ศึกชิงแดนอำนาจระหว่าง องค์กรอิสระ กับ องค์กรตุลาการ เป็นจุดที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจาก กกต.มีความคืบหน้าในการส่งดำเนินคดีอาญาขบวนการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 77 ราย ซึ่งมี สว.ชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วยถึง 26 ราย
ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างคำวินิจฉัยเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า แต่เนื่องจากพยานหลักฐานมีปริมาณมหาศาล จึงอาจใช้เวลาตรวจความเรียบร้อยเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าจะไม่เกินกรอบเวลา 60 วัน โดย กกต.ได้ประสานไปยังศาลฎีกาเรื่องรูปแบบการรับมอบสำนวนว่าจะให้จัดส่งเป็นรูปเล่มเอกสารกระดาษหรือบรรจุในแฟลชไดรฟ์จำนวนกี่ชุด ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอการตอบรับอย่างเป็นทางการ
แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง วงประชุม กกต.ได้พิจารณาร่างคำร้องตามที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.เป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง เห็นชอบให้ส่งคำร้องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นการเร่งด่วน โดยคาดว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ภายในสัปดาห์หน้าเช่นเดียวกัน
สาระสำคัญที่ กกต.ชงให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด มีเป้าหมายเพื่อผูกมัดอำนาจเบ็ดเสร็จของ กกต. โดยประกอบด้วยประเด็นแรก กกต.ขอให้วินิจฉัยว่า เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว.ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามไปแล้ว คำสั่งนั้นถือเป็นเด็ดขาดและเป็นที่สุด องค์กรอื่นไม่อาจเข้ามารื้อตรวจสอบย้อนหลังได้อีก เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
ประเด็นที่ 2 กกต.ขอให้ชี้ว่า มติของ กกต.ในกรณีสั่ง "ยกคำร้อง" เรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.สว.ถือเป็นที่สุดตามกฎหมายหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจรับคำร้องเพื่อขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้หรือไม่ โดย กกต.กางรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 กกต.เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ การควบคุมดูแลการเลือก สว.ให้สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และประกาศผล
พร้อมตีความ พ.ร.ป.สว.ว่า ศาลฎีกาจะมีอำนาจเข้ามาเกี่ยวได้แค่กรณี ผอ.เลือก ไม่รับสมัครหรือสั่งลบชื่อตามมาตรา 22 และ 23 หรือการเลือกไม่ชอบตามมาตรา 44 และกรณีที่ กกต.เป็นคนทำสำนวนชงฟ้องศาลฎีกาด้วยตัวเองเท่านั้น กฎหมายมิได้เปิดช่องให้ประชาชนหรือผู้สมัครวิ่งโร่ไปฟ้องตรงต่อศาลฎีกาเพื่อขอทบทวนคำสั่งยกคำร้อง
นอกจากนี้ กกต.ยังยกแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมาเป็นเกราะกำบัง ทั้งคำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 โดยพยายามผูกตรรกะว่า การที่ กกต.สั่งยกคำร้อง ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกร้อง คำสั่งจึงเป็นที่สุด ไม่อาจถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก
เหตุที่ทำให้ กกต.ต้องรีบขยับ เกิดจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณารวม 3 สำนวนคดี เช่น คดีที่มี นายภิญโญ บุญเรือง เป็นผู้ร้อง และคดีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ผู้สมัครและ สว.สำรอง พ่วงด้วยอีก 1 สำนวนคดีที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นผู้ร้อง
เป้าหมายของคำร้องในศาลฎีกา เกิดจากกลุ่มผู้สมัครได้ร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ย้อนตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว.รายอื่น โดยเฉพาะกรณีข้อโต้แย้งคุณสมบัติผู้สมัครในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และกรณียื่นสมัครผิดกลุ่มอาชีพ พร้อมขอให้ศาลทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่เคยสั่งยกคำร้องไปก่อนหน้านี้
สิ่งที่ทำให้ กกต. นั่งไม่ติด คือศาลฎีกาไม่เพียงรับเรื่องไว้ในสารบบ แต่ยังสั่งให้คู่ความทำคำคัดค้านและกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานทันที เท่ากับเปิดบัลลังก์เดินหน้ากระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแบบเต็มสูบ ซึ่ง กกต.มองว่าเป็นการใช้อำนาจก้าวล่วงขอบเขตหน้าที่ของตน
อย่างไรก็ดี นักกฎหมายมองว่า ข้อต่อสู้ของ กกต.กำลังหยิบคำวินิจฉัยเดิมมาเทียบเคียงแบบไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะคำวินิจฉัยที่ 52/2546 สมัยรัฐธรรมนูญ 2540 ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดเรื่อง ขอบเขตระหว่าง กกต. กับ "ศาลปกครอง" ว่าเรื่องคุมเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องทางปกครอง ศาลปกครองห้ามก้าวก่าย จึงยังไม่ใช่คำตอบโดยตรงว่า ศาลฎีกามีอำนาจเพียงใดในคดีเลือก สว.ตามกฎหมายปัจจุบัน
ด้านผู้ร้อง นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ในฐานะผู้ร้องและตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง ได้นำทีมบุกสำนักงาน กกต. ยื่นหนังสือคัดค้านมติ 5 ต่อ 2 ทันควัน พร้อมแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตว่า การที่ กกต. เตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญในจังหวะที่ศาลฎีกากำลังจะเริ่มขั้นตอนตรวจพยานหลักฐาน เป็นพฤติกรรมเพื่อการประวิงเวลา และพยายามดึงศาลมาตัดทอนอำนาจตรวจสอบของอีกศาลหรือไม่ เพราะผู้สมัครใช้สิทธิ์ตามกฎหมายอย่างถูกต้องเมื่อเห็นว่ากระบวนการเลือกมีข้อกังขา
มีบางกลุ่มได้มองว่า กกต.กำลังแก้ลำเพื่อสกัดไม่ให้ศาลฎีกาไต่สวนลึกลงไปในภาพรวมของคดีเลือก สว. หลังจาก กกต.เคยมีมติส่งฟ้องอาญา 77 คน โดยมีชื่อ สว.ตัวจริงติดโผ 26 คน แต่กลับสั่งยกคำร้องแกนนำและกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหญ่ 21 คนแบบค้านสายตา
หากศาลฎีกาเปิดบัลลังก์ตรวจพยานหลักฐาน เจาะเส้นทางการเงิน และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ผลการไต่สวนอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อสถานะของ สว.คนอื่นๆ และอาจย้อนกลับมาเป็นประเด็นเรื่องความถูกต้องในการใช้อำนาจสั่งยกคำร้องของ กกต.ในอดีต ซึ่งอาจถูกนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ที่สำคัญ หากพบการลงสมัครผิดกลุ่มหรือขาดคุณสมบัติจริง ย่อมส่งแรงกระเพื่อมต่อเสถียรภาพของกลุ่ม สว.ที่กุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจสำคัญในการลงมติแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ และอาจลามไปถึงการหาความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว.และนักการเมือง
จังหวะก้าวของ กกต.ในสัปดาห์หน้า จึงถูกจับตาใน 2 จุดสำคัญ คือการที่ กกต.จะยื่นสำนวนฟ้องอาญา 77 รายต่อศาลฎีกาตามกำหนดหรือไม่ ควบคู่ไปกับการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้วินิจฉัยและมีคำสั่งให้ศาลฎีกาชะลอการพิจารณาไว้ก่อน
หรือจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องตามแนวทางของระบบศาลคู่ เพื่อปล่อยให้ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนตรวจพยานหลักฐานตามกำหนดนัดเดิมต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.ณัฏฐ์' ชี้ กกต.ส่งศาล รธน.ตีความอำนาจ ไม่ใช่ 'รัฐประหารซ่อนรูป'
สืบเนื่องจาก กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในการใช้อำนาจขององค์กรอิสระเป็นที่สุดหรือไม่ โดยมีข้อพิ
‘ขอบเขตอำนาจ’ กมธ. กับสภาวะ ‘สีน้ำเงินกินรวบ’
ศึกสภาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อปัญหามหากาพย์เกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจหน้าที่” ของ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุดของสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาถึงจุดพีกและเกิดการปะทะทางการเมืองอย่างรุนแรง
ขวาง‘ศาลฎีกา’รื้อฮั้วสว. กกต.ส่งศาลรธน.ตีความ
กกต.ยื่นศาล รธน.ชี้ขาดศาลฎีกามีสิทธิรื้อคำวินิจฉัยปมคุณสมบัติ สว.หรือไม่
สว.สำรอง เดือด! ซัด กกต. ไม่เห็นหัวประชาชน ลงมติยื่นศาล รธน. หักอำนาจศาลฎีกา
สว.สำรองบุก กกต. จี้คว่ำมติส่งศาล รธน. ชี้ขาดปมฮั้วเลือก สว. ฉะยื้อคดี 2 ปีหวังฟอกขาวพวกพ้อง-ริบอำนาจศาลฎีกา ซัดเดือดถ้าไม่เห็นหัว ปชช. ให้ไปตัดกางเกงขาสั้นใส่แทนสีกากี
ระอุ! กกต. มีมติยื่นศาล รธน. วินิจฉัยขอบเขตอำนาจ ชี้ศาลฎีกาไม่มีสิทธิรื้อคดีตรวจสอบคุณสมบัติ สว.
ที่ประชุม กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภ
ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตผู้สมัคร สว. ฟ้อง กกต.-ผู้ตรวจการฯ ชี้เป็นเรื่องเดิมเคยมีคำสั่งแล้ว
ศาล รธน. มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง "อดีตผู้สมัครสว." ฟ้อง กกต.-ผู้ตรวจการฯ-ศาล รธน. ปมเลือก สว. ชี้เป็นเรื่องเดิม-โต้แย้งดุลพินิจตุลาการ

