อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา วิเคราะห์คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ฉบับล่าสุด ชี้คดีประชาชนฟ้อง 'แสวง-7 กกต.' ปมเลือก ส.ว. อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ เปิดคำวินิจฉัย 3 ฉบับตีความสวนทางกัน เตือนหากปิดช่องประชาชนฟ้องเอง อาจเกิดภาวะ 'สิทธิล่องหน' จี้สร้างบรรทัดฐานกฎหมายให้ชัดเจน
7 พฤศจิกายน 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท.27/2569 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งชี้ขาดว่าคดีที่ประชาชนฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการ กกต. รวม 8 คน กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของแนวคำวินิจฉัยในคดีลักษณะเดียวกัน
นายวัสระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขดำที่ อ 1018/2569 หมายเลขแดงที่ อ 444/2569 ระหว่างนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล เป็นโจทก์ กับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จำเลยที่ 1 และกรรมการ กกต. รวมจำเลยทั้งหมด 8 คน
โจทก์ซึ่งเป็นประชาชนและผู้สมัครรับเลือกเป็น ส.ว. ยื่นฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้ง 8 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปล่อยให้การเลือก ส.ว. ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน
ต่อมาศาลชั้นต้นส่งเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 11
ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เนื่องจากประชาชนผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) โดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 23 ซึ่งกำหนดให้เฉพาะอัยการสูงสุดและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ฟ้องคดีในกระบวนการดังกล่าว
นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า แม้คำวินิจฉัยล่าสุดจะเป็นการคุ้มครองสิทธิประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ กลับพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการตีความกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน
โดยคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท.12/2562 ในคดีประชาชนฟ้อง กกต. กรณีตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เคยวินิจฉัยว่า กกต.เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อประชาชนฟ้องคดีด้วยตนเองและไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
แต่คำวินิจฉัย ที่ วท.12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในคดีฟ้อง กกต. กรณีพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง กลับวินิจฉัยไปอีกแนวทางหนึ่ง โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ประกอบกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำหนดข้อจำกัดไม่ให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาฯ ไว้พิจารณา จึงชี้ว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4
ขณะที่คำวินิจฉัยล่าสุด วท.27/2569 กลับมายืนยันว่าประชาชนผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ด้วยตนเอง หากไม่ได้เป็นคดีที่อัยการสูงสุดหรือ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องตามกระบวนการพิเศษ
นายวัสระบุว่า เหตุผลสำคัญของคำวินิจฉัยล่าสุดอยู่ที่การรับรองสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากล และรัฐธรรมนูญรับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ดังนั้น หากมีการทุจริตในการได้มาซึ่ง ส.ว. ประชาชนย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกายังหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 ซึ่งเป็นมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มาเปรียบเทียบ โดยระบุว่าคำพิพากษาดังกล่าววางหลักการว่า การกำหนดกระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เป็นการเพิ่มช่องทางดำเนินคดี ไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2)
นายวัสเห็นว่า คำพิพากษาที่มาจากมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีน้ำหนักทางกฎหมายอย่างยิ่ง จึงน่าตั้งคำถามว่าเหตุใดคำวินิจฉัย วท.12/2569 จึงตีความแตกต่างออกไป โดยไม่ได้แสดงเหตุผลหักล้างแนวทางที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเคยวางไว้
นอกจากนี้ ยังเตือนถึงภาวะที่เรียกว่า 'สิทธิล่องหน' หรือ Illusionary Right หากแนวคำวินิจฉัยที่จำกัดสิทธิประชาชนกลายเป็นบรรทัดฐาน เพราะประชาชนอาจไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เฉพาะอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้อง ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือศาลยุติธรรมทั่วไปได้เช่นกัน
นายวัสตั้งคำถามว่า หากองค์กรอิสระกระทำความผิดหรือทุจริตต่อหน้าที่ แต่ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง ประชาชนผู้เสียหายจะใช้สิทธิทางศาลได้อย่างไร เพราะหากไม่มีช่องทางให้ฟ้องคดีได้จริง สิทธิของประชาชนตามกฎหมายก็อาจเหลือเพียงตัวอักษรบนกระดาษ
สำหรับแนวทางแก้ไข นายวัสเสนอให้ทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญมาตรา 235 กฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กฎหมายจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) เพื่อให้การตีความเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
พร้อมเสนอให้สถาบันตุลาการมีแนวทางที่ชัดเจนในการยุติความแตกต่างระหว่างคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์กับมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา รวมทั้งปรับปรุงกลไกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนผู้เสียหายจากการใช้อำนาจรัฐสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
นายวัสระบุว่า การรักษาความเป็นอิสระขององค์กรอิสระเป็นเรื่องจำเป็น แต่ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อประชาชน การตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์แนวคำวินิจฉัยจึงไม่ใช่การก้าวล่วงอำนาจตุลาการ หากเป็นการเรียกร้องให้ระบบกฎหมายมีความแน่นอน และรักษาสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิของประชาชน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง. อ่านต้นฉบับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เชาว์' เตือน กกต. 5 เสียงเสี่ยง ม.157! ซัดอย่าใช้ศาล รธน.สกัดศาลฎีกา
'เชาว์ มีขวด' เตือน กกต.เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ระวังใช้อำนาจเกินขอบเขต หลังมีมติยื่นศาล
แสวง-7 เสือ กกต. มีหนาว! ประธานศาลอุทธรณ์พลิกคำสั่ง ไฟเขียวศาลคดีทุจริตฯ รับฟ้อง 'ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ' คดีฮั้ว สว.
ระอุ! ศึกกกต.-ศาลยุติธรรม 7 เสือ กกต.-แสวง แย่แล้ว เสี่ยงคุก ประธานศาลอุทธรณ์พลิกศาลชั้นต้น ออกคำสั่งวันนี้ให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯรับฟ้องคดีผู้สมัครสว.ฟ้องกตก.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบคดีฮั้วสว. หลังก่อนหน้านี้ กกต.เปิดศึกศาลสูง ยื่นศาลรธน.ตีความอำนาจศาลฎีกาฯ
รัฐบาลยินดี 'บอร์ดประกันสังคม' ชุดใหม่ ย้ำกระทรวงแรงงานพร้อมร่วมทำงานเต็มที่
'รองโฆษกรัฐบาล' แสดงความยินดี 'บอร์ดประกันสังคม' ชุดใหม่ ย้ำกระทรวงแรงงานพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ผู้ประกันตน
ศาลฎีกา ปัดตกคำร้อง กกต. ขอเลื่อนไต่สวนคดี สว. เดินหน้าตรวจพยานตามนัด
ศาลฎีกา ยกคำร้อง กกต. ขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. ดักทางอ้างอภินิหารกฎหมายยื่นศาล รธน. วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ ยันเดินหน้าไต่สวนพยาน 21 ธ.ค. ตามนัด
ชำแหละ 5 จุดบอด 'มูลนิธิการกุศล' จี้รัฐยกเครื่องกฎหมาย อุดช่องโหว่ก่อนประชาชนหมดศรัทธา
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อการกุศลกลายเป็นเกราะบังหน้า: วิกฤตธรรมาภิบาลมูลนิธิ และช่องโหว่ทางกฎหมายที่รัฐต้องอุด
“กกต.”คว้ามือ"ศาลรธน." แก้ลำโดนสาวลึก"ฮั้วสว."
ศึกชิงแดนอำนาจระหว่าง องค์กรอิสระ กับ องค์กรตุลาการ เป็นจุดที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจาก กกต.มีความคืบหน้าในการส่งดำเนินคดีอาญาขบวนการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 77 ราย ซึ่งมี สว.ชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วยถึง 26 ราย

