายทักษิณทั้ง 4 คดีไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ในวันนี้ เนื่องจากมีการยื่นเรื่องตรงต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขชุดใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่จำเป็นต้องผ่านการจัดทำความเห็นเบื้องต้นจากคณะอนุกรรมการฯ

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีสำนวนคดีชุมนุมทางการเมืองเข้าสู่การพิจารณา 5 เรื่อง รวมผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นคดีพิเศษในชั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุวรรณ เป็นผู้ถูกกล่าวหา

แหล่งข่าวระบุว่า ที่ประชุมมีความเห็นว่าพฤติการณ์ของคดีดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำทางการเมืองตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ จึงเห็นควรให้นิรโทษกรรมและยุติการสอบสวนในชั้นดีเอสไอ โดยยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและกระบวนการพิจารณาที่เกี่ยวข้องต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พริษฐ์' ยันไร้แผนยื่นอภิปรายทั่วไปตาม ม.152

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านวันนี้ พรรคฝ่ายค้านเราเห็นตรงกันว่า

บังเอิญพลัส! 'เท้ง' ไม่ตกเทรน ถูก 'เพกาซัส' โจมตีเหมือนกัน โยงโจมตีรัฐบาลอีกชั้น

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์รูปภาพบันทึกหน้าจอ (Screen Capture) จากโทรศัพท์ของต

'ปกรณ์' เผยยังไม่มีรายงานคณะกลั่นกรองปมคำร้อง 'ทักษิณ' ยัน ดูมิติกฎหมาย ไม่ใช่การเมือง

ที่ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติ

'รุทธพล' เผยยังไม่ได้รับรายงาน 'ทักษิณ' ได้รับนิรโทษหรือไม่ ย้ำเงื่อนไข 'ทุจริต-ม.112'

ที่มณฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวถึงกรณีกา

สยบลือดีลแลกโหวต ถกอนุนิรโทษไร้คดีแม้ว-หนูลั่นไม่มีต่อรอง/ปชน.ขอบริจาคสู้

ถกอนุกรรมการนิรโทษกรรมนัดแรก ไร้คดี “ทักษิณ” เข้าหารือ “ยุทธพร” ไม่เชื่อกระแสดีลแลกโหวต ยัน “ยิ่งลักษณ์”