กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลน ริเริ่ม ร่วมมือ สานต่อการดูแลอย่างเป็นระบบ

ป่าชายเลน ถือว่าเป็นประเภทของป่าที่คนในเมือง อย่างคนกรุงเทพ น่าจะคุ้นเคยมากที่สุด เนื่องจากมีสถานที่สำคัญๆ แหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพ และรวบรวมแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ ที่สำคัญได้รับการดูแลจากศูนย์ศึกษาธรรมชาติทำให้ป่าชายเลนยังคงมีความอุดมสมบูรณ์มาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่ง “ป่าชายเลน” ในประเทศไทยนั้น มีพื้นที่รวมกันกว่า 1 ล้านไร่ กระจายไปในหลายจังหวัดของประเทศไทย อาทิ ตราด ชลบุรี สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ สงขลา ปัตตานี เป็นต้น แม้จะมองว่าพื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทยนั้นยังมีอีกมากมาย และกระจายวงกว้างในหลายจังหวัด พื้นที่ของป่าชายเลนก็ทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากความเจริญของเมือง ความต้องการของคนในสังคมที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้เกิดการขยายพื้นที่อาศัย หรือพื้นที่ทำกินในรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเติบโตของสังคมจนทำให้พื้นที่ป่าชายเลนของชุมชนนั้นเริ่มลดน้อยลง แต่ยังโชคดีที่มีกลุ่มคนในพื้นที่เห็นถึงความสำคัญ และเร่งมือที่จะร่วมกันพัฒนาและดูแลป่าชายเลนให้คงอยู่ได้ทันอย่าง 7 ชุมชนใน ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง ที่ปัจจุบันมี กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลนเกิดขึ้น

กลุ่มอนุรักษ์ฯ นี้ ทำหน้าที่เหมือนเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาป่า และแหล่งน้ำในจังหวังระยองโดยมีการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นปึกแผ่น ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจาก “ลุงคิน” นายคิน นาวงศ์ และ “ลุงบุญ” นายสมบุญ สุขอินทร์ ทั้งสองคนเป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้จุดประกายการอนุรักษ์ โดยการสร้างสะพานไม้เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติบนพื้นที่ป่าชายเลน ในปี 2547 และในปี 2549 เทศบาลเมืองระยองได้จัดให้ชาวบ้านไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่บ้านเปร็ดใน จ.ตราด

รวมถึงในพื้นที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและป่าชายเลนที่ 2 (ท่าสอน) จ.จันทบุรี และศูนย์ศึกษารรมชาติธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี ซึ่งการไปดูงานหลายพื้นที่ทำให้เกิดความประทับใจ ชุมชนจึงมีแนวคิดที่จะบริหารจัดการป่าชายเลนเหมือนอย่าง บ้านเปร็ดใน และได้ก่อตั้ง “กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลน” โดยมีสมาชิกเป็นตัวแทนจาก 7 ชุมชน ที่อยู่รอบบริเวณป่าชายเลน ได้แก่ 1.ชุมชนสมุทรเจดีย์ 2.ชุมชนสัมฤทธิ์ 3. ชุมชนปากน้ำ 1 4.ชุมชนปากน้ำ 2 5.ชุมชนเนินพระ 6.ชุมชนทุ่งโตนด และ 7.ชุมชนก้นปึกปากคลอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนและแม่น้ำระยอง มีการกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลนที่ชัดเจน และส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์น้ำบริเวณแม่น้ำระยองและป่าชายเลน

ขณะที่ในปี 2552 กลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้ทำกิจกรรมใหญ่เพื่อรวมพลังฟื้นภูมิปัญญารักษ์ป่าชายเลน เพื่อปลูกฝังเยาวชนสำนึกรักบ้านเกิด ได้จัดทำโครงการฟื้นภูมิปัญญารักษ์ป่าชายเลน โดยการสนับสนุนจากกองงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครระยอง ซึ่งโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากชาวบ้านในชุมชนต้องการปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดและร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดนเฉพาะผืนป่าชายเลนของชุมชนจำนวนเกือบ 300 ไร่ ซึ่งเป็นป่าชายเลนผืนสุดท้ายที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเพาะฟักสัตว์น้ำวัยอ่อนหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกุ้งแชบ๊วย หอยพอก ปลากะพงขาว ฯลฯ

และหลังจากนั้นในปี 2563 ทางกลุ่มได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1(ระยอง) และเทศบาลนครระยอง ได้ร่วมกันเก็บขยะจาก ทุ่นกักขยะ หรือ BOOM ที่ร่วมกับธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี พัฒนาและติดตั้งทุ่นกัก ขยะดังกล่าวในบริเวณแม่นำระยอง และคลองสำคัญต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับทะเล เพื่อกักไม่ให้ขยะมูลฝอยที่ลอยน้ำได้จากแผ่นดินไหลลงสู่ทะเล ซึ่งสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลหายากได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริเวณพระเจดีย์กลางน้ำ ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง พบขยะเป็นจำนวนมากติดที่ทุ่นกักขยะ ส่วนใหญ่เป็นขยะขวดแก้ว ถุงหูหิว แก้วพลาสติก และโฟม โดยขยะที่เก็บได้ดังกล่าวไปรีไซเคิล และขายสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ต่อไป

จนถึงปัจจุบันทางกลุ่มฯ ก็ยังมีการเดินหน้าเรื่องการดูแลอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดพื้นที่ฟื้นฟูป่าชายเลน เป็น 4โซนพื้นที่ โดย โซนที่ 1 และโซนที่ 2 เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์ปูแสม ซึ่งในโซนที่ 2 ยังมีเรือนเพาะชำกล้าไม้ ส่วนในโซนที่ 3 ปัจจุบันมีเส้นทางเดินเชื่อมต่อระหว่างโซนที่ 3, 2, 1 และ 4 ขณะที่ โซนที่ 4 เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ซึ่งโซนที่ 1, 2 และ 4 ได้รับการประเมินว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 2,847 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ในปี 2551-2559)

นอกจากนี้ยังมีการออกไปเรียนรู้เพิ่มเติมกับเครือข่ายภายนอกเพื่อมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ ขณะเดียวกันกลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังมีการสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝั่งในการเจรจาพูดคุยกับผู้ที่สร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ พื้นที่เนื่องจากเป็นภารกิจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยตรง

ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถสร้างภาคีการร่วมมือทั้ง 5 ภาคี ได้แก่ 1.กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 3.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 4.สำนักงานคุมประพฤติ และ 5. บริษัทเอกชน , โรงงานอุตสาหกรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและองค์กร-ปกครองท้องถิ่น มีศักยภาพที่ดี จึงเป็นที่ยอมรับของเอกชน และหน่วยงานรัฐ แสดงถึงความยั่งยืน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปตท. ส่งมอบความรู้-ความสุขผ่านกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ จุดประกายความคิดให้เยาวชนรุ่นใหม่

ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของปี ถือว่าเป็นวันที่เด็กๆ ตั้งตารอคอยที่สุด เพราะถือว่าเป็นวันสำหรับพวกเขานั่นก็คือวันเด็กแห่งชาติ ที่ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ไหน หรือจังหวัดใดในประเทศไทยก็จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อเด็กๆ

‘บ้านเขาวัง’ ชูแนวทางร่วมมือกับรุ่นใหม่ หัวใจการดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

การดูแลธรรมชาติที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงทำแค่ตอนนี้ แต่ต้องทำตลอดไป การสืบสานหรือการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นต้องมีแบบแผนที่ชัดเจน

ปตท. สืบสานแนวพระราชดำริการปลูกและใช้ประโยชน์ ‘หญ้าแฝก’ จัดพิธีมอบรางวัลการประกวดครั้งที่ 12

การชะล้างพังทลายของดินเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ มีผลต่อความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)

เปิดประเพณี - ความเชื่อ ‘ดอยช้างป่าแป๋’ สู่ชุมชนต้นแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ

ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อ มักจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนในชุมชนมาโดยตลอด และยิ่งในประเทศไทยเองหลายพื้นที่ มักจะมีวัฒนธรรมหรือความเชื่อเฉพาะทาง ที่เป็นทั้งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจหรือสร้างความฮึกเหิม