
ประเทศไทยนี่ก็แปลกดีนะครับ
มีเรื่องเดือดร้อนก็ต้องไปหาตำรวจ มีเรื่องร้องเรียนก็ต้องไปหาหน่วยงานราชการ
แต่ถ้าอยากให้เรื่องเดินเร็วขึ้น บางทีต้องไปหาคนดัง!
ผมไม่ได้พูดประชดเล่นๆ นะครับ เพราะทุกวันนี้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ ว่าเรื่องที่ชาวบ้านร้องเรียนแล้วเงียบหาย พอมีคนดังหรือมูลนิธิเข้ามาช่วยประสานงาน กลับได้รับความสนใจขึ้นมาทันที
บางเรื่องเจ้าหน้าที่ก็ขยันขันแข็งขึ้นมาจนน่าแปลกใจ
ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาหลังอ่านจดหมายของคุณพรเพ็ญ ที่เขียนมาคุยเรื่องคุณบุ๋ม ปนัดดา และมูลนิธิองค์กรทำดี
คุณพรเพ็ญเล่ามาหลายเรื่องครับ ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องเงินบริจาค และบทบาทของมูลนิธิที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชน
แต่ประเด็นที่ผมอยากหยิบมาคุยต่อก็คือ ทำไมบ้านเราถึงมีคนต้องหันไปพึ่งคนดังกันมากมาย ทั้งที่หน่วยงานรัฐก็มีอยู่เต็มประเทศ
จดหมายคุณพรเพ็ญมีว่าอย่างนี้ครับ
......................................
สวัสดีค่ะ คุณเสมอต้น และท่านผู้อ่านเปิดซองออนไลน์
อยากขอพูดคุยเรื่องของคุณบุ๋ม ปนัดดา จริงๆ ค่ะ ยิ่งตามอ่าน ยิ่งเห็นรายละเอียด ยิ่งทำให้ในหัวมันคิดต่อยอดไปไกลมาก จนรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เขียนออกมาแลกเปลี่ยนกับคุณเสมอต้น และท่านผู้อ่าน มันคงแน่นอยู่ในหัวอยู่อย่างนั้น
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่เห็นแกในหน้าสื่อมาเป็นสิบๆ ปี จากนางงาม สู่ดารานักแสดง จนมาถึงภาพจำใช้นามสกุล “องค์กรทำดี” เอาจริงนะ… นาทีนี้มันอดรู้สึกจุกและสะเทือนใจแทนแกไม่ได้จริงๆ คนเราเวลามรสุมชีวิตมันเข้า มันไม่เคยเข้ามาทีละเรื่อง แต่มันเล่นถาโถมเข้ามาพร้อมกันทุกทิศทางจนแทบไม่มีอากาศให้หายใจ
ลองดูเรื่องในบ้านก่อนสิคะ แค่ลำพังผู้หญิงคนหนึ่งต้องออกมานั่งแถลงข่าว ร้องไห้โฮต่อหน้าสื่อ เรื่องเงินในตู้เซฟหาย เรื่องเงินรับขวัญลูกเป็นล้านๆ ปัญหาความสัมพันธ์กับสามีที่ต้องแยกกันอยู่ แถมยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของลูกเล็กๆ เข้ามาอีก
แค่เรื่องผัวเมียและเรื่องในครอบครัวอย่างเดียว ผู้หญิงเราถ้าเจอเข้ากับตัวเองก็นอนร้องไห้กอดหมอนแทบไม่อยากตื่นขึ้นมาเจอใครแล้ว บ้านที่มันควรจะเป็นเซฟโซน เป็นที่กลับไปพักผ่อนหย่อนใจ กลับกลายเป็นจุดเริ่มของความแตกสลาย
แต่ที่มันหนักหนาสาหัสกว่านั้น คือการที่เรื่องในบ้านมันดันลามปามไปสะกิดจนไฟไหม้ลามไปถึง “มูลนิธิองค์กรทำดี” จากประเด็นเรื่องที่ดินของสามี กลายมาเป็นกระแสสังคมที่หันมากระหน่ำขุดเรื่องบัญชีบริจาค ขุดเรื่องความโปร่งใส มีคนไปร้องเรียน แจ้งความ ตรวจสอบเรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์กันยกใหญ่
ลามไปถึงขั้นที่ฝ่ายกฎหมายของมูลนิธิฯ ต้องออกมาชี้แจง และประกาศให้แกหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานชั่วคราว พร้อมกับระงับการรับบริจาคทั้งหมด
แล้วไหนจะพวกนักกฎหมาย ทนายความหน้าสื่อที่ออกมาวิเคราะห์กันฉอดๆ ว่ามีสิทธิ์ลุ้นติดคุกติดตรวน อาจจะเจอคดีอาญาหนักๆ อีก… เห็นข่าวแล้วมันน่าใจหายชะมัด คนที่เคยปราบผู้ร้าย เคยอุ้มเหยื่อความรุนแรง แต่วันนี้กลับต้องมารับความเสี่ยงที่จะเดินเข้าคุกเสียเอง ตรงนี้แหละค่ะที่คุณเสมอต้น… มันทำให้คิดไปถึงภาพรวมของ “สังคมคนดี” หรือพวกมูลนิธิภาคประชาสังคมในบ้านเราเกือบทั้งหมดเลยนะ
ถ้าเรามองกันตามตรง แบบไม่ต้องสร้างภาพ สังคมไทยเราขับเคลื่อนด้วยมูลนิธิและจิตอาสาเยอะมากเพราะระบบราชการเรามันเทอะทะ เวลาเกิดน้ำท่วม เกิดเหตุร้าย เกิดคดีข่มขืน คนตาดำๆ ไม่รู้จะพึ่งใคร ก็ร้องกันหาแต่มูลนิธิ หาแต่คนดังๆ อย่างคุณบุ๋ม หรือมูลนิธิต่างๆ นานา
แล้วคนพวกนี้เริ่มต้นทำความดีด้วยอะไร? เค้าเริ่มกันด้วย “เจตนาดี” ด้วยหัวใจที่อยากช่วย ด้วยแรงปะทะที่อยากเห็นสังคมมันดีขึ้นทั้งนั้นแหละค่ะ
แต่จุดตายของคนทำดีในเมืองไทย หรือมูลนิธิส่วนใหญ่ในบ้านเรา คือเรามักจะทำงานกันด้วย “ระบบใจ” เอาความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นหลัก ใช้คนใกล้ตัว ใช้ระบบกึ่งครอบครัวมาช่วยกันบริหาร พอวันหนึ่งองค์กรมันโตขึ้น เงินบริจาคไหลเข้ามาเป็นสิบเป็นร้อยล้าน แต่ระบบการบัญชี การจัดซื้อจัดจ้าง การแยกแยะเงินส่วนตัวกับเงินส่วนรวมมันดันไม่ได้โตตามระบบมืออาชีพ พอเกิดรอยร้าวในครอบครัว หรือเกิดความขัดแย้งภายในนิดเดียว ดาบนั้นมันเลยกลับมาชำแหละคนทำดีจนเหวอะหวะไปหมด
ไม่ได้จะบอกว่า ถ้าทำผิดกฎหมาย ยักยอก หรือทำบัญชีผิดประเภทแล้วจะต้องได้รับการละเว้นโทษเพราะเคยทำดีนะคะ กฎหมายก็คือกฎหมาย ผิดก็ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
แต่มันน่าคิดในเชิงสังคมมั้ยคะว่า… เวลาคนๆ หนึ่งทำดี สังคมเราอวยแกจนเหมือนแกเป็นนางฟ้า เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ห้ามมีตำหนิ ห้ามพลาด ห้ามเป๋ ห้ามมีชีวิตส่วนตัวที่ล้มเหลว แล้วพอวันหนึ่งแกเพลี่ยงพล้ำ มีประเด็นความไม่เป๊ะ หรือดราม่าครอบครัวขึ้นมา สังคมที่เคยปรบมือให้อย่างกึกก้อง กลับพร้อมใจกันกวาดเอาความดีทั้งชีวิตที่แกเคยช่วยผู้หญิง เคยช่วยเด็ก เคยลงพื้นที่จมโคลนทิ้งไปในพริบตา แล้วหันมารุมประชาทัณฑ์ ชี้หน้า รอตะแบงให้แกติดคุกให้ได้
มันเป็นบทเรียนที่ราคาแพงมาก ทั้งสำหรับตัวคุณบุ๋มเอง สำหรับคนทำมูลนิธิอื่นๆ ในสังคมที่ต้องรีบกลับไปเช็กระบบตัวเอง และสำหรับคนเสพข่าวอย่างเราๆ ที่บางทีก็ต้องหัดมองมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ มีทั้งมุมที่ทำประโยชน์ให้สังคม และมุมที่อาจจะบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวหรือองค์กรผิดพลาด โดยไม่ต้องสุดโต่งไปทางสรรเสริญเป็นเทวดา หรือเหยียบย่ำให้จมดินขนาดนั้น
เขียนมาเล่าให้ฟังยาวเหยียดขนาดนี้ เพราะมันอินจริงๆ ค่ะ เห็นข่าวแล้วมันได้เห็นทั้งสัจธรรมคนทำดี ทั้งเรื่องโครงสร้างการจัดการมูลนิธิ และความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งที่แบกโลกไว้เยอะเกินไปจนไหล่แทบหัก ก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปตามความจริง และให้บทเรียนนี้กระตุกความคิดอะไรบางอย่างในสังคมเราได้บ้างค่ะ
ด้วยความนับถือ
พรเพ็ญ
......................................
อ่านจดหมายคุณพรเพ็ญแล้ว ผมเห็นด้วยอยู่หลายเรื่องครับ โดยเฉพาะเรื่องคนทำงานจิตอาสาและมูลนิธิต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
ผมว่าต้องขอบคุณคนเหล่านี้ด้วยซ้ำ
ลองนึกภาพเวลาชาวบ้านถูกโกงเงิน ถูกทำร้าย หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ไปแจ้งความแล้วเรื่องไม่คืบหน้า ไปยื่นหนังสือร้องเรียนก็ได้แต่คำตอบว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ
ดำเนินการอะไรก็ไม่รู้!
บางรายรอจนแทบจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองไปร้องเรียนเรื่องอะไร
แต่พอเรื่องเดียวกันไปถึงคนดัง มีการไลฟ์สด มีคนแชร์กันเป็นพันเป็นหมื่น ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา
บางทีผู้หลักผู้ใหญ่ยังรีบลงพื้นที่กันเสียด้วย
เอ๊ะ…แล้วตอนชาวบ้านไปแจ้งความเอง ทำไมไม่กระตือรือร้นกันอย่างนี้บ้าง
ตำรวจดีๆ ข้าราชการดีๆ ที่ตั้งใจทำงานมีอยู่มากครับ บางคนช่วยชาวบ้านจนเกินหน้าที่ด้วยซ้ำ แต่หน่วยงานบางแห่งที่ทำงานล่าช้าก็ทำให้คนอื่นพลอยเสียชื่อไปด้วย
คุณบุ๋มเองก็ช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก และผู้ประสบภัยมามาก ยังมีมูลนิธิอีกหลายแห่งที่ทำงานกันทั้งกลางวันกลางคืน
น่าคิดนะครับว่า บ้านเรามีหน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์อยู่มากมาย แต่ชาวบ้านบางคนกลับต้องไปขอให้คนดังช่วยตามเรื่องให้
แล้วคนไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย ไม่มีใครช่วยแชร์เรื่องราวให้ จะทำอย่างไร
จะให้ทุกคนไปตั้งเพจของตัวเอง สะสมผู้ติดตามให้ครบล้านก่อนค่อยไปร้องทุกข์ ก็คงไม่ไหวกระมัง
คุณพรเพ็ญเขียนถึงปัญหาครอบครัวของคุณบุ๋มด้วยความเห็นอกเห็นใจ ผมก็ขอเอาใจช่วยให้ทุกฝ่ายพูดคุยและจัดการปัญหากันได้ด้วยดีครับ
แต่เรื่องครอบครัวกับเรื่องมูลนิธิองค์กรทำดีในเวลานี้ ดูจะแยกออกจากกันได้ยาก เพราะมีประเด็นเกี่ยวกับเส้นทางเงินจากบัญชีองค์กรทำดีผ่านผู้รับเหมาไปถึงบัญชีของคุณก๊อต อธิป สามีคุณบุ๋ม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เรื่องนี้มาถึงขั้นแจ้งความกันแล้วครับ เมื่อวานนี้คุณบุ๋มพร้อมทนายความเดินทางไปกองปราบปราม แจ้งความกล่าวหาคุณก๊อต อธิป สามี และผู้รับเหมาก่อสร้าง ในคดีร่วมกันฉ้อโกงมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท โดยต้องการติดตามทรัพย์สินกลับคืนมูลนิธิ
แต่คุณบุ๋มเองก็ไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงฝ่ายร้องทุกข์ เพราะมีผู้แจ้งความให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิด้วย ขณะที่ตำรวจ ปอศ. เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาความผิดที่อาจเกี่ยวข้องถึง 3 ฐาน ทั้งฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาผัวเมียอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องเงินบริจาคที่ต้องตรวจสอบกันให้ชัดว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไร ใครมีหน้าที่รับผิดชอบตรงไหน ส่วนข้อกล่าวหาจะไปถึงใครและมีมูลเพียงใด ก็ต้องรอพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดสินกันจากข่าวรายวัน
มูลนิธิเองก็ประกาศให้คุณบุ๋มหยุดทำหน้าที่ประธานชั่วคราว พร้อมระงับการรับบริจาคระหว่างตรวจสอบ
ก่อนหน้านี้กรณีคุณกัน จอมพลัง ก็มีประเด็นเกี่ยวกับบัญชีเงินบริจาคที่ถูกตั้งคำถามและเรียกร้องให้ตรวจสอบเช่นกัน
เรื่องเหล่านี้น่าจะทำให้คนทำงานมูลนิธิหลายแห่งต้องกลับไปดูระบบบัญชีของตัวเองกันบ้าง
เพราะเงินบริจาคเป็นเงินที่ประชาชนควักออกจากกระเป๋าด้วยความเชื่อใจ บางคนมีไม่มาก แต่เห็นคนเดือดร้อนก็ยังอยากช่วย
มูลนิธิไหนทำงานใหญ่ขึ้น รับเงินมากขึ้น ก็ต้องจัดการบัญชีและเอกสารให้ดี อย่าใช้แต่ความไว้เนื้อเชื่อใจหรือฝากทุกอย่างไว้กับคนใกล้ตัว
เพราะวันที่ทุกคนรักกันดี อะไรก็ดูไม่มีปัญหา แต่พอเกิดความขัดแย้งขึ้นมา เอกสารที่เคยคิดว่าไม่สำคัญ อาจกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดก็ได้
คำว่า “นักบุญทุนคนอื่น” ที่ชอบเอามาแขวะคนทำมูลนิธิกันนั้น ผมว่าอย่าเพิ่งไปคิดมาก
มูลนิธิส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยเงินบริจาคจากประชาชนอยู่แล้ว จะให้คนทำมูลนิธิควักกระเป๋าตัวเองช่วยทุกเรื่องก็คงไม่ไหว
ถ้ารับเงินมาแล้วเอาไปช่วยคนเดือดร้อนจริง มีบัญชีตรวจสอบได้ จะเรียกนักบุญทุนคนอื่นก็เรียกไปเถอะครับ
แต่ถ้ารับเงินมาแล้วตอบไม่ได้ว่าใช้ไปไหน อย่างนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ผมเห็นด้วยกับคุณพรเพ็ญว่า อย่าเพิ่งลบความดีที่ใครเคยทำเพียงเพราะวันนี้เขากำลังมีปัญหา แต่ความดีในอดีตก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องถูกตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องเงินบริจาค
นึกๆ ไปก็น่าเห็นใจคนไทยเหมือนกันนะครับ
เสียภาษีให้รัฐทำงานแล้ว ยังต้องควักเงินบริจาคให้มูลนิธิมาช่วยทำงานอีก
จ่ายตั้งสองต่อ!
— เสมอต้น
4 พฤศจิกายน 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พรรคส้ม 'แกล้งจน'
การ “ขอรับบริจาค” นี่..... ผมว่ามันเป็น “เทรดดิชัน” ของขบวนการ “ส้ม-สามนิ้ว”ฝังลึก ตอนปี ๖๓-๖๔ ยุคเฟื่องฟูของ “รุ่นใหม่ ๓ นิ้ว”
'หนุ่ม กรรชัย' แจงตำรวจปมเงินบริจาค 1 ล้าน เชื่อจากพยานจะกลายเป็นผู้เสียหาย
"หนุ่ม กรรชัย" ให้ข้อมูลตำรวจปมบริจาคเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ของ"บุ๋ม ปนัดดา" 1ล้านบาท หลังเข้าพบตำรวจ เผยเห็นข้อมูล "จากหน้ามือเป็นหลังเท้า" เปรยจากสถานะพยานจะเป็นผู้เสียหาย
ขอเงินก่อน...ซักฟอกทีหลัง!
เห็นข่าวพรรคประชาชนประกาศเปิดรับบริจาคเงิน เพื่อเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
'เขมรคา-พม่าเสียบ'
ประเทศไทยช่วงนี้.... ดูเหมือน “ต้องโฉลก” กับ “ประเทศเพื่อนบ้าน” เป็นพิเศษ “ปัญหาเขมร” ทางตะวันออก ยังไม่จบ
อดีตนายกสภาทนายฯ เตือนมูลนิธิยักยอกเงินบริจาค เสี่ยงคดีฉ้อโกง-ฟอกเงิน
‘วิเชียร’ กางข้อกฎหมายชี้ หากมูลนิธิเบียดบังเงินบริจาคไปใช้ส่วนตัว อาจเข้าข่ายยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน ผู้บริจาค
ไม่เกิน 9 พ.ย. รู้เรื่อง! ตร.ลุยสอบเส้นเงิน 'บุ๋ม-มูลนิธิ' ตั้งแต่ปี 62 บริจาคพุ่งพันล้าน
'ผบช.ก.' สั่งสอบเส้นเงิน 'บุ๋ม ปนัดา-มูลนิธิองค์กรทำดี' ย้อนหลังตั้งแต่ปี 62 ยันหลักฐานถึงใครดำเนินคดีทั้งหมด พบยอดเงินบริจาคสูงถึงพันล้านบาท เผยไม่เกิน 9 พ.ย. ชัดเจนแน่

