
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานเจ้าภาพการประชุมประจำปีรัฐสภาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ ๓๐ หรือ APPF ครั้งที่ ๓๐ และประธานคณะกรรมการบริหาร แถลงข่าวภายหลังพิธีปิดการประชุม โดยมี นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง และประธานคณะอนุกรรมการแต่ละด้าน ร่วมในพิธี

โดย ประธานรัฐสภา กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น คือปัญหาระหว่างประเทศรัสเซียกับยูเครน ซึ่งประเทศออสเตรเลียได้เสนอในเรื่องของสมาชิกภาพ คือ
การปลดออกจากองค์กรนี้ จึงได้ขอความเห็นจากที่ประชุมซึ่ง ๒ - ๓ ประเทศ รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ไม่ต้องการให้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามสมาชิกมีสิทธิ์ที่จะเสนอหัวข้อการประชุมซึ่งหัวข้อหลักของการประชุมคือ การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาหลังโควิด-๑๙ เมื่อสมาชิกนำเรื่องสมาชิกภาพมาหารือ ตนในฐานะประธานฯ จึงเสนอให้นำเรื่องนี้ไปพิจารณาในครั้งต่อไปโดยประเทศผู้เสนอจะต้องได้รับมติมาจากสภาของแต่ละประเทศในการตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลงสมาชิกภาพของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือไม่ ไม่ควรเป็นความเห็นเพียงคนเดียวมาเสนอ ซึ่งเรื่องนี้ก็จบด้วยดี และแนะนำให้ดำเนินการโดยพิจารณาในครั้งต่อไปและขอให้แต่ละประเทศขอมติจากรัฐสภาของประเทศนั้น ๆ มา มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบกับการต่างประเทศด้วย เรื่องที่สอง ขอให้เปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งจาก ๔ ปีเหลือ ๒ ปี คณะกรรมการและคณะกรรมาธิการทุกคณะที่ดูแลอยู่ เพื่อให้ข้อสรุปทั้ง ๑๑ เรื่อง ผ่านไปได้โดยเอกฉันท์ ฉันทามติการประชุมสำเร็จโดยไม่มีปัญหาเรื่องการไม่ได้รับข้อมติ หรือมีประเทศใดประเทศหนึ่งคัดค้านไม่เป็นเอกฉันท์ จบลงด้วยดีด้วยการพูดและทำความเข้าใจว่าเป้าหมายหลักหัวข้อของการประชุมคืออะไร ขอให้ทุกคนร่วมกันอภิปรายอย่างเต็มที่และจบลงด้วยการเห็นด้วยของทุกฝ่าย ถือว่าข้อสรุปทั้ง ๑๑ ข้อ ได้รับความเห็นชอบทั้งหมด

นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานคณะทำงานด้านการเมืองและความมั่นคง กล่าวว่า ในที่ประชุม
มีการถกแถลงพอสมควร ทุกประเทศได้แสดงความเห็นและยึดโยงกับสถานการณ์ทางการเมืองและสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน จนในที่สุดก็จบลงด้วยดีเพราะมีข้อบังคับของการพิจารณา APPF เป็นหลักและยืนตามข้อมตินั้น ประการแรกที่เป็นหัวข้อที่อยากจะนำเสนอคือ การพัฒนา
หลังโควิด-๑๙ ในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าในระหว่างที่เจอปัญหาการแพร่ระบาดของ โควิด-๑๙ มีหลายกรณีในหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตย อิสรภาพถูกจำกัด โดยธรรมชาติ
ในการแก้ไขปัญหาโควิด-๑๙ อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีข้อมติร่วมกันว่าหลังจากนี้จะมีมาตรการในการกำหนด และขอให้ไม่ลืมสถานะของความเป็นประชาธิปไตยและค่านิยมความเป็นประชาธิปไตยมายึดโยงไว้ในมาตรการทุกอย่างในการนำเสนอโดยรัฐบาลโดยการกำกับดูแลของรัฐสภาแต่ละประเทศ ปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างสมาชิกสภาของแต่ละประเทศมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โอกาสของการประชุมเช่นเดียวกับการประชุม APPF นี้ เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิด วิธีการ โครงสร้างของกฎหมายและมีการปรับปรุงกฎหมายภายใน เพื่อสามารถจัดการกับปัญหาที่ข้ามพรมแดนได้ดีมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคและในกลุ่มของเอเชียและแปซิฟิก จะเห็นว่าการพัฒนาคาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ทุกประเทศมีการถกแถลงร่วมกันและในที่สุดจากการแลกเปลี่ยนที่ทุกฝ่ายมีความเห็นร่วมกันด้วยความเกรงใจซึ่งกันและกัน จึงสามารถได้ข้อยุติในข้อมตินี้ ส่วนอีกหนึ่งข้อมติที่เกี่ยวข้องกับการใช้พิธีการทูตทางรัฐสภา ขอให้พักการพิจารณาไว้ก่อนและนำกลับมาอีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้า กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติใน ๒ ประเด็น คือ การที่ทุกฝ่ายเห็นว่าการฟื้นฟูภายหลังโควิด-๑๙ ในด้านเศรษฐกิจต้องพึ่งเรื่อง
ของเศรษฐกิจสีเขียว ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพและประเทศในเอเชียและแปซิฟิกล้วนแล้วแต่มีทรัพยากรที่ดีคือ ประเทศที่อยู่ติดมหาสมุทรมีความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่ทรัพยากรทางบก และทางน้ำ สภานิติบัญญัติของแต่ละประเทศต้องสร้างการสนับสนุนและความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ให้ทุกคนช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นตัวจักรสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
ที่อยู่ในภูมิภาค ประเด็นต่อมา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ทุกชาติต้องอาศัยการเชื่อมโยงผ่านทางเทคโนโลยีดิจิทัลนำไปสู่การค้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องเห็นตัวตนกันและเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะต้องช่วยกันส่งเสริม และผลักดันต่อเพื่อก้าวข้ามกำแพงกีดกันชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มักจะมองข้ามไปคือมีคนจำนวนมากตามชายขอบของสังคมหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าไม่ถึงระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า จะต้องพยามผลักดันเพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านนี้ให้มากยิ่งขึ้น

นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ประธานคณะทำงานด้านความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณา ๓ เรื่องคือ ๑. การส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีที่จะลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
การทำให้ก๊าซกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ จะมีการประชุมของสหประชาชาติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางอากาศที่ประเทศอียิปต์ เลขาธิการสหประชาชาติจะออกมาเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยึดถือแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกและลดอุณหภูมิของโลกให้เหลือ 1.5 องศาเซลเซียสเพราะจากเหตุการณ์โลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาก๊าซและน้ำมันขึ้นสูงทำให้หลายประเทศหันกลับไปใช้ถ่านหิน ซึ่งมีผลกระทบต่อเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ว่าจะลดอุณหภูมิของโลกให้ไม่เกินร้อยละ ๒และเหลือร้อยละ 1.5 ในที่สุด รัฐสภาของประเทศเอเชียแปซิฟิกยืนยันว่า จะสนับสนุนเป้าหมายเดิมคือลดอุณหภูมิของโลกร้อยละ 1.5 นี่คือข้อความที่จะส่งไปยังการประชุมสหประชาชาติที่ประเทศอียิปต์
๒. มีการเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วจัดสรรงบประมาณปีละ 100,000,000,000 เหรียญสหรัฐเพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางอากาศ ทุกประเทศซึ่งเป็นข้อเสนอจากแคนาดาทุกประเทศที่อยู่ในกลุ่มภูมิภาคสนับสนุนประเด็นนี้ ๓. เรื่องการท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ เสนอให้ที่ประชุมการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-๑๙ ควรมีมาตรการต่าง ๆ ที่ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสีเขียว ขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังดำเนินนโยบายที่เน้นเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว การฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยวต้องเป็นไปตามการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ที่จะพัฒนา ๓ เศรษฐกิจ รวมทั้งเกษตรสีเขียว ที่ประชุมของประเทศสมาชิกรับ BCG Model ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ได้เสนอประเด็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยว ควรให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้มาโดยตลอด ที่ประชุมยอมรับเป้าหมายในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวพยายามที่จะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเพื่อส่งเสริมสถานะของท้องถิ่นซึ่งคือ OTOP ที่ประเทศไทยทำกันมานานแล้วและที่ประชุมรับข้อเสนอนี้ไป นอกจากนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจจะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ความสำคัญกับประชาชนและท้องถิ่นในการสร้างสินค้าที่จะนำรายได้มาสู่ท้องถิ่นส่วนในเรื่องสาธารณสุขพื้นฐานชี้ให้เห็นว่าสาธารณสุขพื้นฐานเป็นปัจจัยที่สำคัญมากจะทำอย่างให้สาธารณสุขเข้าถึงประชาชนทุกคน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีการเน้นย้ำว่าทุกประเทศตั้งเป้าหมายเรียกร้องให้รัฐบาลแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกตั้งงบประมาณร้อยละ 1 ของ GDP สำหรับใช้ในการส่งเสริมสาธารณสุขท้องถิ่น ทุกประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกันขึ้นมาใหม่ ใช้มรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกัน เพื่อทำเป็นเส้นทางใหม่สำหรับการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ประธานคณะทำงานด้านสมาชิกรัฐสภาสตรี กล่าวว่า ทุกคนมีความหวังว่าเราจะได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันในแต่ละหัวข้อ ซึ่งข้อมติของสมาชิกรัฐสภาสตรีมี ๒ ข้อ คือเรื่องของการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ในอนาคต ส่วนเรื่องที่สองคือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-๑๙ บทบาทของสตรีในการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจภายหลังภาวะโควิด ด้วยการเพิ่มศักยภาพบทบาทของสตรี ไม่เฉพาะในเรื่องการเมืองเท่านั้นในภาคเอกชนภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งชุมชน กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของเรื่องของสารสนเทศและดิจิทัล

นายกิตติ วะสีนนท์ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างข้อมติและแถลงการณ์ร่วม กล่าวว่าคณะกรรมาธิการพยายามยกร่างข้อมติฯ โดยไม่กล่าวถึงความขัดแย้ง การจัดงบประมาณให้สอดคล้องกับเพศ ได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศ ความมั่นคงทางไซเบอร์ได้รับความสนใจจากหลายประเทศได้เข้ามาร่วมให้การสนับสนุนและในที่สุดทั้งสองร่างนี้ได้รับฉันทามติ ประเด็นสำคัญคือใช้ระเบียบของการประชุม APPF ที่ต้องใช้ฉันทามติเป็นหลัก ซึ่งแถลงการณ์ร่วมผ่านความเห็นชอบด้วยดีกับอีกสองข้อมติและได้รับมอบหมายเรื่องให้ดูข้อมติที่มาจากคณะทำงานทั้ง ๔ คณะ ส่วนเรื่องคาบสมุทรเกาหลีขอให้ผู้เสนอไปหารือกันเอง
ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับด้วยดี

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด การประชุมเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่หมุนเวียนไปยังประเทศอื่น ๆ ครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกที่ได้มาร่วมพบปะเจอหน้ากัน ถือว่าเป็นการแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทย
ในหลายด้าน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการท่องเที่ยวและการเป็นที่รู้จักของประเทศไทยในทิศทางที่ดี ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน ขอบคุณกรรมาธิการที่ให้ความร่วมมืองดประชุมในช่วงสามวันนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปโดยเรียบร้อยไม่มีปัญหา ตลอดจนขอบคุณสื่อมวลชนทุกคนที่ให้ความสนใจและนำเสนอข่าวจนทำให้การประชุในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ขอประมุข 3 ฝ่าย ชวนคนไทยร่วมใจเมาไม่ขับ ถวายในหลวง 74 พรรษา
'หมอแท้จริง' เสนอนายกฯ-ประธานรัฐสภา-ประธานศาลฎีกา เชิญชวนคนไทยและข้าราชการ ร่วมใจเมาไม่ขับ ถวาย 'ในหลวง' 74 พรรษา
ปชน. ตอก 'ประธานโสภณ' คนเขาเกลียดกันทั้งสภา แถลงผลงานแค่โฆษณาชวนเชื่อ
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร 122 วัน พลิกโฉมของสภาฯ แก้ปัญหาประชาชนว่า การโฆษณาตัวเองของนายโสภณที่ระบุสภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านจำนวน 14 ฉบับ มากที่สุดในรอบ 10 ปีนั้น ไม่ได้เป็นร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้
'ฝ่ายค้าน-สว.' จับมือจี้ 'โสภณ' ส่งรายชื่อให้ประธานศาลฎีกาคุ้ยคดี 'ศักดิ์สยาม'
'ฝ่ายค้าน - สว.' แท็กทีมทวงถาม 'โสภณ' ส่งรายชื่อ ให้ประธานศาลฎีฎาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ตรวจสอบ ป.ป.ช. ตีตกคดี 'ศักดิ์สยาม' ซุกหุ้นหรือยัง จี้ต้องส่งภายในสัปดาห์นี้ บอกไม่มีเหตุผลให้ดึงเช็งจนปิดสมัยประชุม
ประธานรัฐสภา ประกาศสู้ยาเสพติด 4 มิติ ป้องกัน-บำบัด-ปราบปราม-แก้กฎหมาย เดินหน้าโครงการรวมพลังรักศรัทธาฯ แก้ปัญหาแบบบูรณาการ
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา กล่าวเนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก พ.ศ.2569 ว่า ในฐานะเป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ต่อสู้กับการแก้ไขปัญหายาเสพติดตั้งแต่เป็นสส. 3-4 ปีที่ต่อสู้กับเรื่องดังกล่าวได้เห็นปัญหาและมีกระบวนการในการแก้ไข 4 มิติคือ
'โสภณ' ชี้งบแก้ปัญหายาเสพติด ยังสะเปะสะปะ ต้องแก้กฎหมายให้หน่วยงานต่างๆได้บูรณาการทำงาน
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และฝ่ายปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายโสภณ กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นงานใหญ่ของการแก้ปัญหายาเสพติด
'สส.-สว.' ยืนสงบนิ่งน้อมถวายความอาลัย 'พระองค์ภา'
'โสภณ' นำ 'สส.-สว.' ยืนสงบนิ่งน้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

