สยบลือดีลแลกโหวต ถกอนุนิรโทษไร้คดีแม้ว-หนูลั่นไม่มีต่อรอง/ปชน.ขอบริจาคสู้

ถกอนุกรรมการนิรโทษกรรมนัดแรก ไร้คดี “ทักษิณ” เข้าหารือ “ยุทธพร” ไม่เชื่อกระแสดีลแลกโหวต ยัน “ยิ่งลักษณ์” ยังไม่ยื่นเรื่อง สะพัด! “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ได้อานิสงส์แล้ว สั่งยุติสอบในชั้นดีเอสไอเพราะเข้าข่ายคดีการเมือง “อนุทิน” ปัดข่าว “แม้ว” ใช้เกมสภาต่อรอง ลั่นยึด กม.ไม่เข้าเกณฑ์ก็ดำเนินการไม่ได้ “หัวหน้าเท้ง” ยังกั๊กใช้มาตรา 152 บอกต้องดูบริบท อึ้ง! พรรคส้มขอสนับสนุนเงินบริจาค อ้าง สส.เป็นด่านหน้าลุยแต่ขาดทุนดำเนินการศึกซักฟอก

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. 2569 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ได้นัดประชุมกลั่นกรองเรื่องคำขอนิรโทษกรรม และประมวลรายละเอียดคดีชุมนุมทางการเมือง ก่อนเตรียมสรุปและเสนอไปยังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับการประชุมวันนี้ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 1/2569 ภายหลังจากที่นายปกรณ์ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ไปเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 โดยมีการนำเสนอวาระเข้าที่ประชุม 23 เรื่อง ซึ่งมีรายชื่อผู้ต้องขังและผู้ต้องหาในคดีชุมนุมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2548 - 16 ก.ค. 2568 ยกเว้นความผิดตามมาตรา 112, คดีทุจริต, ความผิดต่อชีวิตและร่างกายอย่างร้ายแรง มาตรา 297 และความผิดต่อส่วนตัว

ทั้งนี้ กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ต่อ 4 คดีตามคำร้องถือเป็นคดีจากคดีการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ อันไม่เกี่ยวข้องหรือสืบเนื่องจากคดีชุมนุมทางการเมือง จึงอาจไม่เข้าข่ายได้นิรโทษกรรมทั้ง 4 คดี

นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในฐานะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง กล่าวหลังเข้าร่วมการประชุมว่า เป็นการหารือในเชิงกรอบใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่บทบัญญัติในมาตรา 3, มาตรา 7 และมาตรา 8 ครอบคลุมทั้งหลักการ ข้อยกเว้น และกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการ ซึ่งมีการหยิบยกหลายคดีขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงประมาณ 3-4 เรื่องใหญ่

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีคำร้องของนายทักษิณ นายยุทธพรยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ในการพิจารณากลั่นกรองคำร้องวันนี้ไม่มีคำร้องของนายทักษิณเข้าที่ประชุม ส่วนจะเข้าสู่คณะอนุกรรมการฯ เมื่อใดนั้นยังไม่ทราบเช่นกัน เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายเลขานุการ ซึ่งรับผิดชอบโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่จะต้องไปรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ข้อกฎหมาย และสรุปความเห็นเบื้องต้น คาดว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

ถามถึงกระแสข่าวว่า มีกรรมการรายหนึ่งไปรายงานตรงต่อนายกฯ โดยระบุความเห็นเบื้องต้นว่าคำร้องของนายทักษิณทั้ง 4 คดีไม่เข้าเงื่อนไขกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น นายยุทธพรกล่าวว่า ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง น่าจะเป็นเพียงข่าวลือหรือข่าวปล่อย ยืนยันว่าไม่มีมูลความจริงแม้แต่ประการเดียว การทำงานทั้งหมดดำเนินไปตามตัวบทกฎหมาย ข้อเท็จจริง และมติที่ประชุมไม่มีการล็อบบี้ การกดดัน หรือการทำความเห็นชี้นำล่วงหน้าแน่นอน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลแลกโหวตที่ระบุว่า หากคณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบให้นิรโทษกรรมล้างมลทินทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ จะแลกกับการให้ สส.พรรคเพื่อไทยลงมติไว้วางใจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายยุทธพรระบุว่า ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หากจะดีลแลกโหวตไม่จำเป็นต้องนำประเด็นนี้มาต่อรอง เพราะในทางการเมืองยังมีมิติและปัจจัยอื่นอีกมาก

ส่วนข้อกังวลที่ว่าข้าราชการหรือกรรมการฯ อาจเสี่ยงถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น นายยุทธพรยืนยันว่าไม่มีความกังวล เพราะทุกคนปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นการกระทำโดยสุจริต อีกทั้งตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในมาตรา 6 ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการไว้อย่างชัดเจนว่า หากดำเนินการโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. โพสต์ระบุว่าการยื่นคำร้องของนายทักษิณเป็นไปเพื่อขอลบทะเบียนประวัติอาชญากร นายยุทธพรกล่าวว่า  ปกติแล้วการลบประวัติอาชญากรเป็นผลที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรคท้าย ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 อยู่แล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการแต่อย่างใด

ยิ่งลักษณ์ยังไม่ยื่น

ถามอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้มอบหมายทนายความหรือตัวแทนยื่นคำร้องเข้ามาหรือไม่ นายยุทธพรเผยว่า ยังไม่มีการยื่นคำร้องเข้ามาแต่อย่างใด  และยังไม่มีการนัดหมายประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 2 เนื่องจากต้องรอให้ฝ่ายเลขานุการจัดทำวาระ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดถือเป็นความลับที่กรรมการจะเห็นได้เฉพาะในห้องประชุมเท่านั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่คำร้องของนายทักษิณทั้ง 4 คดีไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เนื่องจากคำร้องได้ยื่นเรื่องตรงไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขชุดใหญ่ จึงอาจไม่จำเป็นต้องผ่านการทำความเห็นเบื้องต้นจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ขณะที่วาระการประชุมวันนี้มีการนำเข้าสำนวนคดีชุมนุมทางการเมือง 5 เรื่อง รวม 7 ราย โดยมีคดีพิเศษในชั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คือคดีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าพฤติการณ์เข้าข่ายคดีการเมืองตามมาตรา 7 จึงมีความเห็นให้นิรโทษกรรม โดยสั่งยุติการสอบสวนในชั้นดีเอสไอต่อไป

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดงและอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า คดีของนายทักษิณไม่มีโทษจำคุกจากคำพิพากษาคดีใดๆ อีกแล้ว ทุกเรื่องยุติหลังได้รับการปล่อยตัว การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อให้พิจารณาลบประวัติอาชญากรรม เพราะทุกคดีตั้งต้นโดยอำนาจคณะรัฐประหาร

“กระแสข่าวว่า ดร.ทักษิณเปิดดีลให้คณะกรรมการเห็นชอบแลกกับเสียงโหวตของพรรคเพื่อไทยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น่าจะเป็นทั้งเฟกนิวส์และเฟกดีล เพราะดูการเมืองจากสภาพที่เป็นจริง คะแนนเสียงสนับสนุนรัฐบาลไม่ได้อยู่ในสถานการณ์หมิ่นเหม่กดดัน” นายณัฐวุฒิโพสต์และว่า กรณี ดร.ทักษิณใครไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจ เมื่อคณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตัวเองได้ตั้งแต่นาทีแรก นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งที่ถูกยึดอำนาจ ย่อมมีสิทธิ์ต่อสู้ทุกช่องทางจนถึงนาทีสุดท้าย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ระบุว่า การล้างมลทินเป็นการล้างโทษที่ได้รับหรือพ้นโทษมาแล้ว แต่ความผิดจากการกระทำยังมีอยู่ ซึ่งการล้างมลทินต้องออกเป็นกฎหมาย และแตกต่างจากนิรโทษกรรมตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพราะการนิรโทษกรรมเป็นการล้างทั้งโทษและความผิดที่เคยกระทำมา ดังนั้นการยื่นขอล้างมลทินของทักษิณตามกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อต้องการหลุดพ้นความผิด เพื่อได้รับสิทธิทางการเมือง และไม่ต้องชดใช้ภาษีคืนแก่รัฐจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ที่กรมสรรพากรตามเก็บในขณะนี้ จึงแตกต่างจากล้างมลทินตามกฎหมายล้างมลทิน

เตือนซ้ำรอย พ.ร.บ.สุดซอย

 “วันนี้คนสำคัญในพรรคเพื่อไทยจะพูดอย่างไรก็ตาม แต่ในแวดวงการเมืองย่อมรู้ว่าจะไม่เป็นคนละเรื่องกับคุณทักษิณ ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง คือลาสต์บอสในพรรคเพื่อไทยทางพฤตินัย และคุณทักษิณขยับยื่นขอนิรโทษกรรมในวันเดียวกับฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในทางการเมืองใครก็ต้องคิด และจะเห็นความชัดเจนในวันลงมือเท่านั้น” นายจตุพรระบุ

นายจตุพรย้ำว่า ปัญหาของคุณทักษิณไม่ได้เกี่ยวว่ารับโทษมาแล้วหรือยัง แต่เกี่ยวว่ากฎหมายนิรโทษกรรม อนุญาตหรือไม่ ถ้าสังคมไปยึดหลักทางความรู้สึกเหนือข้อกฎหมาย บ้านเมืองก็พัง และเราก็ไม่เห็นด้วยว่าจะตัดสินใครจากความรู้สึกที่ไม่อิงกับกฎหมาย อะไรเป็นข้อเท็จจริงแล้วผิดกฎหมายมันก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าบ้านเมืองไม่ยึดหลักกบิลบ้านกบิลเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ เรื่องนี้กรณีของคุณทักษิณไม่จำเป็นต้องเรียกร้องอะไรกับคณะกรรมการชุดนี้ เพราะมีหน้าที่พิจารณา แต่สิ่งที่จะบอกว่าบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟอีกรอบหนึ่ง อยู่ที่อารมณ์คนจะลุกขึ้นมาพังบ้านเมือง กรณีนิรโทษกรรมสุดซอยให้บทเรียนในสิ่งนี้มาแล้ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวนายทักษิณใช้การโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อรองการพิจารณาวินิจฉัยสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมว่า “มีข่าวไง นักข่าวก็มีข่าว ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ข่าวนี้ไม่มีมาถึงผม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้ดูว่าเป็นใครคนใดคนหนึ่ง เราต้องดูเรื่องความเท่าเทียมของทุกคน”

เมื่อถามว่า การที่นายทักษิณยื่นขอนิรโทษกรรมเป็นสิทธิของนายทักษิณใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิ์อยู่แล้ว ถึงบอกว่าจะไปดูชื่อคนแต่ละคนไม่ได้ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ

ถามว่า แสดงว่าไม่มีการใช้เสียงในสภามาต่อรองเรื่องนิรโทษกรรมใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า "ก็ผมบอกว่าไม่คิดว่ามี ใครจะกล้ามาพูดกับผมในเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่สิ่งที่เอามาผูกกับเรื่องการเมืองได้ เรื่องนี้ถ้าถามผมศูนย์เลยนะ เพราะไม่ได้ให้เวลาแม้แต่วินาทีเดียว”

เมื่อถามย้ำว่า นายทักษิณไม่ได้มาพูดคุยในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่มี เมื่อถามอีกว่าไม่เคยเจอกับนายทักษิณเป็นการส่วนตัวใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่มีเรื่องนี้ครับ”

ถามว่า การที่พรรคเพื่อไทยจะโหวตให้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาล และได้รับการยืนยันทุกครั้งที่เจอกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีพบกันทุกสัปดาห์ ทุกคนบอกว่าในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนกัน ไม่มีแต่ไม่มีเอ๊ะอะไร ไม่มีพูดถึงเรื่องขอฟังก่อนแล้วไปพิจารณา ไม่มี

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลเตรียมทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ได้มีความกังวลหรือต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษมากมาย เพราะทุกอย่างที่ทำงานมาตั้งแต่ต้น เป็นการทำงานตามข้อเท็จจริง ดังนั้น ข้อมูลมีทั้งหมดอยู่แล้ว มีทุกเรื่อง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกระแสข่าวดีลแลกยกมือโหวตว่า เป็นเรื่องปกติ เวลามีข่าวการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดกระแสเหล่านี้ขึ้น แต่เชื่อว่าการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลจะสามารถผ่านการอภิปรายนี้ไปได้ และสามารถตอบในทุกคำถามที่ถามมาได้

ปชน.กั๊กใช้มาตรา 152

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระแสข่าวการยื่นอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้กลไกในสภาได้ โดยส่วนตัวคิดว่าหัวใจสำคัญในเวลานี้คือ รัฐบาลจะต้องเคารพและให้ความสำคัญกับกลไกของสภามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 และมาตรา 152 หรือแม้แต่เวทีอื่นๆ

เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์พุ่งเป้าการยื่นอภิปรายตามมาตรา 151 มากกว่ามาตรา 152 นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรค ปชน.ให้ความสำคัญกับทุกเวทีและทุกช่องทาง ส่วนการแสดงความคิดเห็นจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ให้ความคิดเห็นได้ แต่สุดท้ายจะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไร ต้องดูบริบทตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเวทีอภิปรายตามมาตรา 152 ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่อาจใช้เป็นเวทีตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน

 “เรื่องนี้บางทีอาจจะเป็นเรื่องของการเดินทางการเมืองด้วย อาจจะไม่ได้มาพูดได้อย่างชัดเจนในเวทีสาธารณะว่าอะไรจะเป็นหลักเกณฑ์ที่จะใช้ยื่นไม่ยื่น”

ขณะเดียวกัน เพจพรรคประชาชนโพสต์คลิปพร้อมข้อความว่า แผนใหญ่ของพวกเรามีครบทุกอย่าง ตรวจสอบรัฐบาล ตรวจสอบเหล่าองค์กรอิสระ ชำแหละระบอบสีน้ำเงิน ติดอยู่แค่เรื่องเดียวคือทุน ทุกภารกิจต้องลงมือทำจริง และการลงมือทำจริงต้องมีแรงหนุนจากประชาชน พรรคประชาชนขอเป็นด่านหน้าไปสู้ไปลงมือ แต่เราต้องใช้ทรัพยากร พลังข้อมูล และทุนจากประชาชนเพื่อดันหลังให้สู้ต่อได้อย่างสมศักดิ์ศรี สนับสนุนดันช่องทางบริจาค donation.peoplesparty.or.th ตอนนี้มีระบบตัดบัตรแล้ว สามารถเลือกบริจาคครั้งเดียว ตัดอัตโนมัติรายเดือน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่องได้

โดยคลิปดังกล่าวมี 3 สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, น.ส.รักชนก ศรีนอก และนายศุภโชติ ไชยสัจ สวมบทบาทนักแสดงเรื่องสั้นด้วยการโชว์ลีลาฝ่ายค้านตรวจสอบประเด็นสำคัญในรัฐบาล โดยนำเสนอในทำนองว่า การทำงานจะมีประสิทธิภาพต้องอาศัยแรงสนับสนุนทางการเงินจากประชาชน ด้วยการเปิดรับเงินบริจาคเข้าพรรคให้การทำงานได้สัมฤทธิผล

ต่อมาเพจพรรคประชาชนโพสต์ย้ำว่า พรรคอื่นอาจขับเคลื่อนด้วยเงินทุนของคน 1% แต่พรรคประชาชนขอขับเคลื่อนด้วยหัวใจและหยาดเหงื่อของประชาชนอีก 99% ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เกมในสภาฯ แต่เป็นสมรภูมิที่ต้องใช้ทรัพยากร พลังข้อมูล และทุนจากประชาชนเพื่อดันหลังให้สู้กับระบอบกินรวบได้อย่างสมศักดิ์ศรี

วันเดียวกัน กรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการใช้อำนาจของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 ชุดของสภาผู้แทนราษฎร ในการเรียกบุคคลต่างๆ มาให้ข้อมูลต่อ กมธ. ซึ่งล่าสุดนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมกับประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะ และเห็นชอบแนวทางแล้ว โดยห้ามประธาน กมธ.เรียกบุคคลมาชี้แจงตามอำเภอใจโดยไม่มีมติ กมธ. และหากเรื่องใดคาบเกี่ยวการพิจารณาของ กมธ. 2 คณะขึ้นไป ให้ กมธ.ที่เกี่ยวข้องหาข้อตกลงจะมอบอำนาจให้ชุดใดดำเนินการ รวมทั้งห้าม กมธ.ประชุมซ้ำซ้อนเรื่องเดียวกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขู่หักคอคน‘ล็อกสเปก’

"อนุทิน" โต้ปมล็อกสเปกโซลาร์ประชาชน เผยยังอยู่ขั้นตอนประมูล กาหัวคนเรียกหัวคิว ขู่ “ใครทำผมก็หักคอ”

'อนุทิน' ยันไร้ดีลลับ! ปัดข่าว 'ทักษิณ' ใช้เกมสภาฯต่อรองนิรโทษ ชี้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

“อนุทิน” ปัดข่าว “ทักษิณ” ใช้เกมสภาฯต่อรองนิรโทษ ขอสื่อช่วยกรองข้อมูลอะไรเป็นไปได้ยากอย่าถามขยายความต่อ ยันยุคนี้ไม่มีออกซ้ายไปขวา ลั่นยึดกม. ไม่เข้าเกณฑ์ก็ดำเนินการไม่ได้